posttoday
ตุลาการภิวัฒน์ในสหรัฐอเมริกา (3)

ตุลาการภิวัฒน์ในสหรัฐอเมริกา (3)

02 กันยายน 2557

คำว่า ตุลาการภิวัฒน์ พจนานุกรมเว็บสเตอร์เล่มหนึ่งให้ความหมายไว้ว่า “หลักรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ระบบศาลมีอำนาจล้มเลิกกฎหมายหรือการกระทำทางปกครองได้ เมื่อศาลเห็นว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ”

คำว่า ตุลาการภิวัฒน์ พจนานุกรมเว็บสเตอร์เล่มหนึ่งให้ความหมายไว้ว่า “หลักรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ระบบศาลมีอำนาจล้มเลิกกฎหมายหรือการกระทำทางปกครองได้ เมื่อศาลเห็นว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ”

ในคดีระหว่าง “มาบิวรีกับแมดิสัน” มาร์แชลเป็นผู้เขียนคำพิพากษาด้วยตนเอง ตัดสินชี้ขาดว่า ก) มาบิวรีมีสิทธิในการได้รับแต่งตั้งจากประธานาธิบดี ข) รัฐมนตรีแมดิสันกระทำผิดอย่างร้ายแรงที่ไม่ส่งคำสั่งแต่งตั้งนั้นให้แก่มาบิวรี แต่ ค) ศาลสูงสุดไม่มีสิทธิที่จะออกหมายบังคับให้แมดิสันมอบคำสั่งแต่งตั้งให้มาบิวรีได้ เพราะ ง) รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่า ศาลจะทำอะไรได้บ้าง แต่มิได้กล่าวถึงการออกหมายบังคับ ดังนั้น จ) แม้ว่ารัฐสภาจะได้ออกรัฐบัญญัติตั้งแต่ปี 2332 ยอมให้ศาลออกหมายบังคับได้ก็ตาม รัฐสภาก็ไม่มีสิทธิที่จะไปขยายขอบเขตอำนาจศาล ด้วยเหตุฉะนั้นรัฐบัญญัติดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และไม่มีสภาพใช้บังคับได้

คำพิพากษาฉบับนี้ นักประวัติศาสตร์ชี้ว่าเป็นความกล้าหาญอย่างยิ่งของมาร์แชล เพราะมาร์แชลกล้าระบุชัดเจนว่าแมดิสันทำผิดกฎหมาย และก็ไม่มีทางที่จะแก้ไขโดยวิธีการทางกฎหมายได้ ซึ่งเป็นการ “สวนทาง” กับกฎเกณฑ์ทางกฎหมายแต่ก่อนที่ว่า “ไม่มีการกระทำผิดใดซึ่งกฎหมายจะหาทางแก้ไขให้ไม่ได้” ที่สำคัญกว่านั้น มาร์แชลยังตัดสินชี้ชัดในข้อ จ) ว่ารัฐสภาไม่มีสิทธิที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจศาล โดยการออกกฎหมายอนุญาตให้ศาลออกหมายบังคับได้ และชี้ว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถใช้บังคับได้ คำพิพากษาข้อนี้เอง คือ การสร้างระบบแบบแผนของ “ตุลาการภิวัฒน์” ขึ้น คำพิพากษาในข้อนี้คือ การตัดสินชี้ขาดว่าศาลสูงสุดมีอำนาจที่จะประกาศว่ากฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติออกมาฉบับใดขัดกับรัฐธรรมนูญ ไม่มีผลบังคับใช้ ทำให้ศาลสูงสุดยกฐานะขึ้นมาเป็นองค์กรที่มีอำนาจสุดท้าย เหนือรัฐสภาในอันที่จะประกาศว่า อะไรเป็นกฎหมายได้หรือไม่ ซึ่งสมัยนั้นไม่มีศาลใดในโลกที่อาจหาญถึงขนาดประกาศใช้อำนาจเหนือองค์กรนิติบัญญัติ

