
เหยียบคันเร่งหาแหล่งก๊าซ
กรมเชื้อเพลิงฯ หนุนเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทยกัมพูชา ลุยเปิดสัมปทานรอบใหม่
กรมเชื้อเพลิงฯ หนุนเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทยกัมพูชา ลุยเปิดสัมปทานรอบใหม่
นายคุรุจิต นาครทรรพ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า กรมเชื้อเพลิงฯ เตรียมเสนอเรื่องเร่งด่วนให้ รมว.พลังงาน พิจารณาดำเนินการใน 3 เรื่อง ได้แก่การเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกัมพูชา เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ก๊าซปิโตรเลียมร่วมกัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ
นอกจากนี้ จะเสนอให้พิจารณาการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 และพิจารณาต่ออายุสัมปทานแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติพื้นที่แหล่งเอราวัณและแหล่งบงกช ที่จะหมดอายุปี 2565-2566 เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน
นายคุรุจิต กล่าวว่า การเดินทางไปเยือนกัมพูชา เมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา กับคณะ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศนั้น ไม่ได้มีการหารือกันในรายละเอียดเกี่ยวกับพื้นที่ปิโตรเลียมไทยกัมพูชา แต่ได้พูดคุยถึงความร่วมมือด้านการค้า คมนาคม ความร่วมมือด้านพลังงาน ซึ่งไม่ได้มีแค่ก๊าซปิโตรเลียม แต่ยังรวมถึงเรื่องไฟฟ้าด้วย
“เป็นการหารือเรื่องความร่วมมือพัฒนาร่วมกัน และยกเรื่องที่เก็บไว้มาถกกันบนโต๊ะเจรจาระหว่างประเทศ” นายคุรุจิต กล่าว
อธิบดีกรมเชื้อเพลิงฯ ชี้แจงว่า ขั้นตอนการเจรจาพื้นที่ปิโตรเลียมทับซ้อนไทยกัมพูชา เป็นเรื่องระดับนโยบายที่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะตัดสินใจ และในการดำเนินงานและการเจรจาข้อตกลง กระทรวงการต่างประเทศจะเป็นแกนนำในการเจรจา โดยกระทรวงพลังงานจะเป็นทีมงานเท่านั้น และการเจรจาต้องวางกรอบของฝ่ายไทยก่อนเจรจากับกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม ความต้องการก๊าซธรรมชาติในไทยในปี 2557 อยู่ที่ 5,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ในจำนวนนี้เป็นการนำเข้าถึง 20% และมีการประเมินว่าการผลิตก๊าซของไทยจะสูงสุดในปี 2558 หลังจากนั้นจะเริ่มน้อยลงหากไม่มีการลงทุนผลิตและสำรวจเพิ่มเติมโดยประเทศไทยไม่ได้เปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่มานานถึง 7 ปี
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่จะเสนอให้ปรับผลตอบแทนแก่รัฐเพิ่มขึ้น และให้สัมปทานกับเอกชนที่เสนอผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษให้มากที่สุด
ขณะที่สัญญาของแหล่งเอราวัณ และแหล่งบงกชที่จะหมดอายุปี 2565-2566 จะกำหนดผลตอบแทนให้่รัฐสูงขึ้นจากเดิมที่ให้ผลตอบแทน 60% จะปรับมาเป็นอย่างน้อย 70% ตามสัญญาไทยแลนด์ 3 หรือตามที่รัฐบาลจะมีมติ
อย่างไรก็ตามการเปิดสัมปทานรอบ ที่21 คงจะต้องกำหนดเรื่องผลตอบแทนแก่รัฐเพิ่มขึ้นตามเสียงเรียกร้องภาคประชาชน แต่ก็ต้องยอมรับว่าพื้นที่ปิโตรเลียมของไทยเป็นแหล่งเล็กๆ และพบได้ปริมาณต่ำ ซึ่งขึ้นอยู่กับเอกชนจะสนใจหรือไม่ หากไม่ก็คงจะต้องมีการปรับรูปแบบและเปิดสัมปทานรอบใหม่อีก
พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษก กองทัพบกและทีมโฆษก คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวว่า ที่ประชุม คสช. เพื่อขับเคลื่อนราชการแผ่นดิน ครั้งที่13 เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2557 ได้รับทราบเรื่องการเดินทางเยือนกัมพูชาของพล.อ.พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งได้มีการรายงานที่ประชุมว่าผู้นำกัมพูชาได้แสดงความเข้าใจต่อสถานการณ์ในประเทศไทย และเข้าใจว่าทั้ง 2 ประเทศจะต้องมีความร่วมมือด้านการค้าและลงทุนระหว่างกัน อย่างในก็ตามในการประชุม คสช. ครั้งนี้ไม่ได้มีการรายงานในประเด็นหารือเรื่องพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชา







