
"ปฏิรูปพลังงาน"ห้ามชกใต้เข็มขัด
หัวใจการปฏิรูป คือ การทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม จะทำอย่างไรที่เรื่องของกรรมสิทธิ์จะกลับมาสู่ประชาชนมากขึ้น
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย /เลอลักษณ์ จันทร์เทพ
“การปฏิรูปพลังงาน” นับเป็นประเด็นหนึ่งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ความสนใจตั้งแต่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน เพราะตั้งแต่การรัฐประหาร 22 พ.ค.เป็นต้นมา คสช.ได้แสดงออกถึงความใส่ใจด้วยการประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง พร้อมกับบรรจุปัญหาพลังงานเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพื่อบังคับให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ต้องหามาตรการเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปอย่างจริงจัง
แต่ต่อมาความหวังดีของ คสช.กลับต้องถูกมองเพ่งเล็งในด้านลบ เมื่อคณะกรรมการสรรหา สปช.ด้านพลังงานที่ คสช.แต่งตั้งขึ้นได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มทุนพลังงาน มาจนถึงการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกจับกุมภาคประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองในนาม “กลุ่มขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน” ที่ใช้สิทธิเรียกร้องการแก้ไขปัญหาพลังงาน
ทั้งหมดนี้จึงทำให้หลายฝ่าย ซึ่งรวมไปถึง “รสนา โตสิตระกูล” อดีต สว.กทม. หนึ่งในภาคประชาชนที่ต่อสู้เรื่องการปฏิรูปพลังงาน มองการทำงานของ คสช.ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
“รสนา” ให้มุมมองกับ “โพสต์ทูเดย์” ถึงแนวทางการทำงานของ คสช.ว่า ถ้าดูจากประเด็นในการปฏิรูปพลังงาน ต้องบอกว่าในส่วนของตัวบุคลากรที่เข้ามาเกี่ยวข้องก็ล้วนมีความชัดเจนว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่มีแนวความคิดไปในทางการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยดูจากซูเปอร์บอร์ด และพอมาดูในส่วนของกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูป ก็เริ่มเห็นแพ็กเกจที่ชัดเจน การปฏิรูปพลังงานในครั้งนี้มีภาพที่มันเป็นก้อนใหญ่ชัดเจน
ภาพก้อนใหญ่ที่ว่านั้นคืออะไร? รสนา ตอบว่า คือกลุ่มบุคคลที่มีแนวคิดในเรื่องว่าเราควรแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นเอกชน 100% ซึ่งเป็นบุคคลตั้งแต่ระดับซูเปอร์บอร์ดลงมา และเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในแวดวงของ ปตท. และเป็นตัวแทนของกลุ่มทุน อย่างไรก็ตามต้องดูต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าเราดูในฐานของอำนาจรัฐและกลุ่มทุนก็จะเห็นว่ามีความใกล้ชิดกันมากกว่าเมื่อเทียบกับความใกล้ชิดระหว่างอำนาจรัฐกับประชาชน
“เวลาประเทศไทยพูดคำว่ายั่งยืน ปฏิรูป ต้องมีคำถามขึ้นมาก่อนว่าความยั่งยืนของใคร แต่มีแนวโน้มสูงว่าจะเป็นความยั่งยืนของกลุ่มทุน แต่ยังคงต้องดูต่อไป เพราะเวลานี้ยังไม่เริ่มนับหนึ่ง เพียงแต่องค์ประกอบต่างๆ หรือบรรยากาศอะไรต่อมิอะไรมันมีแนวโน้มว่าจะไปทางนั้นมากขึ้น”
ถัดมา รสนา อธิบายถึงบรรยากาศที่ไม่ส่งผลดีต่อการปฏิรูปพลังงานว่า “กลุ่มคนที่อยู่ในซูเปอร์บอร์ดออกมาให้สัมภาษณ์ว่ารัฐไม่ควรถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจเลย ควรถือหุ้น 0% เวลาที่เขามองว่าถ้ารัฐถือหุ้น|รัฐวิสาหกิจเอาไว้จะทำให้นักการเมืองเข้ามาล้วงลูก และรัฐไม่มีประสิทธิภาพเท่าเอกชน แต่ส่วนตัวมองว่าจริงๆ แล้วนักการเมืองล้วงตับรัฐวิสาหกิจไม่ได้หรอก ถ้าไม่มีกลุ่มทุนคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
“การแปรรูปในกิจการที่มันแข่งขันได้นั้นส่วนตัวไม่ได้ขัดขวาง แต่กิจการที่มีลักษณะผูกขาดโดยสภาพธรรมชาติ หรือกิจการที่ควรเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างกิจการพลังงาน คิดว่าควรให้รัฐเป็น|เจ้าของ 100% แต่การให้เอกชนที่มีประสิทธิภาพไปจัดการกิจการในลักษณะที่มีการผูกขาดโดยธรรมชาติไม่ควรให้เกิดขึ้น เพราะประสิทธิภาพของเอกชนคือกำไร แต่ประสิทธิภาพของรัฐหรือประสิทธิภาพที่ประชาชนอยากเห็นคือการเกิดราคาที่เป็นธรรม การเข้าถึงทรัพยากรอย่างกว้างขวางของประชาชน ความปลอดภัย ดังนั้นต้องมีการตั้งคำถามเป็นอันดับแรกก่อนว่ากิจการพลังงานควรเป็นกิจการสาธารณูปโภคหรือกิจการหากำไร ถ้าเราจะปฏิรูปจริงๆ ควรต้องมีการตั้งคำถามนี้ก่อน”
อดีต สว.กทม.ให้ทัศนะอีกว่า ที่ผ่านมา คสช.ยังไม่เคยตั้งคำถามดังกล่าว พอไม่ตั้งคำถามก็ทำให้เกิดการสะเปะสะปะว่าการปฏิรูปแปลว่าอะไร เผลอๆ การปฏิรูปก็จะกลายเป็นการแปรรูป แต่ไม่ได้มีการตั้งคำถามเบื้องต้นเลยว่าถ้าจะปฏิรูปในเรื่องพลังงานที่เป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานจะทำอย่างไร ซึ่งในหลักการกิจการพลังงานไม่ควรเป็นกิจการหากำไร
“ในอดีตเมื่อครั้งมีองค์การเชื้อเพลิงแห่งชาตินั้นมีนโยบายที่ชัดเจน คือ 1.ต้องทำต้นทุนให้ต่ำที่สุด 2.ช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชน อันนี้ชัดเจนมาก แต่พอมาอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ก็กลายเปลี่ยนเป็นลักษณะซีโร่ซัมเกม คือ ต้องมีคนได้ต้องมีคนเสีย ใครได้กำไรมากก็ต้องมีคนได้น้อยลง โดยเมื่อเข้ามาอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ก็ต้องมีการตอบสนองต่อผู้ลงทุนผู้ถือหุ้น”
จากแนวทางการปฏิรูปพลังงานที่รสนาเห็นว่า “กำลังจะสะเปะสะปะ” ทำให้รสนาวิเคราะห์พร้อมกับตั้งข้อสังเกตไปว่า คสช.กำลังแก้ไขปัญหาไม่ถูกทาง โดยเฉพาะการประกาศลดราคาน้ำมันของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา
“ในเรื่องนี้มานั่งดูตัวเลขก็คิดว่าที่เห็นว่าเป็นการลดราคาในส่วนของภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งการลดภาษีน้ำมันเป็นเรื่องที่ไม่เห็นด้วย เพราะพอคุณไปลดภาษีตรงนี้รัฐก็ต้องไปหาภาษีส่วนอื่นมาชดเชย ซึ่งภาษีก็เป็นเงินประชาชน โดยจุดที่ควรต้องลดราคาลงมาให้เกิดความเหมาะสม คือ ตัวเนื้อน้ำมัน ค่าการตลาด และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ถ้าไม่ลดสิ่งเหล่านี้ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการปรับโครงสร้างทั้งหมด
“แต่การลดราคาน้ำมันที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่ากำลังคิดจะทำอะไรอยู่หรือไม่ โดยอาจเป็นเพียงแค่การดึงดูดให้คนเบี่ยงเบนกระแส ให้คนมาดีใจว่าได้ลดราคาน้ำมันลงแล้วตั้ง 3 บาท ในกรณีของเบนซิน 95 หรือไม่ เช่น ตอนนี้กำลังจะทำประชาพิจารณ์เรื่องแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีพี) ซึ่งเป็นการทำแบบฉุกละหุก เป็นเพียงพิธีกรรมที่ทำให้ครบกระบวนการเท่านั้น โดยไม่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง เป็นการฟังแต่ไม่ได้ยิน”
นอกจาก คสช.กำลังแก้ปัญหาไม่ถูกจุดแล้ว ในความคิดของรสนายังเห็นว่า คสช.กำลังพยายามขีดเส้นในการแสดงออกของภาคประชาชนด้วย โดยเฉพาะภายหลังเกิดเหตุการณ์ทหารและตำรวจจับแกนนำกลุ่มขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่อดีต สว.กทม.รายนี้มองว่า “เป็นการชกใต้เข็มขัด”
“ปัญหาพลังงานมีมาเป็น 10 ปี ฟ้องร้องกันมาตลอด ประชาชนถูกกันออกจากกระบวนการมีส่วนร่วม การตรวจสอบตลอดเวลา เมื่อมาถึงเวลานี้บอกว่าจะปฏิรูปพลังงาน พวกคุณห้ามพูดนะ ให้ไปพูดกับสภาปฏิรูป แต่ ปตท.พูดทุกวัน แจกเอกสาร ลงหนังสือพิมพ์ แบบนี้เป็นประเภทชกใต้เข็มขัดตลอดเวลาหรือเปล่า แต่คุณบอกว่าให้อยู่เฉยๆ นะ แล้วให้ผมชกอย่างเดียว แต่ถ้าคุณจะได้ต้องไปขึ้นเวที”
แสดงว่ากรณีจับกลุ่มขาหุ้นปฏิรูปพลังงานถือว่าชกใต้เข็มขัดหรือไม่ รสนา ตอบเสียงดังฟังชัดว่า “แน่นอน ปัญหาคือเขาแจกเอกสารของวุฒิสภาด้วยซ้ำไป เวลานี้เราต้องพูดว่าสิ่งที่เราเรียกว่าเรื่องพลังงาน ยังขาดความรู้ คือความรู้หนังสือ เวลานี้ถามหน่อยว่า ประชาชน นักข่าว หรือแม้แต่ผู้บริหารมีความรู้ในเรื่องพลังงานแค่ไหน คุณไม่สามารถที่จะแยกแยะข้อมูลเอามาพูดนี่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ทุกครั้งมักบอกว่าข้อมูลประชาชนไม่ถูกต้อง แต่ทำไมเวลา ปตท.ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกกลับไม่มีใครว่าอะไร”
รสนาฝาก คสช.ว่า คสช.ควรที่จะต้องฟังเสียงประชาชน การลดราคาน้ำมันวันนี้ไม่ได้ยั่งยืนอะไร เพราะโครงสร้างเหมือนเดิม ที่มาลดคือมาลดในส่วนของภาษี กองทุนน้ำมันฯ เท่ากับว่าเอกชนกำไรเหมือนเดิม เราไม่ได้บอกว่าไม่ให้คุณได้กำไร แต่ค่าใช้จ่ายไม่ได้เกิดขึ้นจริงควรจะตัดออกไป เท่านี้ก็จะสามารถลดราคาได้แล้ว และนอกจากนี้จะต้องเปลี่ยนระบบสัมปทานน้ำมันมาเป็นระบบแบ่งปันผลผลิตด้วย เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้าง
“มีการพยายามทำให้คนเข้าใจระบบแบ่งปันผลผลิตไปในทางที่ข้อมูลไม่ถูกต้อง โดยบอกว่ารัฐไม่มีทุนที่จะลง รัฐมีความเสี่ยง ทั้งที่ไม่ว่าจะเป็นระบบสัมปทานหรือระบบแบ่งปัน บริษัทน้ำมันจะเป็นคนออกทั้งสิ้น แต่จุดที่ต่างกันคือความเป็นเจ้าของ กรรมสิทธิ์ในเรื่องปิโตรเลียม ข้อมูล อุปกรณ์ ซึ่งจะต้องเป็นของรัฐ
“เปรียบเหมือนกับเจ้าของสวนยางหากเราให้เขาเช่า ผู้เช่าก็จะกรีดหน้ายางโดยไม่รักษาต้นยาง กรีดเอาน้ำยางอย่างเดียว พอสุดท้ายเมื่อถึงเวลาต้นหน้าเหล่านั้นก็จะมีหน้ายางเสียหาย กลับกันถ้าเราให้ใช้วิธีการแบ่งปันสัดส่วนรายได้ การกรีดยางก็จะทำให้หน้ายางถูกรักษาเป็นอย่างดี โดยที่เจ้าของมีสิทธิที่จะเข้าไปดูแลและควบคุม และต้นยางก็ไม่พังเสียหาย”
อย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้วรสนาคิดว่าการนำพาประเทศไปสู่การปฏิรูปในทิศทางที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับการปฏิรูปพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องปฏิรูปด้านอื่นๆ อย่างเป็นรูปธรรมผ่านการตั้งโจทย์การปฏิรูปให้เกิดความชัดเจน เพื่อให้เกิดแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน
“ทุกเรื่องก็เชื่อมโยงกันหมด ไม่ใช่เรื่องพลังงานเรื่องเดียว แต่เรื่องพลังงานเป็นประเด็นที่ไปกระทบกับการดำรงชีวิตของประชาชนมาก ประชาชนจึงตื่นตัวขึ้นมา แต่ประเด็นตรงนี้ต้องมองให้เชื่อมโยงกับทุกเรื่อง เพราะมีมูลค่ามหาศาล
“หัวใจการปฏิรูป คือ การทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม จะทำอย่างไรที่เรื่องของกรรมสิทธิ์จะกลับมาสู่ประชาชนมากขึ้น ลองคิดดูว่าถ้าเราไม่มีประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจก็คงยากที่จะมีประชาธิปไตยทางการเมือง เพราะคนที่รวยกว่าย่อมมีโอกาสใช้อำนาจได้มากกว่า ประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ แค่คุณจะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องก็ยากอยู่แล้ว อย่างนี้จะมีเวลาไปคิดในเรื่องการมีส่วนร่วมทางการเมืองและปรับปรุงบ้านเมืองได้อย่างไร ดังนั้นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญที่สุด”
ขอสุนทรียสนทนาฝ่าทางออก
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ‘รสนา’ ในฐานะผู้ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ กลับกลายเป็นผู้ถูกตรวจสอบเสียเอง หลังจากโดนตั้งคำถามอย่างหนักว่าทำไมถึงไม่ไปร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการปฏิรูปพลังงานบนเวทีเสวนาหัวข้อ “การปฏิรูปพลังงานเพื่อความปรองดองของชาติ" ที่สโมสรทหารบก วิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ซึ่งกระทรวงพลังงานเป็นเจ้าภาพ โดยมีตัวแทนระดับผู้บริหารปตท.อย่าง ‘ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์’ ประธานคณะกรรมการบริษัท ปตท.มาร่วมเวที ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้รสนาเป็นหนึ่งในแกนนำภาคประชาชนที่ต้องการให้ปตท.ออกมาเปิดเผยข้อมูลและทำความเข้าใจกับประชาชน แต่พอเอาเข้าจริงกลับไปยอมมาร่วมเวที จึงทำให้ถูกตำหนิรุนแรง
