
จีนติดเบรกการบริโภคชะลอเอเชียต้องหันพึ่งตนเอง
เป็นที่รับทราบและยอมรับกันมานานแล้วว่าพญามังกรแห่งตะวันออกหรือพญามังกรแห่งเอเชียอย่างประเทศจีนนั้น
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
เป็นที่รับทราบและยอมรับกันมานานแล้วว่าพญามังกรแห่งตะวันออกหรือพญามังกรแห่งเอเชียอย่างประเทศจีนนั้น ผงาดก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองของโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากที่มหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐต้องเผชิญกับวิกฤตการเงินครั้งใหญ่รุนแรงในช่วงปี 2008
จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใดที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดข้างต้น ยืนยันได้จากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ ที่อยู่ในระดับสูงกว่า 10% ต่อเนื่องมาโดยตลอด จะมีผลพลอยได้ทำให้เศรษฐกิจของแทบทุกประเทศในเอเชียได้รับอานิสงส์เติบโตตามหลังประเทศจีนไปติดๆ
กระทั่งอาจกล่าวได้เต็มปากว่า เศรษฐกิจของหลายประเทศในเอเชียพึ่งพิง พึ่งพา และผูกพันกับการค้าขายส่งออกสินค้าและบริการให้กับจีนนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม การที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจของพญามังกรที่พุ่งโผนโจนทะยานอย่างน่าอัศจรรย์เป็นผลพวงมาจากการอัดงบกระตุ้นของภาครัฐบาลเป็นหลัก ทำให้ในช่วง 23 ปีให้หลังที่ผ่านมาจีนเริ่มประสบกับปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ทั้งจากภาวะฟองสบู่ ภาวะหนี้สินล้นและภาวะการบริโภคในประเทศที่ลดลง ส่งผลให้ไม่เพียงแต่เศรษฐกิจของจีนเท่านั้นที่ชะลออัตราการเติบโต หลายประเทศในเอเชียที่พึ่งอยู่กับจีนก็พลอยฟ้าพลอยฝนได้รับผลกระทบตามไปด้วย
ดังนั้น ภายใต้สภาพการณ์ข้างต้นนักวิเคราะห์หลายสำนักจึงได้ข้อสรุปตรงกันแน่นอนแล้วว่าหลายประเทศในเอเชียไม่สามารถจะหวังพึ่งพาจีนเพื่อการเติบโตได้อีกต่อไป
หวังเสี่ยวลู และโจวอีเสี่ยว นักเขียนและนักวิเคราะห์จีนแสดงความเห็นผ่านเว็บไซต์อีสต์เอเชีย ฟอรั่ม ระบุว่า แท้จริงแล้ว เศรษฐกิจของจีนเริ่มชะลอตัวผ่อนอัตราความเร็วลงนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินโลกระหว่างปี 20082011 ยืนยันได้จากจีดีพีจีนของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุชัดว่า ในช่วงดังกล่าวเฉลี่ยอยู่ที่ 9.3% ก่อนแผ่วลงเหลือเฉลี่ย 7.7% ในช่วงปี 20122013 และเหลือเฉลี่ย 7.4% ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้
สองนักวิเคราะห์จากจีนอธิบายว่า เหตุผลที่ทำให้เศรษฐกิจของจีนเติบโตชะลอลงมีทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน โดยปัจจัยภายนอกคือความต้องการบริโภคที่ลดลงในตลาดต่างประเทศที่ทำให้จีนขยายตัวช้าลง
สำหรับในส่วนของปัจจัยภายในก็คือความไม่สมดุลในโครงสร้างทางเศรษฐกิจของจีนเอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนจากข้อเท็จจริง 3 ประการด้วยกัน ประกอบด้วย 1) การเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่เน้นพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนเป็นหลัก 2) การลดลงอย่างรวดเร็วของผลตอบแทนการลงทุน และ 3) สัดส่วนการบริโภคภายในครัวเรือนในประเทศจีนที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จีน
ทั้งนี้ ปัจจัยที่น่าสนใจที่สุดก็คือการบริโภคภายในประเทศจีน โดยนักวิเคราะห์ระบุว่าอัตราการบริโภคของจีนปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปี 20002010 หรือจากระดับเฉลี่ย 60% ลงมาอยู่ที่ 48.2% หรือลดลงมากถึง 14.1% และการบริโภคภายในครัวเรือนจีนลดต่ำลงจาก 46.4% มาอยู่ที่ 34.9% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1950 ขณะที่อัตราการออมเงินของประชากรชาวจีนปรับตัวเพิ่มขึ้น 51.8% ของจีดีพีในปี 2010 ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก โดยที่อัตราการบริโภคเพิ่งจะกระเตื้องขึ้นบ้างในช่วง 23 ปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง
แน่นอนว่าสถานการณ์ที่การบริโภคจีนดีขึ้นข้างต้นนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการทุ่มลงทุนในโครงการต่างๆ ของภาครัฐและแนวนโยบายผ่อนคลายทางการเงินมหาศาลที่รัฐบาลจีนงัดขึ้นมาใช้ช่วงวิกฤตการเงินปี 2008
แต่ขณะเดียวกันแนวทางดังกล่าวกลับนำไปสู่ปัจจัยที่เสี่ยงต่อเศรษฐกิจมากกว่า อย่างการผลิตสินค้าที่มากเกินความจำเป็นในอุตสาหกรรมการผลิต โดยไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่รากฐานของเศรษฐกิจจีนอย่างแท้จริงที่อัตราการบริโภคอยู่ในระดับต่ำ ทั้งๆ ที่สมควรต้องทำให้เกิดความสมดุลระหว่างการผลิต การบริโภคและการออม
หวังเสี่ยวลู และโจวอีเสี่ยว ระบุว่าปัญหาการบริโภคของจีนที่ลดน้อยลงสวนทางกับการออมเงินเป็นผลสืบเนื่องมาจาก 1) การกระจายตัวของรายได้ของประชากรที่ไม่เท่าเทียม 2) การเพิ่มขึ้นของค่าแรงจีนอยู่ในระดับที่ช้ากว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ 3) รัฐบาลใช้จ่ายเพื่อการลงทุนมากกว่าใช้เงินเพื่อบริการสาธารณะ สวัสดิการและหลักประกันสังคม 4) ช่องว่างความแตกต่างของรายได้ 5) การผูกขาดทรัพยากรโดยบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงแห่งเดียว และ 6) ระบบประกันสังคมและบริการสาธารณะพัฒนาอยู่ในระดับต่ำ
ผลลัพธ์ข้างต้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่รัฐบาลจีนในขณะนี้เร่งเดินหน้าเต็มกำลังเพื่อปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ จัดสรรระเบียบสังคม และพลิกโฉมระบบการเมืองของประเทศ เพื่อบรรลุเป้าหมายให้จีนสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน
กระนั้นภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวกลับค่อนข้างส่งผลที่ไม่ดีนักต่อนานาประเทศในเอเชีย ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาคุ้นเคยและเคยชินกับการพึ่งพาเศรษฐกิจของจีนเพื่อการเติบโต
เบน ซิมป์เฟนดอร์เฟอร์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิลค์ โรดแอทโซซิเอทส์ ที่ปรึกษาทางธุรกิจในฮ่องกง ระบุว่า ขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่ทั้งภาครัฐและเอกชนในเอเชียจะหันมาใส่ใจกับการวางรากฐานเพื่อการเติบโตบนลำแข้งของตนเอง
ความเห็นของซิมป์เฟนดอร์เฟอร์สอดคล้องกับผู้เชี่ยวชาญหลายสำนัก ซึ่งระบุตรงกันว่า เอเชียมีศักยภาพและขีดความสามารถที่จะเติบโตด้วยตนเอง เสียแต่ว่าที่ผ่านมาเคยตัวกับการพึ่งพาจีนมากไปหน่อยเท่านั้น
ทั้งนี้ ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของเอเชียเติบโตอย่างดีจนกลายเป็นเสมือนขุมทองทางการค้าของนักลงทุนและบริษัทต่างชาตินอกภูมิภาคมากมาย โดยการเติบโตของเอเชียเป็นสัดส่วนสูงถึง 32% ของการเติบโตของเศรษฐกิจโลก มีการใช้จ่ายในการบริโภคสินค้าและบริการมากกว่า 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ/ปี และมีเมืองมากกว่า 230 เมือง ที่มีประชากรมากกว่า 1 ล้านคน
ยิ่งไปกว่านั้นเอเชียยังมีความหลากหลายที่สามารถนำมาเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน โดยคำนึงถึงการรักษาฐานตลาดภายในบ้านเกิดของตนเอง พร้อมๆ กับการรุกคืบเข้าสู่ตลาดของเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน
แนวโน้มการแข่งขันที่ร้อนแรงข้างต้นนี้ จะส่งผลให้เอเชียค่อยๆ กลายเป็นตลาดที่มีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในระบบเศรษฐกิจโลก
แต่แน่นอนว่าสภาพการณ์ทั้งหมดต้องเริ่มต้นจากการตัดใจเลิกหวังการพึ่งพาจากจีน ซึ่งกำลังจัดการตัวเองครั้งใหญ่ และมองพญามังกรแห่งเอเชียในฐานะหนึ่งในโอกาสการลงทุนเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก







