
งานต่อต้านคอร์รัปชั่น : หืดขึ้นคอ
งานต่อต้านคอร์รัปชั่นเป็นงานที่ร่วมแรงร่วมใจกันหลายฝ่ายที่ต้องการเห็นประเทศไทยเป็นประเทศที่ปราศจากคอร์รัปชั่น เรียกว่าทุ่มเทกันทั้งแรงกายแรงใจ เป็นการเสียสละกันมาเป็นปีๆ โดยไม่มีค่าตอบแทน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นก็เป็นองค์กรหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดี ทำงานกันมาอย่างเข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับจากหลายๆ ฝ่าย รวมทั้งได้เป็นผู้จุดประกายในหลายๆ เรื่องที่ผ่านมาด้วย
งานต่อต้านคอร์รัปชั่นเป็นงานที่ร่วมแรงร่วมใจกันหลายฝ่ายที่ต้องการเห็นประเทศไทยเป็นประเทศที่ปราศจากคอร์รัปชั่น เรียกว่าทุ่มเทกันทั้งแรงกายแรงใจ เป็นการเสียสละกันมาเป็นปีๆ โดยไม่มีค่าตอบแทน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นก็เป็นองค์กรหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดี ทำงานกันมาอย่างเข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับจากหลายๆ ฝ่าย รวมทั้งได้เป็นผู้จุดประกายในหลายๆ เรื่องที่ผ่านมาด้วย
นอกจากนี้ ยังมีผลงานที่เป็นรูปธรรมคือ ข้อเสนอมาตรการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ทั้งที่เป็นมาตรการเร่งด่วนและมาตรการปฏิรูป ผู้เขียนเองก็ได้เข้าร่วมประชุมด้วยหลายครั้ง และเห็นด้วยกับมาตรการที่เป็นข้อเสนอหลายๆ มาตรการ ทั้งที่เป็นมาตรการสร้างมาตรฐานที่โปร่งใสในกระบวนการให้บริการของภาครัฐ การสร้างความไว้วางใจและส่วนร่วมของประชาชน การแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้รัดกุมขึ้น ตลอดจนการเข้าเป็นสมาชิกอนุสัญญาระหว่างประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชั่น เพื่อจะได้มีการออกกฎหมายและมาตรการเพิ่มเติมต่างๆ รองรับอนุสัญญาทั้งหลายเหล่านั้น เรียกว่าได้เห็นความตั้งใจดีและความทุ่มเทของผู้ที่รับผิดชอบเป็นมดงานกัน แต่ผู้เขียนคงไม่พูดถึงรายละเอียดของมาตรการต่างๆ ที่กล่าวถึง หรืออธิบายรายละเอียดของมาตรการเหล่านั้น เนื่องจากว่าวันที่ 6 ก.ย. 2557 นี้ก็จะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) จะจัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชั่น 2557 ขึ้น หลังจากที่จัดงานดังกล่าวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 โดยครั้งนี้จะให้ชื่อหัวข้องานว่า “Hand in Hand ปฏิบัติการต่อสู้ เพื่อชัยชนะอย่างยั่งยืน” ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ และก็อีกเช่นกันผู้เขียนไม่ได้ตั้งใจจะประชาสัมพันธ์งานนี้ เพราะองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นมีมือสื่อสารองค์กรดีๆ อยู่หลายคน เรียกว่าสื่อสารกันไปจนถึง คสช. และท่านนายกฯ คนปัจจุบันก็น่าจะรับเป็นวาระแห่งชาติไปแล้ว เพราะในการกล่าวปราศรัยหลายๆ ครั้งก็ได้พูดถึงเรื่องการขจัดคอร์รัปชั่นทุกครั้ง
แม้กระนั้น สำหรับผู้เขียนก็ยังมีความกังวลอยู่ลึกๆ อาจเป็นเพราะไม่ได้ไปเห็นตัวอย่างของฮ่องกงกับสาธารณรัฐเกาหลีกับตาก็ได้ ว่าเขาทำสำเร็จได้อย่างไร แต่นั่นคงเป็นประเด็นปลีกย่อย ประเด็นสำคัญก็คือ ยังมีอีกหลายๆ พฤติกรรมที่มาตรการต่างๆ ที่เสนอไปครอบคลุมไม่ถึง และไม่ทราบเหมือนกันว่าจะให้ครอบคลุมถึงได้อย่างไร เพราะเป็นเรื่องในทางปฏิบัติ เป็นการสั่งด้วยวาจา หากไม่ดำเนินการก็จะถูกย้ายในที่สุด ด้วยเหตุผล “เพื่อความเหมาะสม” หรือในบางกรณี มาตรการหลายมาตรการที่เสนอก็เป็นมาตรการที่มีอยู่แล้ว เช่น “การบริหารงานบุคคลต้องยึดหลักคุณธรรม” กระบวนการสรรหาโยกย้ายพนักงานต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส แต่เอาเข้าจริงก็ยังมีการแต่งตั้งโยกย้ายคนที่วิ่งเต้นเข้าหาหรือสนองนโยบายกันอย่างเอิกเกริก ทั้งที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน มีกฎระเบียบที่มีรายละเอียดมากมาย จะขึ้นเงินเดือนใครเท่าไร ใครมีเงินเดือนเท่าไร ยังต้องติดประกาศให้มาท้วงติงได้ หรือเรื่องของการจำกัดงบประมาณในการประชาสัมพันธ์ ก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านทำกันมาทุกสมัย จนบางครั้งประชาชนไม่ทราบว่า หน่วยงานของรัฐบางหน่วยทำอะไร และการกำหนดให้ทำรายงานการทำประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานของรัฐบาลนั้น ที่จริงต้องทำรายละเอียดกันตั้งแต่เสนอโครงการของบประมาณแล้ว ที่ผ่านมาจึงอยู่ที่ผู้บริหารประเทศเป็นคนสั่งการ ถ้าสั่งมาซะอย่างอะไรก็ได้หมด ไม่มีรายละเอียดก็ได้ แต่ที่สำคัญและกลับยังไม่มีมาตรการควบคุมก็คือ การจัดอีเวนต์ ซึ่งนอกจากจะเป็นช่องทางทำมาหากินของนักการเมืองหรือผู้ที่เป็นสหายกับนักการเมืองแล้ว ยังเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เมื่อผู้เขียนกลับจากประจำการในต่างประเทศใหม่ๆ เกิดความงงมากว่า ทำไมต้องมีการจัดอีเวนต์ มีการแสดงแล้วก็กดโน่นกดนี่เพื่อเปิดงาน ทั้งๆ ที่เมื่อ 4 ปีก่อนเดินทางไปประจำต่างประเทศ ยังใช้ข้าราชการประกาศกันเอง และมีเพียงการกล่าวรายงานและกล่าวเปิดงาน แต่พอกลับมาก็ได้เห็นว่ามีการเปิดช่องทางทำมาหากินกันอีกช่องทางหนึ่ง ผู้เขียนจึงมองว่าประเด็นสำคัญนั้นอยู่ที่คน หากได้คนไม่ดีมาบริหารบ้านเมืองทุกอย่างก็บิดเบี้ยวไปหมด ไม่มีการบังคับใช้กฎระเบียบ หรือมาตรการที่มีอยู่แล้ว (ปัญหา Enforcement) นอกจากนี้ทรัพยากรบุคคลก็เป็นเรื่องสำคัญ ต้องมีคุณภาพ มีการศึกษา และไม่ใช่เพียงการศึกษาที่สูง ต้องเป็นศึกษาที่ประกอบไปด้วยคุณธรรมและจริยธรรมด้วย
นอกจากนี้ มาตรการส่วนใหญ่ยังมุ่งมาที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งๆ ที่คอร์รัปชั่นนั้นมีอยู่ในทุกวงการ ทั้งบริษัทเอกชน และแม้แต่กลุ่มที่เรียกว่า NonGovernmental Organization หากไม่แก้กันทั้งระบบ ก็คงจะกำจัดให้หมดไปได้ยาก
อย่างไรก็ตาม ที่เขียนมาข้างต้นไม่มีเจตนาจะตำหนิข้อเสนอมาตรการต่างๆ แต่เป็นเพียงการยกตัวอย่างความกังวลของผู้เขียน และชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในประเทศไทยคงจะยากแสนยาก ทั้งโดยอุปนิสัยของคนไทยเองที่ถนัดกับการพลิกแพลงหาช่องโหว่ และโดยขนบธรรมเนียมปประเพณีที่ต้องเกื้อหนุนเพื่อนฝูง พวกพ้อง น้อง พี่ เครือญาติ ยิ่งปัจจุบันมีการอบรมสารพัดหลักสูตร ก็ยิ่งมีการสร้างเครือข่ายกันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เมื่อมีการเรียนด้วยกัน 23 หลักสูตร ความสนิทสนมช่วยเหลือกันก็กลายเป็นเรื่องธรรมดา
จึงแน่นอนว่าการแก้ไขกฎหมาย การมีมาตรการต่างๆ ที่ยังไม่มีเข้ามาอุดช่องโหว่ ย่อมเป็นการแก้ไขหรือปฏิรูปให้ดีกว่าเดิม
ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า วันที่ 6 ก.ย.ศกนี้ จะเป็นก้าวใหญ่อีกก้าวหนึ่งที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ทำให้ประเทศไทยใสสะอาดได้







