
ศักยภาพปิโตรเลียม
กลุ่มทวงคืนพลังงาน ได้กล่าวอ้างคำสัมภาษณ์ของอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ให้ดูเหมือนว่าแผ่นดินภาคอีสานเป็นภูมิภาคที่มีทรัพย์สินอันมีค่ามหาศาลฝังอยู่ใต้ดิน โดยมีชั้นความหนา 12 กิโลเมตร และคาดว่ามีแหล่งปิโตรเลียมกินพื้นที่กว่า 1 แสนตารางกิโลเมตร
กลุ่มทวงคืนพลังงาน ได้กล่าวอ้างคำสัมภาษณ์ของอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ให้ดูเหมือนว่าแผ่นดินภาคอีสานเป็นภูมิภาคที่มีทรัพย์สินอันมีค่ามหาศาลฝังอยู่ใต้ดิน โดยมีชั้นความหนา 12 กิโลเมตร และคาดว่ามีแหล่งปิโตรเลียมกินพื้นที่กว่า 1 แสนตารางกิโลเมตร
อันที่จริงพื้นที่แปลงสำรวจที่นำมาเปิดสัมปทานในรอบที่ 20 เพื่อสำรวจหาปิโตรเลียม ไม่ได้เป็นพื้นที่ที่มีปิโตรเลียมอยู่ทั้งหมดตามที่มีการกล่าวอ้างกัน ซึ่งผลของการออกสัมปทานในรอบดังกล่าวนี้ ปัจจุบันได้ลงทุนสำรวจไปกว่า 1.3 หมื่นล้านบาทแล้ว มีการค้นพบเพียงหนึ่งแปลงและยังไม่สามารถทำการผลิตได้
การสำรวจหาปิโตรเลียมในภาคอีสาน เริ่มต้นในปี 2514 ในสัมปทานรอบที่ 1 โดยบริษัท ยูเนี่ยนออยล์ ได้เข้ามาเจาะสำรวจเป็นหลุมแรกในภาคอีสาน บริเวณ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ชื่อหลุม กุฉินารายณ์1 ผลการเจาะไม่พบปิโตรเลียม
ในช่วงปี 2522-2533 ในสัมปทานรอบที่ 6, 7 และ 8
บริษัท เอสโซ่ โคราช ได้เจาะหลุมสำรวจ 7 หลุม ผลการเจาะพบก๊าซธรรมชาติจำนวน 4 หลุม แต่มีความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์เพียง 2 หลุม ซึ่งอยู่ภายในแปลง E5 (รอบที่ 6) คือ หลุมน้ำพอง1A (2524) และหลุมน้ำพอง2 (2526) ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นแหล่งผลิตก๊าซน้ำพอง ในปี 2533 (ใช้ระยะเวลาในการพัฒนาจนผลิตก๊าซได้ 9 ปี) ส่วนอีก 2 หลุม ที่พบก๊าซแต่ไม่สามารถพัฒนาได้ คือ หลุมชนบท1 และหลุมดงมูล1
บริษัท เอสโซ่ อุดร ได้เจาะหลุมสำรวจ 3 หลุม ผลการเจาะพบก๊าซธรรมชาติ 1 หลุม ภายในแปลง EU1 (รอบที่ 8) คือ หลุมภูฮ่อม1 (2526) ซึ่งต่อมาได้พัฒนารวมกับหลุมในแปลง E5 กลายเป็นแหล่งผลิตก๊าซสินภูฮ่อม ในปี 2549
บริษัท ฟิลลิบ เจาะหลุมสำรวจ 1 หลุม ในแปลง P2 คือ หลุมโนนสัง1 ไม่พบปิโตรเลียม
ในช่วงปี 2533-2543 สัมปทานรอบที่ 13 และ 15
มีหลายบริษัทที่เข้ามาสำรวจ เช่น บริษัท ยูโนแคล, ไทยเชลล์, เท็กซาโค่, โทเทล โคราช และอมาราดา เฮสส์ เป็นต้น ได้เข้ามาทำการเจาะสำรวจ รวมกัน 10 หลุม ผลการเจาะพบก๊าซธรรมชาติเพียง 2 หลุม คือ หลุมดาวเรือง1 และหลุมมุกดาหาร1 แต่ไม่สามารถพัฒนาได้ และพบเพียงร่องรอยปิโตรเลียมอีก 2 หลุม คือ หลุมห้วยมุก1 และหลุมภูเวียง1 และไม่พบปิโตรเลียมอีก 6 หลุม
