
รถบรรทุกขู่ขึ้นค่าขนส่ง5%
คุมน้ำหนักไม่เกิน50.5ตันดันต้นทุนพุ่งแท็กซี่ขยับเรียกร้องดูแลราคาก๊าซ
คุมน้ำหนักไม่เกิน50.5ตันดันต้นทุนพุ่งแท็กซี่ขยับเรียกร้องดูแลราคาก๊าซ
รถบรรทุกขู่ขึ้นค่าขนส่ง 5% เดือน พ.ย.นี้ อ้างจำกัดน้ำหนักดันต้นทุนพุ่งจ่อขยับราคาแท็กซี่
นายยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงคมนาคมยืนยันไม่ผ่อนผันน้ำหนักรถบรรทุกชนิด 7 เพลา 24 ล้อ ที่อัตราบรรทุกรวม 58 ตัน ตามที่ผู้ประกอบการเรียกร้องว่าการปรับลดน้ำหนักบรรทุกจาก 58 ตัน เหลือแค่ 50.5 ตัน ตามประกาศของกระทรวงคมนาคม จะส่งผลทำให้ต้นทุนค่าขนส่งสินค้าต่อหน่วยเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการขนส่งจำเป็นต้องปรับค่าขนส่งขึ้นจากผู้ใช้บริการ
อย่างไรก็ตาม จะยังไม่ปรับขึ้นในทันทีเนื่องจากจะต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น ปริมาณความต้องการใช้รถขนส่งสินค้าในแต่ละช่วงเวลา โดยหากช่วงไหนมีความต้องการใช้รถบรรทุกมากก็อาจจำเป็นต้องปรับราคา
“เราขอพิจารณาปัจจัยเรื่องดีมานด์และซัพพลายเกี่ยวกับการใช้รถบรรทุกเพื่อขนส่งสินค้า ปริมาณสินค้าที่รอการขนส่งในแต่ละช่วงเวลาก่อนว่าเป็นอย่างไร ขณะนี้จะยังไม่เหมาะที่จะปรับขึ้นราคาทันที แต่คาดว่าในช่วงเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตสินค้าทางการเกษตร อาจเป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่จะปรับค่าขนส่งขึ้นประมาณ 5% โดยค่าขนส่งสินค้าเกษตรอาจจะปรับราคาเป็นกิโลเมตร (กม.) ละ 1.101.20 บาท/เที่ยว ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมจะปรับขึ้น กม.ละ 1 บาท/เที่ยว” นายยู กล่าว
สำหรับเรื่องการขนส่งสินค้าข้ามแดนจากไทยไปยังประเทศในภูมิภาคอาเซียน ขณะนี้ยังมีปัญหาผู้ประกอบการไม่สามารถขนส่ง หรือบรรทุกสินค้าข้ามแดนไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนได้ เนื่องจากมีหลายประเทศที่ไทยยังไม่ได้มีการจัดทำข้อตกลงเรื่องการขนส่งสินค้าผ่านแดนระหว่างกัน ทำให้รถบรรทุกของไทยยังไม่สามารถผ่านแดนเข้าไปได้
ดังนั้น กระทรวงคมนาคมจึงไม่จำเป็นจะต้องเร่งรีบบังคับควบคุมน้ำหนักรถบรรทุก 50.5 ตัน ซึ่งเป็นน้ำหนักบรรทุกมาตรฐานของชาติอาเซียน เพราะยังไม่มีการขนส่งเกิดขึ้นจริง
นายวิฑูรย์ แนวพานิช ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่กรุงเทพ กล่าวว่า เครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ฯ กำลังทำหนังสือถึงกระทรวงคมนาคมและกระทรวงพลังงาน ให้หามาตรการช่วยเหลือหากมีการปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีภาคขนส่งและราคาก๊าซเอ็นจีวี ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนแท็กซี่กว่า 8 หมื่นคัน โดยขอให้ภาครัฐช่วยเหลือให้ใช้เอ็นจีวีและก๊าซแอลพีจีในราคาเดิม เช่นเดียวกันกลุ่มแท็กซี่เอ็นจีวีที่ยังใช้ราคา 8.50 บาท หากไม่ช่วยเหลือเครือข่ายฯ จะปรับขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่อย่างแน่นอน เพื่อชดเชยภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น
นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมจะต้องหารือร่วมกับกระทรวงพลังงาน เพื่อพิจารณาผลกระทบและแนวทางแก้ไขให้กับกลุ่มแท็กซี่ หากรัฐบาลต้องปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีซึ่งที่ผ่านมา ขบ. ได้ทำงานร่วมกับกองพันสารวัตรทหารบก หรือ มทบ.11 และกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา และการจัดระเบียบรถแท็กซี่ในภาพรวม ทั้งปัญหาเรื่องแท็กซี่ไม่กดมิเตอร์ ปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร รวมไปถึงปัญหาของผู้ประกอบการแท็กซี่ที่มีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย ซึ่งจะเกี่ยวเนื่องไปถึงการกำหนดอัตรามิเตอร์ที่เป็นธรรม ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการแท็กซี่ก็เรียกร้องขอให้มีการปรับขึ้นค่ามิเตอร์จากปัจจุบันที่เริ่มต้นที่ 35 บาท มาอย่างต่อเนื่อง
“ประเด็นเรื่องงการขอปรับค่าโดยสารแท็กซี่นั้น ขณะนี้ ขบ.ได้ มอบหมายให้สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า ไปศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้แล้วว่าควรจะแก้ไขแบบไหนจึงจะเหมาะสม เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับคนหลายกลุ่ม โดยจะต้องไปศึกษาและพิจารณาปัจจัยปัญหาแวดล้อมหลายๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องและมีผลต่อค่าโดยสารด้วย เช่น ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง สภาพการจราจร จำนวนสถานีเติมแก๊ส เป็นต้น และหากผลการศึกษาออกมาว่าจำเป็นต้องปรับขึ้นค่าโดยสาร ก็ต้องดูอีกว่าอัตราไหนจึงจะเหมาะสม ทั้งนี้คาดว่าจะศึกษาแล้วเสร็จภายในเดือนก.ย. นี้ จากนั้น ขบ.จะนำผลการศึกษาเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาอีกครั้ง” นายอัฌษไธค์กล่าว







