
ปฏิรูปโครงสร้างการเมือง...จุดเริ่มต้นทางออกประเทศ
เส้นทางสู่การปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน ไม่ว่าปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น การเข้าสู่อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เส้นทางสู่การปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน ไม่ว่าปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น การเข้าสู่อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร การใช้อำนาจทั้งการรวมอำนาจและกระจายอำนาจ การควบคุมอำนาจ ทั้งด้านยุติธรรมและองค์กรอิสระ เรื่องปัญหาพลังงาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องการศึกษา การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม การแก้ไขปัญหาเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ฯลฯ
ทุกเรื่องล้วนเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศ แต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดระยะเวลาการทำงานไว้ 1 ปี จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่การปฏิรูปจะสำเร็จในทุกๆ ด้าน
บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) หนึ่งในผู้ที่เข้ารับการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้แสดงวิสัยทัศน์การปฏิรูปประเทศกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะปฏิรูปทั้ง 11 ด้านให้เสร็จภายใน 1 ปี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะต้องทำให้ได้ คือ “การปฏิรูปโครงสร้างสถาบันการเมือง” มิเช่นนั้นก็ยากที่จะปฏิรูปเรื่องอื่นๆ ในระดับโครงสร้างที่ต่ำลงมา
เช่น โครงสร้างของฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ กระบวนการยุติธรรม เพราะล้วนแต่อยู่ภายใต้โครงสร้างการเมืองทั้งสิ้นและทุกเรื่องจะไปสัมพันธ์กับการร่างรัฐธรรมนูญ
ก่อนหน้านี้ บรรเจิดเป็นบุคคลหนึ่งที่ คสช.เชิญไปให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะถึงแนวทางการปฏิรูปต่างๆ และได้โฟกัสการปฏิรูปโครงสร้างการเมือง ว่าสิ่งแรกจะต้องจัดลำดับความสัมพันธ์เชิงอำนาจสูงสุดและต้องวางวัตถุประสงค์ คือ การเข้ามาสู่อำนาจรัฐครั้งนี้
“ต้องไปรับใช้ประโยชน์สาธารณะจะต้องไล่ดูตั้งแต่โครงสร้างสภา ที่มาคณะรัฐมนตรี (ครม.) การพ้นจากตำแหน่ง การตรวจสอบระบบองค์กรต่างๆ จะเป็นอย่างไร โดยออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเข้าไปด้วย
“เช่น ต้องทำกฎหมายปฏิรูประบบการเลือกตั้งทั้งระบบ อาทิ การได้มาของ สส.ให้มีความหลากหลาย ซึ่งได้เสนอว่าทำให้มี 2 ราง คือ การเข้ามาเป็น สส.ในระบบ 1.สส.เขตพื้นที่จะสังกัดพรรคหรือไม่สังกัดพรรคก็ได้แต่ให้เป็นระบบเปิด และ 2.สส.มาจากกลุ่มอาชีพ เช่น กลุ่มเกษตรกร แรงงาน ลูกจ้าง วิชาชีพ ข้าราชการ ที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งนี้เพื่อให้ตัวแทนผลประโยชน์เข้าสู่สภาได้ ซึ่งต้องไปผลักดันกฎหมายให้เกิดขึ้น
บรรเจิดยังได้เสนอแนะให้ยกเลิกระบบ สส.สังกัดพรรค ยกเลิกการผูกพันตามมติพรรค เพราะสิ่งเหล่านี้ขัดกับหลักเสรีประชาธิปไตยและได้เสนอระบบการควบคุมตรวจสอบ โดยให้มีคณะกรรมการจริยธรรมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประกอบด้วย 3 ฝ่าย คือ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ทรงคุณวุฒิ และสายวิชาชีพ
คณะกรรมการชุดนี้จะวินิจฉัยกรณีที่ร้องว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกระทำผิดจริยธรรม ถ้าผู้ที่เกี่ยวข้องไม่พอใจให้อุทธรณ์ไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา โดยจะต้องออกกฎหมายประกอบ เพราะเรื่องผิดจริยธรรมไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปโหวตในที่ประชุมวุฒิสภา ต้องว่ากันด้วยข้อเท็จจริง
“นักการเมืองของเราต่อมจริยธรรมบกพร่อง จึงต้องมีองค์กรไปจี้ ประเทศไทยไม่สามารถที่จะสำนึกได้ด้วยตัวตนเอง นอกจากนี้ ระบบกระบวนการยุติธรรมมีความสำคัญมาก แต่ประเทศไทยมองไปทางไหนก็ไม่มีประสิทธิภาพ นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยน่าอานาถ หันไป 10 ด้าน ไม่มีอะไรดีสักด้าน
เช่น สำนึกการบังคับใช้กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ศีลธรรม วินัย ถ้าเป็นแบบนี้ถามว่าจะอยู่ยังไง ตอนนี้ที่อยู่ได้คืออยู่ไปตามยถากรรม อานิสงส์บุญเก่า”
สำหรับแนวโน้มและทิศทางของการปฏิรูปในระยะยาวนั้น บรรเจิด ระบุว่าจะอยู่ที่หน้าตาและกรอบความคิดของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 36 คนว่าจะเป็นอย่างไร คนกลุ่มนี้จะต้องวินิจฉัยโรคให้ได้ เพราะถ้าเราวินิจฉัยโรคผิด ให้ยาผิดชนิด ก็จะไม่สามารถแก้ไขได้ แม้ว่าจะให้ยาตรงพฤติกรรมนักการเมือง แต่นักการเมืองก็จะเปลี่ยนไปตามสภาพ ปัญหาที่ผ่านมาไม่ได้ออกแบบให้ “อำนาจ” มีดุลยภาพ
ทั้งนี้ บรรเจิดได้ออกแบบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไว้ 6 ข้อ นั่นคือ 1.จะออกแบบอย่างไรที่จะแก้ปัญหา “ธุรกิจการเมือง” ทำให้ทุนมองแล้วมีความเสี่ยงไม่กล้าลงทุน 2.ทำอย่างไรให้พรรคการเมืองเป็นพรรคของมหาชนขึ้นมาได้ 3.จะทำอย่างไรให้ตัวแทนผลประโยชน์ หรือพรรคการเมืองของประชาชน สามารถเข้าสู่สภาได้
4.จะปฏิรูปอย่างไรให้ระบบการตรวจสอบระบบทุจริต การถอดถอน ระบบการจัดทำงบประมาณ มีประสิทธิภาพ 5.ปัญหาประชานิยมที่ใช้ในการหาเสียงจะต้องบอกแหล่งที่มาของงบประมาณ ขาดวินัยการเงินการคลังหรือมีความคุ้มค่า ที่สำคัญทำให้หนี้สาธารณะเกินที่กำหนดหรือไม่ นักการเมืองต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ไม่ใช่ทำแบบฉาบฉวย มักง่ายแล้วเกิดปัญหา และ 6.ต้องทำให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเลือกตั้ง การตรวจ สอบทุจริต เพราะลำพังภาครัฐทำเองไม่ได้