รสนา บอกเหตุผลที่พลาดเวทีดังกล่าวว่า ตัวเองได้รับเชิญจากหน่วยราชการ 2หน่วย คือ มหาวิทยาลัยทักษิณ ให้ไปพูดเรื่องพลังงานให้คณะนิติศาสตร์ฟัง และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปัตตานี เขามากัน 400-500 คนและติดต่อมาล่วงหน้าเป็นเดือนก่อนงานนี้อีก เราไม่ได้รังเกียจแต่ถ้าว่างก็จะไป แต่ในเฟซบุ๊กบอกว่ารสนา หนี ไม่กล้ามาเผชิญหน้า ทำไมเห็นความสำคัญต่างจังหวัดมากกว่าในกรุงเทพฯ ควรจะทิ้งงานนั้นไปคงไม่เสียหายอะไร คนพูดก็พูดไป งานที่ได้รับเชิญไปต่างจังหวัดตัวเองต้องไปเป็นวิทยากรหลัก แล้วจะไปบอกให้ไม่ไปเวทีนั้นเพื่อมาเวทีนี้แทนได้อย่างไร
“ไม่เคยได้รับเชิญให้ไปร่วมเวทีนี้ (เวทีเสวนาของกระทรวงพลังงาน) แต่เป็นเหมือนกับการเปิดประกาศไปว่าตอนนี้เปิดค่ายมวย ใครอยากจะมาท้าชกก็มา อย่างไรก็ดี ในงานนั้นคนที่ไปถามก็สามารถถามแทนตัวเองได้หมดแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่พี่ต้องไป แต่ถ้าเราอยู่กรุงเทพก็ยินดีจะไป ไม่ใช่ว่าไม่ไปเพราะกลัว หรือหนี จริงๆอยากจะเชิญ คุณปิยะสวัสดิ์ มา สุนทรียสนทนาดีกว่า ไม่ต้องมาดีเบต เพราะดีเบต เป็นเรื่องการชิงชัยเอาชนะกัน แต่ถ้ามาสนทนากันเราก็เอาข้อมูลมาถามกัน เรื่องนี้เป็นอย่างไร เรื่องไหนเป็นไปได้หรือไม่ ซึ่งสร้างสรรค์กว่าการเอาหมัดน็อคมาต่อสู้กัน
แต่เวลานี้ถูกสร้างภาพกลายเป็นคู่ชกกัน ไม่มีใครชนะหรอก คุยกันด้วยเหตุด้วยผลดีกว่า เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันหลายเรื่องไม่ใช่เรื่องเดียวแล้วจบ ถ้าเรามาบอกว่าชกกัน ฉันยืนจุดฉัน คุณยืนจุดคุณ แล้วมาชกกัน แบบจะชนะตรงไหน ไม่มีทางชนะอยู่แล้ว เพราะต่างคนต่างพูดในจุดของตัวเอง แล้วไม่มีใครยอมจะปรับเข้าหากัน”รสนา ระบุ
รสนา กล่าวอีกว่า ยังมีอีกหลายเรื่องที่ประชาชนยังรอความชัดเจนและการชี้แจงจากประชาชน เช่น การเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในปตท.ของรัฐผ่านกระทรวงคลังและกองทุนวายุภักษ์ ซึ่งยังมีข้อสงสัยว่ากองทุนวายุภักษ์เป็นรัฐหรือไม่ ไปจนถึงการเอาท่อก๊าซทั้งระบบกลับมาเป็นของรัฐให้สมบูรณ์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนควรได้รับความกระจ่างในฐานะเจ้าของประเทศตัวจริง
ถึงเวลาปฏิรูปนิสัยคนไทย
อย่างที่ “รสนา” ได้ให้ความเห็นไปแล้วว่าการปฏิรูปประเทศที่แท้จริงไม่ใช่แค่การปฏิรูปพลังงานเพียงด้านเดียว เพราะต้องทำเรื่องอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย แต่ถึงกระนั้นในฐานะผู้สมัครรับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คนหนึ่งมองเห็นว่าการที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 กำหนดแนวทางการปฏิรูปเอาไว้เป็นการเฉพาะ 11 ด้าน มีทั้งผลดีและผลเสีย โดยเห็นว่าอาจจะขาดการเชื่อมโยงในการปฏิรูปแต่ละด้าน
รสนา อธิบายว่า การกำหนดออกมาเป็น 11 ด้าน เหมือนเป็นการทำให้การปฏิรูปแต่ละด้านถูกแยกขาดออกจากกันไม่มีการเชื่อมโยง ต่างจากการปฏิรูปการเมืองในอดีต แต่ปัญหานี้จะแก้ได้ถ้าสภาปฏิรูปแห่งชาติมีวาทยกรที่ดีที่เก่ง หากมีได้เช่นนั้นก็จะทำให้การปฏิรูป 11 ด้าน ที่อาจเป็นคนละเพลงสามารถกลับมาบรรเลงเล่นเพลงเดียวกันได้ แต่กระนั้นการปฏิรูปจะต้องยึดหลักการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและเหนืออื่นใดต้องตั้งคำถามของการปฏิรูปให้ชัด
“ความเหลื่อมล้ำเกิดมาจากเรื่องเศรษฐกิจก่อน ทรัพยากรส่วนใหญ่ในบ้านเมืองนี้ถูกผ่องถ่ายไปที่การสร้างความเติบโตของกลุ่มทุน เพราะว่าในแนวทางการพัฒนาประเทศของเราตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 เป็นต้นมา เราก็ใช้แนว Trickle-down คือ เหมือนน้ำรดจากข้างบนลงมาข้างล่าง โดยคิดว่าเมื่อกลุ่มทุนยืนอยู่ได้ก็จะสามารถมาช่วยคนระดับล่างได้ แต่ประจักษ์พยานที่ปรากฏคือ น้ำไม่ได้รดลงไปถึงข้างล่าง จึงทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนมีมากขึ้น อย่างประเทศเราถ้าดูจากคนที่มีรายได้สูงสุดกับคนที่มีรายได้ต่ำสุดจะเห็นว่าห่างกันประมาณ 15 เท่า
ประชาธิปไตยทางการเมืองเป็นโครงสร้างส่วนบน ขณะที่โครงสร้างส่วนล่างคือ ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ หากคนส่วนใหญ่ยังยากจนอยู่ ประชาธิปไตยก็คงไม่มีความหมาย ดังนั้นเมื่อความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น จึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในทางสังคมด้วย ทำให้คนรวยย่อมได้รับโอกาสและความเชื่อถือมากกว่า ซึ่งจากความเหลื่อมล้ำตรงนี้จึงนำไปสู่ความขัดแย้งในทางการเมือง”
“เวลาที่จะปฏิรูปต้องมีเป้า ไม่แบ่งเป็นส่วนๆ ว่ามีเรื่องการเมือง บริหารราชการแผ่นดิน พลังงาน สังคม ทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเราไม่สามารถประกอบส่วนเหล่านั้นออกมาเป็นสิ่งมีชีวิตได้ คุณดูอย่างรถยนต์สิ รถยนต์อาจจะมาจากหลายชิ้นส่วนก็จริงนะ แต่เมื่อประกอบกันแล้วสามารถเคลื่อนไหว ซึ่งตรงนี้เรียกว่าประสิทธิภาพของรถ แต่ถ้าเน้นเฉพาะบางส่วนอย่าง เกียร์ เบรก ถังน้ำมัน ก็จะมีคำถามตามมาว่ารถนั้นจะมีประสิทธิภาพขับได้หรือไม่ ดังนั้นการปฏิรูปจึงต้องตั้งคำถามก่อนว่าปฏิรูปแปลว่าอะไรก่อน”
“การแก้ปัญหาภายใน 1 ปีนี้ คือดูว่าจะสามารถตั้งโจทย์ปัญหาได้ถูกต้องหรือไม่ ปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาอะไร ให้ใช้หลักการพุทธคือ อริยสัจสี่มาเป็นแนวทาง ทุกข์คืออะไร สมุทัยเหตุแห่งทุกข์มาจากไหน สิ่งที่ต้องแก้ความทุกข์คือแก้อะไร แล้วจะมีมรรควิถีอย่างไร คสช.จับหลัก แค่ 4 เรื่องนี้พอ”
ขณะเดียวกัน รสนายังเห็นว่าการปฏิรูปประเทศจะต้องไม่ข้ามเรื่องสำคัญที่ถูกมองข้ามมาตลอดอย่างการสร้างสำนึกในสิทธิของตัวเองและการสร้างสำนึกถึงในสิทธิของคนอื่น เพราะจะช่วยลดความขัดแย้งในหลายๆ ด้าน
“สำนึกในสิทธินี้น้อยมาก แม้แต่รัฐเองก็ไม่เข้าใจ เช่น ทำไมเราต้องไปเจอคนขับรถเมล์สูบบุหรี่เพราะรัฐหละหลวม ไม่ได้ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัย สะดวก รวดเร็วทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นประสิทธิภาพของรัฐ เพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์ให้ประชาชน ต้องไม่ลืมว่าประชาชนเป็นผู้ถือหุ้นจ่ายภาษีให้กับรัฐทุกปี แต่รัฐกลับไม่แคร์เราในฐานะผู้ถือหุ้นเลย
ข้าราชการบางพวกที่ไม่ดีก็ข่มขู่ประชาชน ปากก็บอกว่าประชาชนเป็นนาย แต่เวลาปฏิบัติจริง ประชาชนแต่งตัวอะไรมา ใส่รองเท้าแตะมากลายเป็นพลเมืองชั้นสอง แต่พอนายทุนมาขับรถเบนซ์มาปุ๊บ ทำเป็นพินอบพิเทา นี่ไงคือความเหลื่อมล้ำ ค่านิยม วิธีคิดผิดๆ ซึ่งมาจากการอบรมสั่งสอนในระบบการศึกษาของเรา”
รสนา ระบุว่า อีกอย่างเราก็เป็นประเทศที่คนอยู่กันสบายๆ จนเกินไป ถึงขนาดมีการคอร์รัปชั่นขนาดนี้ยังอยู่กันได้ไม่ถึงกับเดือดร้อน ซึ่งตรงนี้อาจจะมาจากสภาพทางภูมิศาสตร์ของประเทศเราด้วยที่อยู่ในประเทศเขตร้อน ทำให้มีทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล จึงไม่ค่อยรู้สึกว่าขาดอะไร นอนรอผลไม้ตกใส่ปากกิน จะปลูกอะไรก็งอกงามขึ้นมาหมด ผิดกับประเทศทะเลทรายที่ต้องใช้ความคิดเยอะกว่าจะได้น้ำมา ส่วนคนไทยไม่เป็นไรนอนไปตื่นมาก็ได้กินแล้ว ซึ่งเป็นผลเสียให้คนขี้เกียจจนละเลยในเรื่องสำคัญๆ ไป
“ประเทศเราทันสมัยแต่ไม่พัฒนา เพราะดูสิเทคโนโลยีของเราทันสมัยมาก แต่เราไม่พัฒนาเลย เพราะอาจเป็นเพราะเราอยู่กันสบายมาตลอด”
รสนา ย้ำว่า เรื่องการสร้างสำนึกในสิทธิดังกล่าวถือเป็นหัวใจสำคัญหัวใจหนึ่งของการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้ประชาชนเกิดการตื่นตัวในการรับรู้ถึงปัญหาและสร้างเรียนรู้ในทางที่ดีเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา ไม่ใช่แค่ตั้งความหวังและรอให้มีอัศวินขี่ม้าขาวเพียงอย่างเดียว ซึ่งการจะทำให้เรื่องนี้ประสบความสำเร็จได้ก็ขึ้นอยู่กับการตั้งโจทย์การปฏิรูปประเทศให้ถูก
“อย่างน้อยถ้าคุณตั้งโจทย์ให้ถูก เห็นปัญหาให้ได้ว่าอยู่ตรงไหนต้องแก้อะไรก็สามารถแก้ไขปัญหาได้บ้าง ไม่ใช่ว่าเข้าไปก็มั่วอะไรก็ไม่รู้ พูดกันคนละทางสองทาง ตกลงกันไม่รู้เรื่องว่าจะเอาม้าหรือจะเอาอะไร”
รสนา ยืนยันในหลักการของการปฏิรูปที่ต้องเพิ่มอำนาจประชาชนว่า การปฏิรูปในครั้งนี้จะต้องทำให้อำนาจการถ่วงดุลของประชาชนมีมากขึ้น มีโอกาสที่ประชาชนจะดูแลหรือมีสิทธิมีส่วนในทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นเขาและในประเทศของเราด้วย ซึ่งรัฐธรรมนูญหลายฉบับที่ผ่านมาก็ได้บัญญัติในเรื่องการกระจายทรัพยากร แต่ไม่ได้มีการปฏิบัติให้ความจริงจัง
“ในทางนิตินัยนั้นรัฐธรรมนูญของเราดีมาก แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ สาเหตุที่ไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ได้มีตัวแทนของประชาชนที่แท้จริงที่ได้เข้าไปอยู่ในโครงสร้างอำนาจ” รสนา ทิ้งท้าย







