posttoday
อย่างไรเล่าจึงเรียก‘คอร์รัปชั่น’

อย่างไรเล่าจึงเรียก‘คอร์รัปชั่น’

01 กันยายน 2557

ผู้คร่ำหวอดในกิจกรรมต้านคอร์รัปชั่นท่านหนึ่งเคยเปรยให้ฟังว่า “เมืองไทยนี่มันแปลกนะ ตั้งแต่ผมทำเรื่องต้านคอร์รัปชั่นมาหลายปี ผมยังไม่เห็นมีใครไม่เอากับเราเลย ถามใครๆ ก็ว่าคอร์รัปชั่นไม่ดีทั้งนั้น ให้มันเซ็นชื่อต้านคอร์รัปชั่นมันก็เซ็น ให้มันขึ้นเวทีพูดเรื่องคอร์รัปชั่นมันก็พูด ให้มันตัดริบบิ้นงานต้านคอร์รัปชั่นมันก็ตัดให้อีก แต่สุดท้ายลงจากเวทีก็เห็นมันคอร์รัปชั่นกันเหมือนเดิม

ผู้คร่ำหวอดในกิจกรรมต้านคอร์รัปชั่นท่านหนึ่งเคยเปรยให้ฟังว่า “เมืองไทยนี่มันแปลกนะ ตั้งแต่ผมทำเรื่องต้านคอร์รัปชั่นมาหลายปี ผมยังไม่เห็นมีใครไม่เอากับเราเลย ถามใครๆ ก็ว่าคอร์รัปชั่นไม่ดีทั้งนั้น ให้มันเซ็นชื่อต้านคอร์รัปชั่นมันก็เซ็น ให้มันขึ้นเวทีพูดเรื่องคอร์รัปชั่นมันก็พูด ให้มันตัดริบบิ้นงานต้านคอร์รัปชั่นมันก็ตัดให้อีก แต่สุดท้ายลงจากเวทีก็เห็นมันคอร์รัปชั่นกันเหมือนเดิม

ทีแรกฟังแล้วลองคิดหาคำอธิบายก็หาไม่ได้เหมือนกันจนแต้มมากๆ เข้าก็กำลังจะซัดให้เป็นอีกหนึ่งคุณลักษณะพิเศษของประเทศไทยอย่างที่ใครๆ เขาชอบซัดกัน ซึ่งแปลว่าไม่ต้องหาคำอธิบาย ประเทศไทยก็เป็นอย่างนี้ ใครจะทำไม

อย่างไรก็ตาม พอได้ไปอ่านบทความเรื่อง “Because we’re worth it : how and why lofty ideology cohabits with rampant corruption” ในนิตยสารอีโคโนมิสต์ของเดือนที่แล้ว ก็เลยรู้ว่าเรื่องพูดอย่างทำอย่างในเรื่องคอร์รัปชั่นนี้ ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของประเทศไทย แต่เป็นกันอีกหลายประเทศทีเดียว อีกทั้งไม่ใช่เรื่องไม่มีเหตุผลเสียด้วย

ประเทศที่ถูกยกมาเป็นตัวอย่าง ได้แก่ รัสเซีย ซึ่งทางหนึ่งมีปูตินเป็นเสมือนผู้รู้ทันความตลบตะแลงหรือจอมปลอมเห็นแก่ตัวของโลกตะวันตก แต่ปรากฏว่าในบ้านก็กลับปล่อยให้ลูกสมุนโกงกันตามอัธยาศัย หรือกรณีของตุรกี ซึ่งอดีตนายกฯ เรเซพแทยิบ แอร์โดกัน พยายามจะฟื้นฟูศีลธรรมของสังคม ทั้งห้ามขายเหล้าและพยายามจะห้ามไม่ให้คนคบชู้ แต่พอถึงเวลาปรากฏว่ามีรัฐมนตรีทำผิดขึ้นมา ก็ไพล่ไปซัดตำรวจแทนที่จะจัดการกับรัฐบาล สุดท้ายก็คือจีน ซึ่งผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ทำท่าเทพพนมอยู่ในภาพของผู้นำที่เที่ยงธรรมตามลัทธิเหมาหรือลัทธิขงจื๊อ แต่แล้วกลับปล่อยให้ลูกเมียโกยเงินโกยทองจากประเทศกันหน้าตาเฉย

แน่นอน ทั้งสามประเทศนี้พยายามกลบเกลื่อนการกระทำทุจริตของตัวเอง อย่างตุรกีก็โทษว่าข้อหาทั้งหมดถูกกุขึ้นมาโดยพวกอยากจะรัฐประหาร หรือพวกฝรั่งที่หวังทำลายชาติ จีนก็ลงโทษหนังสือพิมพ์ต่างชาติที่เล่นเรื่องคอร์รัปชั่น ส่วนในรัสเซียนั้น ใครเปิดโปงพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ขึ้นมาก็อาจจะถึงตาย แต่ถึงกลบเกลื่อนยังไง สุดท้ายประชาชนก็ไม่ได้เชื่อรัฐบาลอยู่ดี คำถามจึงยังมีอยู่เหมือนเดิมว่า แล้วทำไมรู้ทั้งรู้ประชาชนถึงได้ทนพฤติกรรมสับปลับกลับกลอกอย่างนี้อยู่ได้ คำตอบก็คือสำหรับประเทศเหล่านี้ ความโกงเป็นเรื่องที่ไม่ต้องห่วง ที่ควรห่วงคือโกงแล้วทำงานหรือเปล่า

คนตุรกีนั้นเห็นข้าราชการที่ทั้งโกงทั้งขี้เกียจมามาก จนสุดท้ายพอเจอข้าราชการที่ยักยอกงบประมาณหรือใช้อำนาจเพื่อตัวเอง แต่ยังรู้จักทำงานเขาก็เลยรู้สึกว่าเข้าท่ากว่า อย่างว่าแม้แต่ภาษิตตุรกีก็ยอมรับกันอยู่แล้วว่า “คนที่ถือน้ำผึ้งอย่างไรเสียก็ต้องจะเลียนิ้ว” คนจีนไม่น้อยก็ยอมให้มีการคอร์รัปชั่น เพื่อแลกกับความเจริญของประเทศ ส่วนคนรัสเซียนั้นถือว่าลำพังเสถียรภาพทางเศรษฐกิจหลังจากยุค’90 เป็นต้นมา ก็เพียงพอแก่การจะหนุนหลังปูตินแล้ว

ส่วนตัวข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของประเทศเหล่านี้ก็มีเหตุผลที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกันในการคอร์รัปชั่น กล่าวคือเนื่องจากในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาทั้งจีน รัสเซีย และตุรกี ต่างเติบโตในอัตราที่ดีด้วยกันทั้งนั้น การคอร์รัปชั่นก็เลยมีสภาพเป็นเสมือนค่าเหนื่อยของบรรดาข้าราชการมากกว่าความผิด คือข้าราชการก็จะเห็นไปว่าตนนั้นมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะได้ค่าใต้โต๊ะ อย่างเช่นข้าราชการจีนซึ่งเงินเดือนต่ำมากแต่ต้องทำงานหนักนั้นพอเจอเศรษฐีใหม่ๆ เข้าก็จะพานึกว่า “กูทำงานหนักกว่ามึงกูฉลาดกว่ามึง แต่มึงกลับรวยกว่ากู (ดังนั้นกูก็จะเก็บค่าต๋งมึง)”

ยิ่งกว่านั้น คอร์รัปชั่นในทั้งสามประเทศยังแพร่หลายมาก จนไม่ค่อยมีใครเห็นว่า มันเป็นเรื่องผิดบาปอะไรจริงจัง สถานการณ์กลับเป็นตรงกันข้ามด้วยซ้ำ คือในสังคมที่มีแต่คนกินสินบน ใครเกิดไปถือสินบนวิรัติอยู่ ก็เหมือนกับหาเรื่องอดตาย ร้ายยิ่งกว่านั้น ใครไม่กินก็อาจถูกมองว่าบ้าประสาทเสียไปเลย และอาจไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง ยังไม่ต้องนับว่าคนเหล่านี้ย่อมจะไม่ได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านายที่กินสินบนอีกด้วย

แล้วบางทีคนจะคอร์รัปชั่นนี่ก็ล้วนแต่ฉลาดสรรหาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำของตน อย่างนักการเมืองมุสลิมในตุรกีนั้น มักจะเห็นไปว่าตนนั้นที่เป็นที่พึ่งของปวงมุสลิมทั้งในประเทศและนอกประเทศ ดังนั้นการจะหาเศษหาเลยบ้างเพื่อรักษาสถานะของตัวไว้ทำประโยชน์แก่พี่น้องมุสลิมต่อไป จึงเป็นสิ่งที่ให้อภัยได้

อาจเป็นเพราะเรื่องชัดๆ อย่างคอร์รัปชั่นมันไม่ชัดสำหรับหลายคน โดยเฉพาะในประเทศที่คอร์รัปชั่นมันเคยเป็นปกติอย่างหนึ่งของชีวิตนี่เอง ในอิตาลีประเทศต้นกำเนิดมาเฟียและคุ้นเคยกับวัฒนธรรมคอร์รัปชั่นเป็นอย่างดี จึงเริ่มมีการจัดวิชาเรียนสำหรับข้าราชการ เพื่อสอนกันให้มันเด็ดขาดไปว่าอะไรคือคอร์รัปชั่น อย่างเช่นมีการสอนว่าการช่วยให้ญาติหรือคนรู้จักได้โครงการของรัฐไปทำจะถือว่าโกงหรือไม่ การเอารถหลวงพาลูกไปเที่ยวทะเลผิดหรือไม่ หรือเวลางานไม่ยุ่งมาก การพักนั่งแช่กินกาแฟให้มันเย็นใจเสียหน่อย มันจะเป็นอะไรหรือเปล่า ฯลฯ

เขาบอกว่าที่ต้องสอนกันตั้งแต่ปฐม ก.กา อย่างนี้ ก็เพราะเขาพบว่าเรื่องคอร์รัปชั่นระดับชาตินั้นคนรู้ดีกันอยู่แล้ว แต่คอร์รัปชั่นในระดับชีวิตประจำวันนี่แหละที่หลายคนมองไม่ออก แต่สุดท้ายสิ่งนี้เองจะเป็นตัวทำให้คอร์รัปชั่นระดับใหญ่งอกงามได้หนักเข้าไปอีก เพราะมิตรภาพนั้นเผลอแป๊บเดียวก็จะกลายเป็นเล่นเส้น และการหยวนๆ นั้นในหลายกรณี ก็คือการเจตนาปิดบังความผิดเลยทีเดียว ในทางตรงกันข้ามหากมีการสอนอย่างนี้แล้วบอกว่าจะมีการสุ่มตรวจ ข้าราชการก็อาจจะสำรวมประพฤติกันมากขึ้น

ในยุคปัจจุบันของประเทศไทยซึ่งข้าราชการดูเหมือนจะเป็นใหญ่ที่สุดในประเทศ หากมีการสอนอย่างนี้บ้างก็น่าจะดี เพราะการย้ายนี่ ปลดนั่น อนุมัติสัญญา ฯลฯ ที่ทำกันแบบพี่ๆ น้องๆ ไว้ใจกันนี่แหละ หลายครั้งมันก็อาจจะกลายเป็นคอร์รัปชั่นไปโดยไม่รู้ตัว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท