posttoday
สภาผู้ส่งออกฯชี้ส่งออกโต1.6%เร่งหาตลาดใหม่

สภาผู้ส่งออกฯชี้ส่งออกโต1.6%เร่งหาตลาดใหม่

02 กันยายน 2557

สภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือประเมินตัวเลขส่งออกไทยปีนี้โตแค่ 11.6% เหตุมีปัจจัยเสี่ยงเพียบ

สภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือประเมินตัวเลขส่งออกไทยปีนี้โตแค่ 11.6% เหตุมีปัจจัยเสี่ยงเพียบ

นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สภาผู้ส่งออกฯ คาดว่าการส่งออกโดยรวมของไทยในปีนี้จะเติบโตได้แค่ 11.6% จากช่วงต้นปีที่คาดว่าจะโตได้ 5% แม้ว่ามูลค่าการส่งออกช่วงเดือน ส.ค.-ธ.ค. 2557 จะขยายตัวสูงขึ้นก็ตาม

ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่การส่งออกขยายตัวต่ำเนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงจากทั่วโลกสูง ทั้งความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ สถานการณ์สงครามในหลายภูมิภาค การระบาดของโรคอีโบลา ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงปัจจัยด้านราคาและผลผลิตทางการเกษตร

สภาผู้ส่งออกฯ เสนอให้รัฐบาลเร่งเจรจากับ BRICS (Brazil, Russia, India, China, South Africa) ซึ่งมีกำลังซื้อมาก มีประชากรรวมกันมากกว่า 40% และมีสัดส่วนการขยายตัวทางเศรษฐกิจคิดเป็น 1 ใน 4 ของโลก ประกอบกับรัสเซียและอินเดียมีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้น ไทยจึงควรอาศัยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเจรจากับรัสเซียและอินเดียที่มีนโยบายเป็นบวกต่อการค้าระหว่างประเทศ

สำหรับการส่งออกในอีก 5 เดือนที่เหลือหากทำได้เดือนละ 19.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ การส่งออกจะโตติดลบ 0.25-0.3% แต่ถ้าส่งออกได้ 19.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จะเติบโต 1% ดังนั้นควรเร่งผลักดันการค้าชายแดนในกลุ่ม CLMV n

นายนพพรกล่าวว่า กลุ่มสินค้าที่ควรเปิดตลาดในกลุ่ม BRICS เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องเรือนไทย มีการส่งออกไปบราซิลสูงขึ้นมาเป็นอันดับ 10 และ กลุ่มอาหารสำเร็จรูป ส่งออกสัปปะรดอบแห้งไปรัสเซียคิดเป็นสัดส่วนถึง 10% จากมูลค่าการส่งออก ไปทั่วโลก แสดงให้เห็นว่าตลาดในกลุ่ม BRICS มีแนวโน้มการเติบโตได้ดี และไทยควรให้ความสาคัญในช่วงที่ตลาดหลักอื่นๆ ยัง มีสถานการณ์ไม่แน่นอนและไม่พร้อมเจรจากับรัฐบาลไทยในปัจจุบัน

นายนพพร กล่าวว่า ในส่วนของการค้าระหว่างอาเซียน ยังน่าเป็นห่วงอยู่มากเนื่องจากการพัฒนาของกลุ่มประเทศต่างๆ ในแถบนี้ได้ยึดไทยเป็นตัวอย่างในการเติบโต ซึ่งที่ผ่านมาไทยเป็นอย่างไร ทางกลุ่มอาเซียนก็จะยึดไทยและเร่งสร้างความเจริญเติบโตด้านนั้นๆ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้จะก่อให้เกิดการแย่งตลาดการค้าระหว่างกัน และกลายเป็นคู่แข่งกัน ฉะนั้นต่อไปกลุ่มประเทศต่างๆ ควรมาหารือกันว่าจะทำอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดการแย่งตลาดระหว่างกัน

ทิศทางของกลุ่มอาเซียนที่ผมห่วงมากที่สุดคือ ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะตกลงอะไรว่า จะทำอะไรที่ทำให้อาเซียนเข้มแข็งและจะได้แบ่งกันเก่ง ซึ่งหากจะแบ่งเซ็คเมนท์คงทำได้อยาก แต่จะต้องทำเป็นการเทรดดิ้งเนชั่นหรืออินไดเร็กเอ็กซสปอร์ต โดยใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรของประเทศคู่ค้า เช่นไทยมีเทคโนโลยีในการประกอบการ ก็ไปลงทุนทำโรงงานหรืออื่นๆ ในประเทศที่กำลังพัฒนา เช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในไทย พัฒนาอะไหล่ยานยนต์ เป็นต้น “นายนพพร กล่าว

นายนพพร กล่าวว่า สำหรับการส่งออกสินค้าในอาเซียนปีหน้า หากสถานการณ์ของโลกไม่ดีนักอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในการส่งออกบ้าง และเมื่อตลาดส่งออกหดตัว ก็ควรผนึกกำลังในการพัฒนาและรวมตัวกันค้าขายเป็น อาเซียน +6 คือมีอาเซียนและ 6 ประเทศ ประกอบด้วย จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินเดีย และนิวซีแลนด์

ส่วนภาครวมการส่งออกของไทยในเดือนก.8.ที่ผ่านมามีมูลค่าประมาณ 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯเป็นการปรับตัวลดลง0.85% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้การส่งออกในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ลดลง0.42% หรือมีมูลค่าประมาณ 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยสัดส่วนสินค้าส่งออกที่สำคัญที่มีการปรับลดลงคือ ยางพาราที่ปรับตัวลดลงประมาณ 23% และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรับตัวลดลง 7.7 %

นายนพพร กล่าวว่า ในส่วนรัฐบาลใหม่ที่มีทหารเข้าร่วม เชื่อว่าน่าจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม แต่ควรมีการวางแผนยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน โดยเฉพาะการเร่งเจรจาการค้าเสรีในกลุ่มBRICS และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณในปี 2558 ในช่วงที่เหลือของปีนี้ให้ได้ประมาณ 30% เพื่อเร่งสร้างรายให้ได้ประเทศและเรียกความเชื่อมั่นการใช้จ่ายของประชาชนให้กลับมา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท