รำลึกถึงหลวงพ่อคำเขียน สุวณโณ
วันนี้เป็นวันที่พวกเราไม่อยากจะให้เกิดขึ้น คือ วันที่หลวงพ่อได้ละสังขาร แต่ว่า
วันนี้เป็นวันที่พวกเราไม่อยากจะให้เกิดขึ้น คือ วันที่หลวงพ่อได้ละสังขาร แต่ว่าความเป็นจริงของโลกนี้มิได้ขึ้นอยู่กับความอยากของเรา แต่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย เมื่อเหตุปัจจัยถึงพร้อมหลวงพ่อก็จำต้องละจากพวกเราไป เป็นการยากที่เราจะนึกถึงสถานที่แห่งนี้โดยไม่มีหลวงพ่อคำเขียนอยู่กับเราด้วย ทำนองเดียวกันเป็นเรื่องยากที่เราจะนึกถึงวัดป่าสุคะโตโดยไม่มีหลวงพ่อคำเขียน เพราะว่าท่ามะไฟหวานมาถึงวันนี้ได้ก็เพราะมีหลวงพ่อเป็นทั้งผู้บุกเบิก ผู้พัฒนา และเป็นจิตวิญญาณของชาวบ้าน ในทำนองเดียวกันที่วัดป่าสุคะโต หลวงพ่อก็ได้มาบุกเบิก ทีแรกท่านตามหลวงพ่อบุญธรรมมา แต่ภายหลังท่านก็พัฒนาจนกลายเป็นสถานปฏิบัติธรรมที่รองรับผู้คนจากทุกสารทิศ ถ้าไม่มีหลวงพ่อคำเขียนก็คงไม่มีท่ามะไฟหวานวันนี้ และอาจจะไม่มีวัดป่าสุคะโตด้วยซ้ำ
หลวงพ่อคำเขียนเป็นรูปธรรมของความเมตตาที่เราสัมผัสได้ ความเมตตาชักนำให้หลวงพ่อคำเขียนขึ้นมาปักหลักบนหลังเขาตั้งแต่ปี 2519 ท่านต้องการที่จะนำพาผู้คนให้พบธรรมะ อย่างที่ท่านได้พบมา แต่เมื่อท่านทราบว่าที่ท่ามะไฟหวานมีปัญหา ญาติโยมนิมนต์ท่านมาจำพรรษาที่นี่จากวัดป่าสุคะโต ท่านก็ยินดีมา ทั้งๆ ที่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้างที่นี่ เพราะเวลานั้นท่ามะไฟหวานไม่ใช่อย่างที่เราเห็นอย่างทุกวันนี้ สมัยนั้นเขาเรียกกันว่าดงเลือด คนเฒ่าคนแก่เคยเล่าให้อาตมาฟังว่า ท่ามะไฟหวานตอนนั้นเป็นดงเลือด เพราะว่าไม่ค่อยมีขื่อมีแปเท่าไร คนที่ขึ้นมาบนหลังเขาจำนวนไม่น้อยเป็นพวกที่หนีคดี หลบหนีอาญาบ้านเมือง หรือไม่ก็ไม่มีที่ไป ไม่สามารถอยู่ข้างล่างได้ ที่นี่ตอนนั้นเมื่อสี่สิบปีที่แล้วก็เต็มไปด้วยความขัดแย้งทะเลาะเบาะแว้งกันเพราะไม่มีขื่อไม่มีแป กฎหมายแผ่มาไม่ถึง แต่เป็นเพราะความเมตตากรุณาของหลวงพ่อ ท่านจึงรับมาเป็นเจ้าอาวาสที่นี่
วัดภูเขาทอง ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์แต่เริ่มต้นจากติดลบด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นชาวบ้านไม่รู้จักศีลไม่รู้จักธรรมเลย ท่านเล่าว่าตอนที่ท่านย้ายมาที่นี่ใหม่ๆ ต้องขนขวดเหล้าออกจากวัด ไม่ใช่แค่สิบ แต่เป็นร้อยๆ ขวด เพราะคนเอาเหล้ามากินในวัด ใช้ศาลาวัดเป็นบ่อนเล่นการพนัน ท่านต้องมาฟื้นฟูวัดให้เป็นระเบียบ ให้เป็นศูนย์กลางทางธรรมของผู้คน เมื่อท่านมาแล้วท่านก็ต้องทำหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านกลายๆ คือต้องช่วยระงับความขัดแย้งของผู้คนให้กลับมาคืนดีกัน ชักชวนให้ผู้คนสามัคคีกัน ทั้งที่นั่นไม่ใช่จุดมุ่งหมายของหลวงพ่อที่ขึ้นมาบนหลังเขาเลย ท่านต้องการมาสอนธรรม เพราะท่านถนัดทางนั้น แต่เมื่อท่านเห็นความทุกข์ยากของผู้คนเพราะความไม่มีขื่อไม่มีแป ทะเลาะเบาะแว้งกัน ท่านจึงรับมาเป็นทั้งผู้นำทางจิตใจและผู้นำของชุมชนไปด้วยในตัว
ทีละน้อยๆ ท่านก็สามารถสร้างศรัทธาให้ผู้คนมีในตัวท่าน และมีในพระธรรมคำสอน จนชาวบ้านพากันเข้าวัดเพื่อมาถือศีลปฏิบัติธรรม อบายมุขก็ค่อยๆ ลดลงไป การทะเลาะเบาะแว้งถึงขั้นเลือดตกยางออกก็ลดน้อยลง
หลวงพ่อคำเขียนท่านมีเมตตามาก เมื่อเห็นความทุกข์ยากเดือดร้อนเกิดขึ้นซึ่งๆ หน้า ท่านจะไม่นิ่งดูดาย ปล่อยให้ผ่านเลยไป เมื่อท่านทราบว่าเด็กชาวบ้านตัวเล็กๆ ต้องตายเพราะตามพ่อแม่เข้าไปทำไร่ทำนาในป่า ท่านก็จัดทำศูนย์เด็กขึ้น รับเอาลูกของเขามาดูแลที่วัดนี่แหละ โดยท่านไม่รู้เลยว่า สิ่งที่ท่านทำนั้นคือศูนย์เด็กแห่งแรกของ จ.ชัยภูมิ ศูนย์เด็กแห่งแรกของ จ.ชัยภูมิ อยู่บนเขานะ ไม่ได้อยู่ในเมือง ท่านทำด้วยความเมตตา อยากจะช่วยชาวบ้านดูแลเด็กให้ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บ ตามมาด้วยการสอนให้รู้หนังสือและรู้จักธรรมะ
เป็นเพราะศูนย์เด็กแห่งนี้ อาตมาจึงได้มาพบกับหลวงพ่อ ตอนนั้นอาตมาเป็นฆราวาส ทำโครงการแด่น้องผู้หิวโหย ช่วยเหลือเด็กขาดอาหารในภาคอีสาน โดยเฉพาะ จ.ชัยภูมิ นครราชสีมา เมื่อเห็นว่าหลวงพ่อมีกิจกรรมที่น่าสนับสนุนก็เลยขึ้นมาบนหลังเขา ตอนนั้นไม่ทราบด้วยซ้ำว่า ท่านเป็นวิปัสสนาจารย์ ต่อมาก็มาช่วยท่านทำสหกรณ์ข้าวเพื่อช่วยให้ชาวบ้านมีข้าวราคาถูก เพราะสมัยนั้นข้าวมีราคาแพงมากเนื่องจากไม่มีถนนขึ้นเขา ต้องขนข้าวใส่หลังปีนเขาขึ้นมา ทำให้ข้าวมีราคาสูง แต่ถ้ามีสหกรณ์ขายข้าว โดยขนมาเยอะๆ จากชัยภูมิซึ่งตอนนั้นมีถนนแล้ว ก็จะทำให้ข้าวราคาถูก ชาวบ้านก็สามารถหาซื้อได้ไม่ยากนัก
ทั้งหมดนี้ ก็เป็นเพราะความเมตตาของหลวงพ่อ ทั้งๆ ที่ท่านไม่ได้คิดจะทำเรื่องนี้มาก่อนเลย แต่ท่านก็ได้มาช่วยพัฒนาชุมชนจนกระทั่งชาวท่ามะไฟหวานสามารถลืมตาอ้าปากได้ แต่ตลอดเวลาท่านก็ไม่ได้ทิ้งเรื่องกรรมฐานเลย ทุกครั้งที่ท่านได้รับการร้องขอจากหมู่คณะให้ไปแสดงธรรม ท่านก็ลงจากเขาไปแสดงธรรมตามสถานที่ต่างๆ ทั้งกรุงเทพฯ หาดใหญ่ ขอนแก่น
หลวงพ่อไม่ได้สนใจแต่ความทุกข์ยากของชุมชน แต่ยังสนใจความเดือดร้อนของธรรมชาติ หลวงพ่อรักธรรมชาติมาก และนั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ท่านกลับไปปักหลักอยู่ที่วัดป่าสุคะโต เพราะนั่นเป็นที่ๆ ท่านจะอนุรักษ์ป่าไว้ได้ สำหรับหลวงพ่อแล้ว ธรรมะกับธรรมชาติแยกจากกันไม่ออก หลวงพ่อบอกว่า เมื่อท่านมาพบธรรม ท่านก็มีความรักหวงแหนในธรรมชาติมาก ท่านได้อนุรักษ์ป่าสุคะโต ทั้งๆ ที่ยากลำบากมาก เพราะว่ามีคนมาลักตัดไม้เป็นประจำ อีกทั้งยังต้องสู้รบกับไฟที่มาจากไร่ข้างเคียง เผาทำลายป่าทุกปีๆ แต่ท่านก็ไม่ย่อท้อ
หลวงพ่อคำเขียนมีภาระเยอะมาก ทั้งนี้เพราะความเมตตากรุณาของท่านอย่างไม่มีประมาณ ท่านใส่ใจชุมชน และเป็นห่วงใยธรรมชาติ แต่ตลอดเวลาที่ทำงานช่วยเหลือชุมชนและอนุรักษ์ธรรมชาติ ท่านก็สอนธรรมะไปควบคู่กัน จนกระทั่งระยะหลังท่านก็มาเน้นหนักในการสอนธรรมควบคู่กับการอนุรักษ์ป่า ส่วนงานชุมชมท่านก็ทำน้อยลง อาตมาโชคดีที่ได้มารู้จักหลวงพ่อ ไม่ใช่ในฐานะนักพัฒนา และนักอนุรักษ์ธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังรู้จักหลวงพ่อในฐานะที่เป็นอาจารย์กรรมฐาน ซึ่งเป็นเหตุให้อาตมาตัดสินใจมาบวชและปฏิบัติอยู่กับท่านที่วัดป่าสุคะโตตั้งแต่พรรษาแรก
เชื่อว่าหลายคนได้รับอานิสงส์จากหลวงพ่อเป็นอเนกปริยาย โดยเฉพาะเรื่องของการเปิดใจให้ได้เห็นธรรมะ ได้เข้าใจธรรมะหรืออย่างน้อยๆ ก็ได้รู้จักตัวเอง ได้รู้ว่าชีวิตที่ควรค่าแก่การดำรงอยู่นั้นเป็นอย่างไร คือเป็นชีวิตที่ตื่นรู้ เป็นชีวิตที่เปี่ยมด้วยความรู้สึกตัว ที่จริงหลวงพ่อไม่ได้มีเพียงความเมตตากรุณานะ หลวงพ่อมีปัญญาที่ลุ่มลึกด้วย เป็นปัญญาที่เกิดจากการเห็นธรรมด้วยตัวเอง หลังจากที่ได้ทุ่มเทปฏิบัติฝึกฝนกับหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ปัญญาของหลวงพ่อคำเขียนและสัจธรรมที่ท่านค้นพบนั้นมีค่ามหาศาลมาก ท่านพยายามอุทิศตนเพื่อนำพาให้พวกเรามีปัญญาเห็นอย่างท่านบ้าง เหมือนอย่างที่ท่านได้รับการเกื้อกูลจากหลวงพ่อเทียน จนกระทั่งเกิดความเข้าใจในสัจธรรมที่ช่วยทำให้พ้นจากความทุกข์ได้
อาตมาเชื่อว่าหลายคนที่ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำสั่งสอนของหลวงพ่อย่อมเกิดปัญญาไม่มากก็น้อย แม้จะไม่ถึงระดับของท่านก็ตาม
หลวงพ่อเน้นย้ำถึงเรื่องของการเห็นสัจธรรม เข้าใจเรื่องรูปนาม จนกระทั่งเห็นความเกิดดับของนามรูป ซึ่งช่วยให้ปล่อยวางจากสิ่งทั้งปวง จนถึงขั้นไม่เป็นอะไรกับอะไร ในช่วงระยะหลังหลายปีที่ผ่านมา หลวงพ่อเน้นย้ำอยู่บ่อยๆ ว่า “ไม่เป็นอะไรกับอะไร” ไม่เป็นอะไรกับอะไร มีความหมายตั้งแต่การไม่เข้าไปในความคิด ไม่เข้าไปในอารมณ์ คือเห็นแต่ไม่ใช่ผู้เป็น ไม่ใช่ผู้โกรธ ไม่ใช่ผู้โลภ ไม่ใช่ผู้คิด แต่เห็นความโกรธ ความโลภ และความคิดที่เกิดขึ้นในใจ ท่านจะเน้นอยู่เสมอว่า “เห็นอย่าเข้าไปเป็น” โดยใช้วิธีการที่เรียกง่ายๆ ว่า “รู้ซื่อๆ” รู้ซื่อๆ คือรู้เฉยๆ รู้ด้วยใจเป็นกลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้มาจากหลวงพ่อเทียน n
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)







