
รัฐบาลประยุทธ์1"เฮง"เงินไม่เฟ้อ
นโยบายดูแลเศรษฐกิจของรัฐบาลประยุทธ์ 1 นั้น ชัดเจนแล้วว่าจะใช้การกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ให้ขยายตัวต่ำกว่า 2%
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
นโยบายดูแลเศรษฐกิจของรัฐบาลประยุทธ์ 1 นั้น ชัดเจนแล้วว่าจะใช้การกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ให้ขยายตัวต่ำกว่า 2%
สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการไปแล้ว ได้แก่ การให้ปรับโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการ ซึ่งขณะนี้กรมบัญชีกลางกับทางสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ยังอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียด โดยมีนโยบายว่าข้าราชการขั้นผู้น้อยที่มีเงินเดือนไม่ถึง 1.5 หมื่นบาท ก็ให้ปรับขึ้น โดยเน้นเพิ่มให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยมากกว่าข้าราชการระดับสูง
นอกจากนี้ ก็เร่งให้หน่วยงานราชการล้างท่องบประมาณปี 2557 ที่ยังค้างเบิกจ่ายออกให้หมด และงบประมาณปี 2558 ก็ให้รีบเบิกจ่ายเพื่อเร่งให้เงินถูกอัดฉีดเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ
ทางด้านภาคครัวเรือนก็ให้กระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปหาวิธีการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบ และหามาตรการช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจชะลอตัว
มาตรการด้านนี้คือ มาตรการเพิ่มรายได้ ส่วนมาตรการลดรายจ่ายคือ จะให้นำเอาค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวในประเทศมาหักลดหย่อนภาษีได้ปีละ 2 หมื่นบาท ซึ่งจะให้หักลดหย่อนได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล
การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันและลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้น้ำมันในกลุ่มเบนซินลดราคาลงลิตรละ 13.89 บาท ขณะที่ปรับขึ้นดีเซลลิตรละ 0.14 บาท แต่ยังอยู่ในระดับเพดานเดิมไม่เกินลิตรละ 30 บาท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา
ออกประกาศขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เหลืออัตรา 7% ออกไปอีก 1 ปี เป็นสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2558 เพื่อสนับสนุนการอุปโภคบริโภคของประชาชน
ทั้งมาตรการเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย ล้วนมีผลกระตุ้นให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะเป็นการเพิ่มความสามารถในการบริโภคของประชาชน แต่อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ จะต้องพิจารณาไส้ในของมาตรการและภาวะเศรษฐกิจโดยรวม
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย หรือทีเอ็มบี ประเมินผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ หลังปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ผลต่อภาคครัวเรือน คาดว่าจะส่งผลทำให้ผู้บริโภคประหยัดการใช้จ่ายด้านราคาน้ำมันในการขนส่งประมาณ 32 ล้านบาท/วัน หรือคิดเป็น 11,855 ล้านบาท/ปีซึ่งหมายถึงกำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น 176 บาท/คน/ปี
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงจะส่งผลทำให้เงินเฟ้อลดลงเพียง 0.03%ต่อปี จากกรณีปกติหากไม่มีการปรับโครงสร้างพลังงาน
ส่วนผลต่อภาคธุรกิจ คาดว่าการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันจะทำให้ต้นทุนด้านพลังงานของภาคธุรกิจลดลงเฉลี่ย 0.14% หรือคิดเป็นเม็ดเงินราว 820 ล้านบาท/ปี ดังนั้นภาคธุรกิจได้รับผลดีในระดับหนึ่ง เนื่องจากส่วนใหญ่ใช้พลังงานจากน้ำมันดีเซลมากกว่าน้ำมันเบนซิน โดยภาคธุรกิจที่จะได้รับผลประโยชน์จะอยู่ในธุรกิจขนส่งที่เป็นขนาดย่อมเป็นส่วนใหญ่ เช่น บริการรับส่งเอกสาร บริการรถเช่า เป็นต้น
ทางด้านผลต่อภาครัฐ แม้ว่ารายได้จากการจัดเก็บภาษีน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์จะลดลงจากการปรับโครงสร้างพลังงานใหม่ แต่จะได้รับส่วนชดเชยจากการเก็บภาษีน้ำมันดีเซลที่มีสัดส่วนการใช้มากกว่า ทำให้คาดว่าภาครัฐจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีเทศบาลเพิ่มขึ้นประมาณ 6,800 ล้านบาท/ปี
เมื่อพิจารณาผลกระทบในภาพรวม จะพบว่าภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลประโยชน์จะเป็นภาคครัวเรือนที่จะมีค่าครองชีพลดลง มีกำลังใช้จ่ายมากขึ้น ในขณะที่ภาครัฐเองจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีที่มากขึ้น ส่วนภาคธุรกิจได้รับผลประโยชน์น้อย เนื่องจากส่วนใหญ่ใช้พลังงานจากน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตามีเพียงภาคธุรกิจขนาดย่อมบางกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์
แต่ทว่า ในความเป็นจริงอัตราเงินเฟ้อกลับไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างที่เกรงกลัวกัน
กระทรวงพาณิชย์แถลงดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อ) ในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา อยู่ในระดับ 107.61 เทียบเดือนก่อนหน้าลดลง 0.08% ลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และต่ำสุดในรอบ 6 เดือน ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2557 แต่หากเทียบปีที่ผ่านมาเพิ่ม 2.16% ส่งผลทำให้เงินเฟ้อสะสม 8 เดือน ขยายตัว 2.16% โดยกระทรวงพาณิชย์คาดการณ์เงินเฟ้อครึ่งปีหลัง 2557 เท่ากับ 2.18% ลงลดจากช่วงครึ่งปีแรกที่ 2.23% ฉะนั้นมีความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้อทั้งปีจะขยายตัว 2.21% จากกรอบที่พาณิชย์วางไว้ 22.8%
ดูเหมือนเงินเฟ้อจะไม่เพิ่มแล้ว แถมยังลดลงอีกต่างหาก ซึ่งสะท้อนภาพรวมให้เห็นได้ว่า เงินยังไม่สะพัดในระบบเศรษฐกิจ กำลังซื้อของผู้บริโภคไม่กระเตื้อง จึงทำให้ระดับราคาสินค้าไม่ปรับเพิ่มขึ้นเลย ขนาดราคาไม่เพิ่มยอดขายยังลด ถ้าเพิ่มราคาไม่แคล้วคงจะยิ่งขายไม่ออก
หากพิจารณาสถานการณ์ปัจจุบันจะพบว่า กำลังซื้อและยอดการผลิตสินค้ายังไม่ฟื้นตัวเท่าปกติ โดยยอดผลิตยังอยู่ในอัตรา 6070% เชื่อว่าจะไม่มีผู้ผลิตรายใดปรับราคา เพราะไม่อย่างนั้นจะเสียส่วนแบ่งทางการตลาดและฐานลูกค้า
แต่ราคาสินค้าในหมวดอาหารก็ยังขึ้นๆ ลงๆ ตามฤดูกาล ซึ่งราคาอาหารนี้กระทบต่อประชาชนโดยตรง และทาง คสช.ได้ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการภาคเอกชน ขอให้ตรึงราคาสินค้าไปจนถึงเดือน พ.ย. 2558 หากจะดูว่าเงินเฟ้อเพิ่มหรือไม่ คงจะต้องไปดูในโค้งสุดท้ายของปีนี้ เมื่อการขอความร่วมมือสิ้นสุดลง ว่าจะมีการขึ้นราคาสินค้ารายการใดบ้าง และหากมีการขึ้นราคาสินค้าจริง ราคาใหม่น่าจะไปเริ่มในต้นปี 2558 เลย
อย่างไรก็ดี อาจจะเป็นโชคดีของรัฐบาลที่ในช่วงครึ่งปีหลังกำลังซื้อของประชาชนเริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ ทำให้เงินเฟ้อไม่สามารถออกฤทธิ์ต่อเศรษฐกิจได้มากนัก
และในปีหน้าหากดอกเบี้ยปรับตัวเป็นขาขึ้นจริง ตามที่ตลาดเงินคาดการณ์อันเป็นผลกระทบมาจากสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ย ก็จะเป็นผลทำให้เงินเฟ้อไม่เพิ่มสูงมากอย่างน่าตกใจเหมือนช่วงที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท ทำให้ราคาสินค้าพร้อมใจกันขึ้นราคาจนทำให้เงินเฟ้อพุ่งพรวด จนโดนประชาชนกล่าวหาเป็นอุปาทานหมู่ว่าของแพงทั้งแผ่นดิน