อันที่จริง การที่มาร์แชลพิพากษาว่าศาลไม่มีอำนาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจศาลนั้น ในคำพิพากษามาร์แชลกลับได้ขยายอำนาจศาลเข้าไปในอำนาจหน้าที่ของรัฐสภายิ่งกว่าที่รัฐสภาได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอำนาจศาลเสียอีก

มาร์แชล ยอมรับในเวลาต่อมาว่า คำพิพากษาฉบับนี้ “ค่อนข้างจะเป็นกฎหมายที่เลว” แต่ในทางการเมืองแล้วนับเป็นคำพิพากษาที่ฉลาดอย่างวิเศษเลยทีเดียว เพราะทำให้ทั้งฝ่ายรีพับลิกันซึ่งเป็นรัฐบาลกุมอำนาจบริหาร และกุมเสียงข้างมากในรัฐสภา กับฝ่ายเฟเดอรัลลิสต์ ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ก็ยอมรับในคำตัดสินโดย “ดุษณี” คือ ไม่ต่อต้านหรือโต้แย้ง หรือปฏิเสธที่จะยอมรับคำพิพากษานั้น และแม้จะมิได้เป็นการยอมรับโดย “ดุษฎี” คือด้วยความยินดีพอใจก็ตาม

ฝ่ายรีพับลิกันพอใจ เพราะอย่างน้อย “ผู้พิพากษาเที่ยงคืน” คนหนึ่งคือ มาบิวรี ไม่สามารถเข้าไปรับตำแหน่งได้ เพราะ “ไม่ได้รับ” คำสั่งแต่งตั้ง กฎหมายที่มาร์แชลพิพากษาว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ก็เป็นกฎหมายที่พวกเฟเดอรัลลิสต์ที่ครองเสียงข้างมากในช่วงนั้นเป็นผู้ร่างออกมาเอง เมื่อกฎหมายตกไป ก็เป็นที่พอใจของฝ่ายรีพับลิกัน

ในส่วนของประธานาธิบดีเจฟเฟอร์สัน โกรธมากกับคำพิพากษานี้ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะวิธีเดียวที่จะจัดการกับคำพิพากษานี้ รวมทั้งป้องกันคำตัดสินลักษณะนี้ออกมาในภายภาคหน้าอีก ก็คือการถอดถอนตุลาการศาลสูงสุดชุดนี้ออกไปทั้งหมด แต่ถ้าจะทำเช่นนั้นจะต้องมีเสียงของรีพับลิกันในวุฒิสภาถึง 2 ใน 3 ขณะที่ช่วงนั้นฝ่ายรีพับลิกันบางคนยังพอใจกับคำตัดสินนั้นด้วย เพราะถือว่าทำให้ “ผู้พิพากษาเที่ยงคืน” คนหนึ่ง “แพ้คดี” คำพิพากษานั้นจึงมีผลบังคับใช้ เพราะทุกฝ่ายยอมรับ จึงนับว่ามาร์แชลประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง

ข้อสำคัญ นอกจากมาร์แชลจะเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้อย่างงดงามแล้ว ยังสามารถริเริ่มระบบตุลาการภิวัฒน์และยกสถานะศาลสูงสุดให้เป็น 1 ใน 3 องค์อธิปัตย์อย่างแท้จริง

นอกจากคดีนี้แล้ว มาร์แชลยังทำหน้าที่ตุลาการภิวัฒน์อย่างต่อเนื่องอีกมากมายหลายคดี เช่น คดี “วิทยาลัยดาร์ทมัธ” เรื่องเกิดเมื่อ พ.ศ. 2353 เรื่องมีอยู่ว่า ตั้งแต่สมัยอาณานิคม พระมหากษัตริย์อังกฤษได้ทรงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งจัดตั้งวิทยาลัยดาร์ทมัธขึ้นในมลรัฐนิวแฮมเชอร์ โดยให้คณะกรรมการมีอำนาจในการบริหารวิทยาลัยได้โดยอิสระ หลังประกาศเอกราช มลรัฐนิวแฮมเชอร์ต้องการเข้าไปบริหารวิทยาลัยแห่งนี้เอง จึงออกประกาศว่า คำสั่งที่ออกโดยพระมหากษัตริย์ของอังกฤษไม่มีผลแล้ว คณะกรรมการวิทยาลัยจึงฟ้องต่อศาล

