posttoday
ถึงเวลาปฏิรูปนิสัยคนไทย

ถึงเวลาปฏิรูปนิสัยคนไทย

31 สิงหาคม 2557

อย่างที่ “รสนา” ได้ให้ความเห็นไปแล้วว่าการปฏิรูปประเทศที่แท้จริงไม่ใช่แค่การปฏิรูปพลังงานเพียงด้านเดียว

อย่างที่ “รสนา” ได้ให้ความเห็นไปแล้วว่าการปฏิรูปประเทศที่แท้จริงไม่ใช่แค่การปฏิรูปพลังงานเพียงด้านเดียว เพราะต้องทำเรื่องอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย แต่ถึงกระนั้นในฐานะผู้สมัครรับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คนหนึ่งมองเห็นว่าการที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 กำหนดแนวทางการปฏิรูปเอาไว้เป็นการเฉพาะ 11 ด้าน มีทั้งผลดีและผลเสีย โดยเห็นว่าอาจจะขาดการเชื่อมโยงในการปฏิรูปแต่ละด้าน

รสนา อธิบายว่า การกำหนดออกมาเป็น 11 ด้าน เหมือนเป็นการทำให้การปฏิรูปแต่ละด้านถูกแยกขาดออกจากกันไม่มีการเชื่อมโยง ต่างจากการปฏิรูปการเมืองในอดีต แต่ปัญหานี้จะแก้ได้ถ้าสภาปฏิรูปแห่งชาติมีวาทยกรที่ดีที่เก่ง หากมีได้เช่นนั้นก็จะทำให้การปฏิรูป 11 ด้าน ที่อาจเป็นคนละเพลงสามารถกลับมาบรรเลงเล่นเพลงเดียวกันได้ แต่กระนั้นการปฏิรูปจะต้องยึดหลักการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและเหนืออื่นใดต้องตั้งคำถามของการปฏิรูปให้ชัด

“ความเหลื่อมล้ำเกิดมาจากเรื่องเศรษฐกิจก่อน ทรัพยากรส่วนใหญ่ในบ้านเมืองนี้ถูกผ่องถ่ายไปที่การสร้างความเติบโตของกลุ่มทุน เพราะว่าในแนวทางการพัฒนาประเทศของเราตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 เป็นต้นมา เราก็ใช้แนว Trickledown คือ เหมือนน้ำรดจากข้างบนลงมาข้างล่าง โดยคิดว่าเมื่อกลุ่มทุนยืนอยู่ได้ก็จะสามารถมาช่วยคนระดับล่างได้ แต่ประจักษ์พยานที่ปรากฏคือ น้ำไม่ได้รดลงไปถึงข้างล่าง จึงทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนมีมากขึ้น อย่างประเทศเราถ้าดูจากคนที่มีรายได้สูงสุดกับคนที่มีรายได้ต่ำสุดจะเห็นว่าห่างกันประมาณ 15 เท่า

ประชาธิปไตยทางการเมืองเป็นโครงสร้างส่วนบน ขณะที่โครงสร้างส่วนล่างคือ ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ หากคนส่วนใหญ่ยังยากจนอยู่ ประชาธิปไตยก็คงไม่มีความหมาย ดังนั้นเมื่อความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น จึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในทางสังคมด้วย ทำให้คนรวยย่อมได้รับโอกาสและความเชื่อถือมากกว่า ซึ่งจากความเหลื่อมล้ำตรงนี้จึงนำไปสู่ความขัดแย้งในทางการเมือง”

“เวลาที่จะปฏิรูปต้องมีเป้า ไม่แบ่งเป็นส่วนๆ ว่ามีเรื่องการเมือง บริหารราชการแผ่นดิน พลังงาน สังคม ทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเราไม่สามารถประกอบส่วนเหล่านั้นออกมาเป็นสิ่งมีชีวิตได้ คุณดูอย่างรถยนต์สิ รถยนต์อาจจะมาจากหลายชิ้นส่วนก็จริงนะ แต่เมื่อประกอบกันแล้วสามารถเคลื่อนไหว ซึ่งตรงนี้เรียกว่าประสิทธิภาพของรถ แต่ถ้าเน้นเฉพาะบางส่วนอย่าง เกียร์ เบรก ถังน้ำมัน ก็จะมีคำถามตามมาว่ารถนั้นจะมีประสิทธิภาพขับได้หรือไม่ ดังนั้นการปฏิรูปจึงต้องตั้งคำถามก่อนว่าปฏิรูปแปลว่าอะไรก่อน”

“การแก้ปัญหาภายใน 1 ปีนี้ คือดูว่าจะสามารถตั้งโจทย์ปัญหาได้ถูกต้องหรือไม่ ปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาอะไร ให้ใช้หลักการพุทธคือ อริยสัจสี่มาเป็นแนวทาง ทุกข์คืออะไร สมุทัยเหตุแห่งทุกข์มาจากไหน สิ่งที่ต้องแก้ความทุกข์คือแก้อะไร แล้วจะมีมรรควิถีอย่างไร คสช.จับหลัก แค่ 4 เรื่องนี้พอ”

