
หมดกัน
มีคนมาถามผมว่ารู้สึกยังไงที่มีข่าวเกี่ยวกับพระทะเลาะกัน และเป็นถึงระดับพระผู้ใหญ่
มีคนมาถามผมว่ารู้สึกยังไงที่มีข่าวเกี่ยวกับพระทะเลาะกัน และเป็นถึงระดับพระผู้ใหญ่ มีสมณศักดิ์สูง แล้วผู้คนสนใจมากกับข่าวนี้ ผมตอบสั้นๆ ไปว่า “หมดท่า” สิครับ
เณรน้อยทะเลาะ ด่ากัน ลงไม้ลงมือชกต่อย ในสายตาชาวบ้านที่เห็นก็อารมณ์หนึ่งนะ คือแม้จะมองว่าไม่งามแต่ก็ยังพอทน...อ้าว เณรตีกันทำไม ด่ากันทำไมล่ะ ไม่เข้าท่านะ อย่าทำ
ถ้าเป็นพระหนุ่มทะเลาะกันก็อีกอารมณ์หนึ่ง...ท่านเป็นพระแล้วนะไม่ใช่ฆราวาส ทำอะไรอย่างนี้ แย่มาก โยมรับไม่ได้เลย ถ้าจะตีกัน สึกไปดีกว่า...เห็นแล้วไม่อยากทน
แล้วถ้าเป็นพระผู้ใหญ่ทะเลาะกัน สาวไส้กัน ก็ยิ่งไปกันใหญ่ หมดเลยไม่มีอะไรดีเลย ที่ทำมาจะดีแค่ไหน เจอเรื่องแบบนี้เข้าไปจะเอาหน้าไปไว้ไหน เสียชื่อตัวเอง เสียชื่อวัด เสียชื่อครูบาอาจารย์ เสื่อมเสียถึงวงศ์ตระกูล...เห็นแล้วก็สุดจะทน
ผมขอยกเรื่องราวของพระทะเลาะกันครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล ซึ่งต้องบอกว่าเป็นการทะเลาะกันครั้งใหญ่มากของพระสองคณะใหญ่จนชาวบ้านเอือมระอา แตกเป็นสองฝ่าย เทวดาก็ด้วยไม่ถูกกันแยกเป็นสองก๊ก
แม้กระทั่งพระพุทธเจ้าเองก็ยังต้องเสด็จออกไปอยู่ป่าให้ไกลจากพระเหล่านี้ ซึ่งเป็นวิธีการลงโทษอย่างหนึ่งเพื่อให้พวกเธอรู้สึกสำนึกตนในสิ่งที่ทำ
ในช่วงปลายพุทธกาล พระพุทธศาสนาเจริญมั่นคงเป็นปึกแผ่น พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรม บัญญัติพระวินัยไว้มากแล้ว พระสงฆ์สาวกก็ได้เตรียมการที่สืบพระศาสนาจึงได้มีการแบ่งพระเป็นสองฝ่ายในการท่องจำคำสอนของพระพุทธเจ้า
ฝ่ายหนึ่ง ท่องจำและศึกษาหาความแตกฉานในธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสอน เรียกฝ่ายนี้ว่า “พระธรรมธร” ผู้ทรงไว้ซึ่งคำสอนที่เป็นข้อธรรม พูดแบบชาวบ้านคือเก่งในเรื่องหัวข้อธรรม บรรยายธรรม แสดงธรรม นั่นเอง
อีกฝ่ายหนึ่ง ท่องจำและหาความแตกฉานทางวินัยหรือข้อบัญญัติที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติขึ้น เรียกฝ่ายนี้ว่า “พระวินัยธร” หรือที่ชาวบ้านเข้าใจคือ “เก่งในเรื่องวินัยสงฆ์” พระทำอะไรผิด ไม่ผิดวินัย พระฝ่ายนี้จะรู้ดี
เหตุเกิดที่วัดโฆสิตาราม ซึ่งวัดนี้มีพระสงฆ์ไม่น้อยกว่า 2,000 รูป ถือว่าเยอะมากและแบ่งเป็นสองฝ่าย คือ ธรรมธรและวินัยธร
วันหนึ่งได้มีพระรูปหนึ่งในฝ่ายธรรมธรเข้าไปถ่ายในเวจกุฎี หรือส้วม พอถ่ายเสร็จก็ล้างน้ำ แต่จะด้วยความที่ไม่รู้วินัยหรือพลั้งเผลอท่านได้เหลือน้ำชำระค้างในกระบอกน้ำชำระไว้หน่อยหนึ่ง
อธิบายตรงนี้ว่า ตามธรรมเนียมของพระเมื่อถ่ายเสร็จจะใช้กระบอกน้ำชำระกรอกน้ำ เวลาล้างก้นก็เอียงให้น้ำไหลไปที่ก้นพลางใช้พวยปากของกระบอกนั้นเช็ดที่ก้นให้สะอาด
ซึ่งในการชำระนี้ในพระวินัยกำหนดให้เทน้ำในกระบอกให้หมดอย่าเหลือไว้ เพราะรูปที่มาทีหลังต้องใช้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันเชื้อโรค และไม่เป็นที่รังเกียจของรูปที่เข้ามาใช้ทีหลัง
ประเด็นคือ พระธรรมธรรูปนั้นเหลือน้ำชำระล้างไว้หน่อยหนึ่งในกระบอก แล้วพอพระทางฝ่ายวินัยธรรูปหนึ่งเข้าไปถ่ายเห็นน้ำเหลือในกระบอกก็นึกตำหนิในใจ พอออกมาก็จึงไปถามทำไมทำอย่างนั้น
ทว่ารูปที่ไปถามนั้นจะอวดรู้วินัยหรือไรไม่ทราบ ฝ่ายธรรมธรก็บอกตามตรงว่า ตนไม่รู้ว่าผิดวินัยและไม่ได้มีเจตนาจะล่วงวินัย
แต่แทนที่พระวินัยธรจะจบ แล้วไม่แล้ว ก็นำเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้พวกของตนรู้และประโคมเรื่องนี้กันยกใหญ่ว่าธรรมธรได้แต่สอนคน แต่ไม่รู้จักวินัยเอาเสียเลย
แล้วเสียงโพนทะนานี้ดังไปเข้าหูฝ่ายพระธรรมธร จนเกิดความไม่พอใจขึ้น ในที่สุดก็ออกแถลงการณ์หาว่าพวกวินัยธรเป็นพวกเล่ห์เหลี่ยมเยอะ เจ้าถ้อยหมอความ พระรูปทำผิดเขาก็สารภาพแล้วว่าไม่รู้วินัยและไม่ได้มีเจตนาล่วงเกินวินัย ก็ยังเอาเรื่องนี้ไปประจานเขาอีก ต้องการเอาดีใส่ตัวเอาชั่วโยนให้คนอื่น
เมื่อแต่ละฝ่ายต่างถือดี ในที่สุดพระวัดนั้นก็แตกสามัคคีแบ่งเป็นสองฝ่ายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซ้ำร้ายพระเหล่านี้ก็ไปปลุกปั่นญาติโยมของตนให้เกลียดชังฝ่ายตรงข้าม จนชาวบ้านเองก็แตกกันเป็นสองกลุ่ม
ความทราบถึงพระพุทธเจ้าทรงต้องการสมานสามัคคีพระทั้งสองฝ่าย ส่งใครมาประสานก็ไม่สำเร็จ จนครั้งที่สามต้องเสด็จมาขอร้องด้วยพระองค์เอง แต่พระพวกนั้นยังมุ่งที่จะทะเลาะกันจนที่สุดพระพุทธเจ้าต้องเสด็จไปอยู่ป่าโดยที่ไม่มีใครรู้
พอชาวเมืองไม่เห็นพระพุทธเจ้า ถามใครไม่มีใครรู้ก็หันมาเล่นงานพระเหล่านั้นด้วยการไม่ใส่บาตร จนในที่สุดพระก็อยู่ไม่ได้ ต้องหันหน้ามาสามัคคีกัน
เป็นพระอวดภูมิ อวดรู้ หรือยึดมั่นในอำนาจ ตำแหน่ง แข่งขันกับกิเลส ก็มักจะเป็นอย่างนี้แหละ ไม่รู้จะแข่งกันไปทำไม ทำให้พระในวัดแตกสามัคคีเปล่า เฮ่อ...จะทำอะไรก็คิดหน่อยเหอะครับ อย่าคิดว่าสอนหนังสือสังฆราชเลย