ในช่วงปี 2543-2555 สัมปทานรอบที่ 18, 19 และ 20
ในปี 2545 บริษัท อมาราดา เฮสส์ ได้เจาะหลุมสำรวจเพิ่มเติมภายในพื้นที่สงวนของแปลง E5 โดยเจาะหลุมภูฮ่อม3st พบก๊าซธรรมชาติ และต่อมาได้เจาะหลุมประเมินผลอีกหลายหลุมและพัฒนาร่วมกับหลุมที่เจาะพบในแปลง EU1 จนพัฒนาเป็นแหล่งผลิตก๊าซสินภูฮ่อมได้ในปี 2549 (หลุมภูฮ่อม1 เจาะพบปี 2526 ต้องใช้ระยะเวลากว่า 23 ปี กว่าจะพัฒนาได้)
นอกจากนั้น ยังมีอีกหลายบริษัทที่ให้ความสนใจเข้ามาสำรวจขุดเจาะ เช่น บริษัท อพิโก (โคราช), ทาเท็ก, ซาลาเมนเดอร์ และรวมถึงบริษัท ปตท.สผ. โดยเจาะหลุมสำรวจรวมกัน 6 หลุม ผลการเจาะพบก๊าซธรรมชาติ 3 หลุม แต่ไม่สามารถพัฒนาได้ คือ หลุม TEWE, TEWEST และหลุมรัตนะ ซึ่งเจาะในปี 2554 โดยบริษัท ปตท.สผ. ใช้เงินลงทุนเจาะสำรวจไปกว่า 44 ล้านเหรียญสหรัฐ (1,300 ล้านบาท) ขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาข้อมูลเพิ่มเพื่อกลับมาเจาะใหม่อีกครั้ง (ล่าสุดปี 2556 เจาะหลุมรัตนะ2 พบก๊าซ แต่ไม่สามารถพัฒนาได้เพราะอัตราการไหลต่ำมาก)
ในปี 2555 บริษัท อพิโก ได้กลับมาเจาะหลุมประเมินผลในแปลง L27/43 คือ หลุมดงมูล3st พบก๊าซธรรมชาติในเชิงพาณิชย์ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพัฒนาแหล่ง เพื่อผลิตก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ในภาคอีสาน เป็นแหล่งที่ 3 ต่อจากแหล่งก๊าซน้ำพอง และสินภูฮ่อม
สรุปภาพรวมการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมในภาคอีสานและความสำเร็จในการพบปิโตรเลียม
ในปี 2533 มีการเจาะหลุมสำรวจ 2 หลุม เจาะหลุมประเมินผล 2 หลุม และเจาะหลุมพัฒนา 1 หลุม รวมเป็น 5 หลุม ผลการเจาะพบก๊าซ 2 หลุม ในจำนวนนี้มีความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์คือผลิตได้เพียง 1 หลุม คือ หลุมน้ำพอง6
การขุดเจาะหลุมในภาคอีสานทั้งหมด 49 หลุม ผลการเจาะไม่พบน้ำมัน พบก๊าซธรรมชาติ 24 หลุม แต่ในจำนวนนี้เป็นหลุมที่มีความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์เพียง 14 หลุม (แหล่งน้ำพอง 8 หลุม แหล่งสินภูฮ่อม 5 หลุม และแหล่งดงมูล 1 หลุม) พัฒนาเป็นแหล่งผลิตก๊าซได้ 2 แหล่ง และอยู่ในระหว่างการพัฒนาอีก 1 แหล่ง (แหล่งดงมูล) ปริมาณสำรองก๊าซที่พบรวมกันประมาณ 1 ล้านล้าน ลบ.ฟุต คิดเป็นสัดส่วนได้ประมาณร้อยละ 3 ของปิโตรเลียมที่พบในประเทศไทย