คดีนี้มีประเด็นทางกฎหมายสำคัญ ได้แก่ 1) คำสั่งของกษัตริย์อังกฤษถือเป็นสัญญาหรือไม่ 2) หากเป็นสัญญา คณะกรรมการวิทยาลัยซึ่งเป็นเอกชนธรรมดา จะมีสิทธิบังคับให้รัฐต้องปฏิบัติตามสัญญาทั้งๆ ที่มลรัฐนิวแฮมเชอร์ไม่ปรารถนาจะทำหรือไม่ 3) คณะกรรมการวิทยาลัยซึ่งมิใช่เจ้าของวิทยาลัย จะอ้างว่าตนได้รับความเสียหายจากการต้องหมดสิทธิในการบริหารหรือไม่

ในที่สุด ศาลสูงสุดภายใต้การนำของมาร์แชล มีคำพิพากษาว่า 1) คำสั่งของกษัตริย์อังกฤษเป็นสัญญาอย่างหนึ่ง ซึ่งมลรัฐจะต้องถือปฏิบัติตาม 2) กรรมการวิทยาลัยเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ ฉะนั้นจะถูกปลดออกจากตำแหน่งโดยไม่มีสาเหตุ จึงเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรรมการเหล่านั้น ฉะนั้นสภานิติบัญญัติของมลรัฐนิวแฮมเชอร์จึงไม่มีสิทธิออกกฎหมายไปยึดเอาวิทยาลัยมาโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการบริหารวิทยาลัย

คำตัดสินดังกล่าวไม่มีผลเฉพาะกับวิทยาลัยดาร์ทมัธเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง มิให้รัฐใช้อำนาจตามอำเภอใจบังคับเอาแก่ “เอกชน” นับเป็นการสร้างรากฐานสำคัญ ทำให้ธุรกิจการค้าของสหรัฐอเมริกามีหลักประกันคุ้มครอง จนสร้างชาติสร้างประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างเข้มแข็งและยิ่งใหญ่ (คดีนี้มีรายละเอียดน่าสนใจอีกมากจะอธิบายเพิ่มเติมต่อไป)

ผู้มีอำนาจรัฐจำนวนมาก ชอบใช้อำนาจตามอำเภอใจ คำพิพากษาฉบับนี้อยู่บนพื้นฐานหลักการที่ว่า การที่รัฐไม่ยอมถูกบังคับโดยสัญญาที่ตัวเองทำนั้น ทำให้การค้าขนาดใหญ่ไม่สามารถจะดำเนินไปได้ เอกชนจะไม่มีหลักประกันใดๆ เลย ถ้ายอมให้สภานิติบัญญัติมีสิทธิยกเลิกสัญญาใดๆ ที่ตนทำไว้ได้ตามอำเภอใจ

คำพิพากษาที่ปกป้องธุรกิจเอกชนฉบับนี้ ทำให้มีบางคนวิจารณ์ว่า มาร์แชลได้ทำให้รัฐต้องสูญเสียอำนาจอธิปไตยไป แต่คนส่วนมากมีความเห็นว่าอำนาจอธิปไตยไม่เคยให้สิทธิแก่ใคร โดยเฉพาะรัฐ ที่จะเลิกสัญญาที่ได้ทำไว้ตามอำเภอใจฝ่ายเดียว คำตัดสินของศาลสูงสุดคดีนี้จึงไม่ได้ก่อให้เกิดการสูญเสียสิทธิของมลรัฐแต่อย่างใดเลย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท