
วิกฤติขยะล้นเมืองไทย
จากเหตุเพลิงไหม้บ่อขยะเอกชน ที่มีจำนวนขยะทั่วไป รวมถึงขยะพิษปริมาณมหาศาลถึงราว 6 ตัน ภายในซอยแพรกษา จ.สมุทรปราการ เมื่อหลายเดือนก่อน สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังขาดการวางแผนที่ดีและการบังคับใช้กฎหมายที่หละหลวมต่อวิกฤตขยะที่เกิดขึ้น จนกระทั่งปัญหาในประเด็นดังกล่าวกลายมาเป็นวาระสำคัญในการอภิปรายเพื่อหาทางออกเรื่องขยะในระดับชาติ
จากเหตุเพลิงไหม้บ่อขยะเอกชน ที่มีจำนวนขยะทั่วไป รวมถึงขยะพิษปริมาณมหาศาลถึงราว 6 ตัน ภายในซอยแพรกษา จ.สมุทรปราการ เมื่อหลายเดือนก่อน สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังขาดการวางแผนที่ดีและการบังคับใช้กฎหมายที่หละหลวมต่อวิกฤตขยะที่เกิดขึ้น จนกระทั่งปัญหาในประเด็นดังกล่าวกลายมาเป็นวาระสำคัญในการอภิปรายเพื่อหาทางออกเรื่องขยะในระดับชาติ
เว็บไซต์ เฟิสต์โพสต์ ดอทคอม สื่อออนไลน์จากอินเดีย แสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าวว่า เมืองหลวงของไทยอย่างกรุงเทพฯ ผลิตขยะประมาณ 1 หมื่นตัน/วัน ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนมหาศาล เมื่อเทียบกับปริมาณขยะ 27 ล้านตัน/ปี ที่เกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักรไทย
ทั้งนี้ รัฐบาลใหม่ภายใต้การบริหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กำหนดให้เรื่องการกำจัดของเสียจำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นนี้อยู่ในรายการที่ต้องดำเนินการควบคุมอย่างเร่งด่วน
อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีปัญหากับการควบคุมปริมาณขยะที่มีแนวโน้มจะเกิดวิกฤตภายในประเทศ เนื่องจากหลายๆ ประเทศในอาเซียนก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน ตั้งแต่กรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซียไปจนถึงกรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นเมืองที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในภูมิภาคนี้ จากการขยายตัวของเมืองและการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว
กระนั้น ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายยังออกโรงเตือนด้วยว่า ปริมาณขยะที่เกิดขึ้นเหล่านั้นเป็นเสมือนระเบิดเวลาสำหรับสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นการเพิ่มจำนวนขึ้นของชุมชนยังส่งผลให้ปัญหาดังกล่าวเริ่มเขยิบเข้ามาใกล้ตัวของประชาชนเหล่านี้มากขึ้น
จากการศึกษาของคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียแปซิฟิก (แอสแคป) ในเครือสหประชาชาติ ได้ระบุถึงคำเตือนเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า บ่อขยะแบบเปิดในลักษณะการกําจัดโดยวิธีเทกองบนพื้นนั้น ส่งผลเสียอย่างรุนแรงทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในระยะยาว เนื่องจากเกิดการปนเปื้อนในแหล่งน้ำและผืนดิน
ด้านกรมควบคุมมลพิษของไทย เผยว่า ไทยมีบ่อขยะอยู่ราว 2,500 แห่ง ทว่ามีเพียง 1 ใน 5 ของบ่อขยะทั้งหมดเท่านั้น ที่มีการบริหารจัดการขยะอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนที่เหลือดำเนินการโดยมิชอบด้วยกฎหมายทั้งสิ้น แถมยังมีการลักลอบทิ้งขยะอันตราย จนกระทั่งเกิดปัญหาการปนเปื้อนในแหล่งน้ำและผืนดินบริเวณใกล้เคียง
ทั้งนี้ นิชา รักพานิชมณี จากมูลนิธิบูรณะนิเวศ (เอิร์ธ) อธิบายว่า ปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากการขาดการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด โดยห่วงโซ่การกำจัดขยะทั้งหมดจะถูกบิดเบือนไปตามความสามารถในการจ่ายเงิน พร้อมทั้งยกตัวอย่างว่า ปริมาณขยะ 1.9 ล้านตันจะอันตรธานไปหลังผ่านประตูโรงงานทุกปี เพราะเจ้าของโรงงานบางรายละเมิดกฎหมายเรื่องการกำจัดของเสียเพื่อลดค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกันผู้ดำเนินการเรื่องดังกล่าวก็ทำไม่รู้ไม่เห็นในการทิ้งขยะพิษอย่างผิดกฎหมาย
อย่างไรก็ดี การเข้ามาบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้นก็สร้างความหวังให้คนไทยทั้งปวงว่าปัญหาขยะล้นเมืองจะถูกจัดการให้ดีขึ้น