การผลิตก๊าซในภาคอีสานจากทั้งสองแหล่งรวมกัน เฉลี่ยในปี 2555 ผลิตได้ประมาณ 108 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน คิดเป็นร้อยละ 3.7 ของปริมาณที่ผลิตได้ภายในประเทศ (2,930) หรือคิดเป็นร้อยละ 2.3 ของความต้องการใช้ก๊าซในประเทศไทย (4,800) ก๊าซที่ผลิตได้ส่วนใหญ่นำไปใช้เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และที่เหลือใช้ทำก๊าซสำหรับรถยนต์ (NGV) นอกจากการผลิตก๊าซ ในแหล่งสินภูฮ่อมยังผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวได้อีกด้วย ประมาณ 450 บาร์เรล/วัน
จนถึงสิ้นปี 2555 ทั้งสองแหล่งผลิตก๊าซขึ้นมาใช้ประโยชน์รวมกันได้แล้วประมาณ 590 พันล้าน ลบ.ฟุต ยังคงเหลือปริมาณสำรองก๊าซที่พิสูจน์แล้วอีกประมาณ 400 พันล้าน ลบ.ฟุต
การลงทุนในภาคอีสานแยกตามกิจกรรมได้ดังนี้ (ดูกราฟประกอบ)
การลงทุนสำรวจในภาคอีสานมีมูลค่ารวมกันประมาณ 17,800 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนได้ประมาณร้อยละ 10 ของการลงทุนสำรวจทั่วประเทศ (185,500) โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมในทุกกิจกรรมประมาณ 35,800 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 2 ของการลงทุนทั้งหมด (1,626,900)
มูลค่าก๊าซและก๊าซธรรมชาติเหลวที่ผลิตได้จนถึงสิ้นปี 2555 รวมกันประมาณ 81,250 ล้านบาท รัฐมีรายได้จากค่าภาคหลวง 10,156 ล้านบาท ในจำนวนนี้ร้อยละ 40 นำส่งเข้ากระทรวงการคลัง ส่วนที่เหลือจัดสรรให้ อบต./เทศบาล ในพื้นที่สัมปทาน ร้อยละ 20 จัดสรรให้ อบต./เทศบาลอื่นๆ ร้อยละ 20 และจัดสรรให้ อบจ.ทั่วประเทศ ร้อยละ 20 นอกจากนั้นรัฐยังเก็บภาษีเงินได้ปิโตรเลียมจากผู้รับสัมปทานได้อีกประมาณ 20,000 ล้านบาท
ดังนั้น ถ้าคิดเฉพาะในภาคอีสาน จากมูลค่าปิโตรเลียมที่ผลิตได้ ค่าใช้จ่ายในการลงทุนเหลือเป็นกำไรประมาณ 45,450 ล้านบาท (81,25035,800 = 45,450) รัฐมีรายได้จากค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียม รวม 30,156 ล้านบาท (66%) เหลือเป็นกำไรของผู้รับสัมปทาน 15,294 ล้านบาท (34%) สัดส่วนรายได้รัฐต่อรายได้บริษัท 66:34
จากการเปิดสัมปทาน 20 รอบ รวมพื้นที่ทั้งหมดที่ออกสัมปทานในภาคอีสาน 190,000 ตารางกิโลเมตร ผู้รับสัมปทานสำรวจพบและพัฒนาเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติได้ 3 แหล่ง บนพื้นที่ที่ได้รับอนุมัติให้เป็นพื้นที่ผลิตเพียง 300 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 0.16 ของพื้นที่สัมปทานทั้งหมด
จึงเป็นข้อมูลที่ยืนยันได้ว่า ในภาคอีสานไม่ได้มีปิโตรเลียมครอบคลุมพื้นที่ 1 แสนตารางกิโลเมตร และจากข้อมูลการเจาะสำรวจ ไม่เคยมีการขุดพบแหล่งน้ำมันดิบในภูมิภาคนี้







