
"ฝากไว้ให้แผ่นดิน"อนุสรณ์ล้ำค่าจาก ถวัลย์ ดัชนี
ชีวิตผมทั้งหมด บ้านของผม กลายเป็นซากอารยธรรม ผมไม่ใช่คนร่วมสมัยที่ไปไหนมาไหนก็ต้องหยิบโทรศัพท์มากรี๊ดกร๊าดถ่ายรูป
เรื่อง : ชุติมา สุวรรณเพิ่ม /ภาพ ณัฏฐ์ฐิติ อำไพวรรณ
“ชีวิตผมทั้งหมด บ้านของผม กลายเป็นซากอารยธรรม ผมไม่ใช่คนร่วมสมัยที่ไปไหนมาไหนก็ต้องหยิบโทรศัพท์มากรี๊ดกร๊าดถ่ายรูป ผมไม่มีของใช้ ‘โส อัคลี’ พรรค์อย่างนั้น ผมเลยไม่ใช่คนในยุคสมัยใหม่กับใครเขา”
คือคำพูดของศิลปินนามอุโฆษผู้ล่วงลับ ถวัลย์ ดัชนี ได้ให้สัมภาษณ์กับ “โพสต์ทูเดย์” ไว้เมื่อเดือน ม.ค.ปี 2554 ยิ่งนึกย้อนไปก็ยิ่งคิดถึงความมีอารมณ์ขัน สายตาของผู้ยิ่งใหญ่ศิลปินแห่งชาติกวาดมองนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่กำลังตื่นตาตื่นใจใช้สมาร์ทโฟนถ่ายภาพแต่ละมุมอลังการของพิพิธภัณฑ์บ้านดำ ท่านผู้เฒ่าว่าพลางหัวเราะหึ ในลำคอแล้ว “แอบเมาท์คนกรุงเทพฯ” กับกลุ่มนักข่าวที่เคยคุ้น
ฟังๆ คำเสียดสีแล้ว เมื่อกอปรกับบุคลิกน่าเกรงขามของชายร่างใหญ่หนวดสีเงินยวง หลายคนอาจกริ่งเกรง แต่ถ้าวันไหนอารมณ์ครึ้มๆ ถวัลย์ จะยิ่งกว่าใจดีเป็นไกด์นำนักท่องเที่ยวเดินชมพิพิธภัณฑ์บ้านดำ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.นางแล อ.เมือง จ.เชียงราย ด้วยตัวเองเลยทีเดียว ให้ข้อมูลรายเอียดต่างๆ นานาเกี่ยวกับงานศิลปะมากมาย ข้าวของสะสมในเรือนกาแล และอาคารสถาปัตยกรรมทรงสถูปแปลกตากว่า 40 หลัง เล่าพลางปล่อยมุขพลางอย่างแพรวพราวจนหลายคนคลายความกลัวเกรง และจดจำว่าเป็นทริปเที่ยวชมอารยธรรมเชียงรายที่สุดของความโชคดี
“อาจารย์ของผมสมัยผมเรียนชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยศิลปากร ม.จ.สิทธิพร กฤดากร ท่านสอนวิชาตกแต่งภายใน ผมจำได้เสมอกับคำพูดอมตะของท่านที่ว่า เงินทองคือมายา ข้าวปลาคือของจริง สำหรับงานศิลปะจิตรกรรม ประติมากรรม นี่ก็มายา ผมจึงห้อยเนื้อเค็มปลาแห้งไว้ตามเสาแต่ละต้น” ถวัลย์ บอกพลางหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจชี้ให้ดูเสาไม้สักต้นใหญ่โต ภายในอาคารสถาปัตยกรรมแบบกาแล ‘มหาวิหาร’ อวดความงามอลังการ และมีพวงเนื้อเค็ม ปลาเค็มห้อยไว้เรียงรายให้คนสงสัย สร้างบรรยากาศที่เปี่ยมชีวิตชีวาจับต้องได้ และทุกๆ ครั้งที่ไปคารวะท่าน ถวัลย์ ชอบเลี้ยงนักข่าวด้วยสับปะรดนางแลจิ้มด้วยขนเม่น ดูเก๋ไก๋ เข้มขลังกลมกลืนไปกับความเป็นบ้านดำ
“นั่นคันไถโบราณกระดูกสันหลังของแผ่นดิน ผมก็ต้องเก็บเอาไว้นะ อดีต และปัจจุบันไม่ได้ตัดขาดหายไปจากกัน จัดรวมไว้ที่บ้านของผม ผมจัดบ้านเป็นหลังๆ เป็นการจัดระเบียบ หมา หมี เม่น แมว(เสือ) มีดเล่มนี้ทำจากเขี้ยวฮิปโปโปเตมัส เขี้ยววอลรัส หรือถ้าถามหาปัจจุบันไม่มีสิ่งของ ‘โส อัคลี’ แบบทีวี ตู้เย็นแบบนั้นนะ ในบ้านดำมีอ่างอาบน้ำอุ่น มีเครื่องปรับเครื่องฟอกอากาศ มีเตียงนอนหรูแบบโรงแรมห้าดาวแต่ผมนอนบนหลังควายไบซัน ใกล้กันในห้องมีหนังวัวมัสก์หายากมากเป็นสัตว์ในทุ่งหญ้าสเตปป์ของไซบีเรีย ตัวนี้น่าจะได้มาเมืองไทยเพียงตัวเดียวนะ หนังหมาจิ้งจอก บ้านที่ตอนกลางวันนักท่องเที่ยวเดินเข้าเดินออก พอตกกลางคืนผมก็นอนที่นี่แหละ เด็กๆ คนดูแลบ้านจะรู้ว่าวันไหนผมนอนบ้านไหนก็ดูรองเท้าผมที่ถอดไว้หน้าบ้าน” ถวัลย์ อธิบายอย่างผู้ใหญ่ใจดี พลางปล่อยอีกมุขเมื่อเฉลยคำสแลง โส อัคลี-So ugly!! นักข่าวรุ่นลูกๆ หลานๆ ล้อมหน้าล้อมหลังจดข้อมูลกันยิก ก็ได้หัวเราะกันคิกคัก
“ผมเริ่มเขียนรูปจริงจังตั้งแต่เรียนอยู่เพาะช่าง 14-15 ปี แล้วเพิ่งคลำทางพบก็ตอนเรียนคณะจิตรกรรม ม.ศิลปากร สิ่งที่คลำทางพบก็คือพลังแห่งการเคลื่อนไหว อย่างเร็ว และรุนแรงราวสายฟ้าฟาด ภาพม้า ช้าง สมัยหนุ่มๆ ผมใช้เวลาเขียน 27วินาที ภาพเสือ ควาย วัว ยุคหลังๆ มานี้ผมเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ไม่ให้ซ้ำซากหยุดนิ่งอยู่กับที่ ใช้เวลาเขียน 10 วันขึ้นไป ผมสื่อสารผ่านภาพเขียนถึงความแข็งแกร่งการต่อสู้ของสัตว์ที่เข้มแข็ง มีพลังองอาจ ไม่ย่อท้อต่อการมีชีวิต
ผมไม่ร่ำรวยมีเงินเป็นแสนเป็นล้านซื้อเพชรซื้อทองหรอกนะ แต่ก็ชอบฟังคนมั่งมีเขาอวดกันนะ (ฝ่ายคนฟังอยู่ก็หัวเราะกิ๊กเช่นกัน) แต่เราพอมีสตางค์ก็เอาไปซื้อหนังวัวหนังควายหมด แล้วก็ไปจ้างข้าทาสบริวารมาดูแลสมบัติบ้าเหล่านี้ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มรักษาเครื่องไม้ไม่ต้องทำอะไรนอกจากขัดไม้ แกะไม้ไปในแต่ละวัน กลุ่มรักษาเครื่องเงินก็ไม่ต้องทำอะไรอื่น วันๆขัดเครื่องเงินให้ส่องประกาย กลุ่มสุดท้ายพวกดูแลเครื่องหนัง ข้าวของเยอะแยะแต่ผมไม่บ่นเดี๋ยวเขาหาว่าผมเป็นตาแก่ขี้บ่น ใครอยากทำแค่ไหนในแต่ละวันก็ทำ ๆ กันไป”ถวัลย์ บอกเล่าเสียงดังสดใส
พิพิธภัณฑ์บ้านดำ สถานที่เก็บงานศิลปะหาชมได้ยากของ ถวัลย์ ดัชนี ซึ่งเป็นที่รู้ๆ กันดีว่าทุกๆ ภาพก็จะถูกจับจองจากมหาเศรษฐีทั่วโลกตั้งแต่อาจารย์จรดพู่กันเลยทีเดียว ภาพจิตรกรรมทุกๆ รูปจึงเป็นความล้ำค่า น่าไปชื่นชมให้เห็นของจริง รวมไปถึงของสะสมพื้นบ้านรุ่มรวยอารยะแบบสล่าเหนืออีกนับหมื่นๆ ชิ้น ทั้งเครื่องไม้แกะสลัก เครื่องเขินโบราณ เครื่องเงินล้ำค่า ฯลฯ รวมถึงบรรดาหนังสัตว์ป่านานาชนิด เช่น หนังหมี หนังควายป่า หนังจระเข้ หนังเสือ เปลือกหอยขนาดใหญ่โตจากทุกมหาสมุทร บนเนื้อที่กว้างขวางกว่า 100 ไร่ เปิดให้นักท่องเที่ยวชมยังไม่เต็มพื้นที่ เพราะเมื่อศิลปินผู้ยิ่งใหญ่เอ่ยปากชักชวนกระโดดขึ้นรถปิ๊กอัพ เดินทางไปดูซุงไม้สักอายุนับร้อยปีที่สะสมไว้เนิ่นนาน วันนี้ที่ท่านจากไปก็นับราว 30 ปีได้แล้วที่เก็บไม้ล้ำค่านี้ไว้
“ที่ดินจากตรงนี้จรดตรงโน้นเป็นที่ดินของผมทั้งหมด แล้วอย่าไปนับเป็นไร่ๆ แบบคนกรุงเทพฯ บ้านผมนับเป็นภูเขาๆ (ว่าแล้วก็หัวเราะเสียงดัง) อาคารหลังใหม่ผมได้ความบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรม การสลักเสลาแบบอังกอร์วัด แต่ผมมีไม้สักที่ซื้อสะสมไว้หลายสิบปี ไม่ใช่อาจารย์หนูสัก ถวัลย์สักเอง (ขอปล่อยอีกมุขก่อนจะกล่าวต่อจริงจัง)...ความสำคัญของมนุษย์ไม่เพียงทำสำเร็จแล้วนะครับ แต่ระหว่างทางแห่งความปรารถนาจะทำต่อไปให้สำเร็จจะสร้างพลังขับเคลื่อนจินตนาการไปได้ไม่แพ้กัน ประเดี๋ยวถ้าสร้างเสร็จผมจะเชิญชวนพวกหนูๆ นักข่าว มาเยี่ยมชมอาณาจักรใหม่ มาชมฟ้อนผีมด มาเที่ยวเชียงรายบวงสรวงฟ้อนคบไฟสนุกสนานกัน”เป็นประโยคทิ้งท้ายของศิลปินนามอุโฆษผู้ยิ่งยงแห่งวงการศิลปะไทย