ขณะเดียวกัน รสนายังเห็นว่าการปฏิรูปประเทศจะต้องไม่ข้ามเรื่องสำคัญที่ถูกมองข้ามมาตลอดอย่างการสร้างสำนึกในสิทธิของตัวเองและการสร้างสำนึกถึงในสิทธิของคนอื่น เพราะจะช่วยลดความขัดแย้งในหลายๆ ด้าน

“สำนึกในสิทธินี้น้อยมาก แม้แต่รัฐเองก็ไม่เข้าใจ เช่น ทำไมเราต้องไปเจอคนขับรถเมล์สูบบุหรี่เพราะรัฐหละหลวม ไม่ได้ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัย สะดวก รวดเร็วทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นประสิทธิภาพของรัฐ เพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์ให้ประชาชน ต้องไม่ลืมว่าประชาชนเป็นผู้ถือหุ้นจ่ายภาษีให้กับรัฐทุกปี แต่รัฐกลับไม่แคร์เราในฐานะผู้ถือหุ้นเลย

ข้าราชการบางพวกที่ไม่ดีก็ข่มขู่ประชาชน ปากก็บอกว่าประชาชนเป็นนาย แต่เวลาปฏิบัติจริง ประชาชนแต่งตัวอะไรมา ใส่รองเท้าแตะมากลายเป็นพลเมืองชั้นสอง แต่พอนายทุนมาขับรถเบนซ์มาปุ๊บ ทำเป็นพินอบพิเทา นี่ไงคือความเหลื่อมล้ำ ค่านิยม วิธีคิดผิดๆ ซึ่งมาจากการอบรมสั่งสอนในระบบการศึกษาของเรา”

รสนา ระบุว่า อีกอย่างเราก็เป็นประเทศที่คนอยู่กันสบายๆ จนเกินไป ถึงขนาดมีการคอร์รัปชั่นขนาดนี้ยังอยู่กันได้ไม่ถึงกับเดือดร้อน ซึ่งตรงนี้อาจจะมาจากสภาพทางภูมิศาสตร์ของประเทศเราด้วยที่อยู่ในประเทศเขตร้อน ทำให้มีทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล จึงไม่ค่อยรู้สึกว่าขาดอะไร นอนรอผลไม้ตกใส่ปากกิน จะปลูกอะไรก็งอกงามขึ้นมาหมด ผิดกับประเทศทะเลทรายที่ต้องใช้ความคิดเยอะกว่าจะได้น้ำมา ส่วนคนไทยไม่เป็นไรนอนไปตื่นมาก็ได้กินแล้ว ซึ่งเป็นผลเสียให้คนขี้เกียจจนละเลยในเรื่องสำคัญๆ ไป

“ประเทศเราทันสมัยแต่ไม่พัฒนา เพราะดูสิเทคโนโลยีของเราทันสมัยมาก แต่เราไม่พัฒนาเลย เพราะอาจเป็นเพราะเราอยู่กันสบายมาตลอด”

รสนา ย้ำว่า เรื่องการสร้างสำนึกในสิทธิดังกล่าวถือเป็นหัวใจสำคัญหัวใจหนึ่งของการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้ประชาชนเกิดการตื่นตัวในการรับรู้ถึงปัญหาและสร้างเรียนรู้ในทางที่ดีเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา ไม่ใช่แค่ตั้งความหวังและรอให้มีอัศวินขี่ม้าขาวเพียงอย่างเดียว ซึ่งการจะทำให้เรื่องนี้ประสบความสำเร็จได้ก็ขึ้นอยู่กับการตั้งโจทย์การปฏิรูปประเทศให้ถูก

“อย่างน้อยถ้าคุณตั้งโจทย์ให้ถูก เห็นปัญหาให้ได้ว่าอยู่ตรงไหนต้องแก้อะไรก็สามารถแก้ไขปัญหาได้บ้าง ไม่ใช่ว่าเข้าไปก็มั่วอะไรก็ไม่รู้ พูดกันคนละทางสองทาง ตกลงกันไม่รู้เรื่องว่าจะเอาม้าหรือจะเอาอะไร”

รสนา ยืนยันในหลักการของการปฏิรูปที่ต้องเพิ่มอำนาจประชาชนว่า การปฏิรูปในครั้งนี้จะต้องทำให้อำนาจการถ่วงดุลของประชาชนมีมากขึ้น มีโอกาสที่ประชาชนจะดูแลหรือมีสิทธิมีส่วนในทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นเขาและในประเทศของเราด้วย ซึ่งรัฐธรรมนูญหลายฉบับที่ผ่านมาก็ได้บัญญัติในเรื่องการกระจายทรัพยากร แต่ไม่ได้มีการปฏิบัติให้ความจริงจัง

“ในทางนิตินัยนั้นรัฐธรรมนูญของเราดีมาก แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ สาเหตุที่ไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ได้มีตัวแทนของประชาชนที่แท้จริงที่ได้เข้าไปอยู่ในโครงสร้างอำนาจ” รสนา ทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท