posttoday
ผู้ใหญ่ลี 2557

ผู้ใหญ่ลี 2557

31 สิงหาคม 2557

ท่านผู้อ่านรู้จัก “สุโค” ไหมครับ เขียนได้ไปเห็นสัตว์ประหลาดตัวนี้มา ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง

ท่านผู้อ่านรู้จัก “สุโค” ไหมครับ

ผู้เขียนได้ไปเห็นสัตว์ประหลาดตัวนี้มา ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งทางชายแดนตะวันออกของไทย เดี๋ยวอ่านเรื่องที่เป็นสาระไปก่อน แล้วตอนท้ายจะเฉลยว่า “สุโคนั้นไซร้” มันคืออะไร

จะด้วยความขยันหรือเป็นเพราะงานที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ที่ทำมากว่า 100 ปีของกระทรวงมหาดไทยออกจะน่าเบื่อหรือไม่มีอะไรหวือหวา กระทรวงนี้จึงชอบที่จะมี “อีเวนต์” โดยเฉพาะโครงการประกวดประชันอะไรต่อมิอะไรออกมาอย่างต่อเนื่อง ถ้าเป็นรายการโทรทัศน์ก็ต้องเรียกว่า “ซีรี่ส์” ซึ่งมาถึงปีนี้ก็จัดอีเวนต์ระดับชาติขึ้นมาชื่อว่า “บ้านฉันมีดี”

ผู้เขียนได้รับเชิญไปเป็นกรรมการในการประกวดอย่างที่ชอบเรียกกันในโทรทัศน์ว่า “คอมเมนเตเตอร์” คือก่อนที่จะตัดสินผลการประกวดก็ต้องพูดอธิบายชี้แนะก่อนด้วย โดยในการประกวด “บ้านฉันมีดี” จะมีการคัดเลือกหมู่บ้านต่างๆ ในแต่ละอำเภอมาประกวดกันในระดับจังหวัด แล้วเอาหมู่บ้านที่ชนะเลิศในแต่ละจังหวัดมาประกวดกันในระดับเขต ซึ่งแบ่งตามเขตการตรวจราชการของกระทรวงมหาดไทยจำนวน 18 เขต โดยผู้เขียนต้องตรวจเขต 2 อันประกอบไปด้วย จ.ลพบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี และอ่างทอง กับเขต 3 อันประกอบไปด้วย จ.สระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ

หมู่บ้านที่ชนะเลิศของแต่ละเขตรวม 18 หมู่บ้านนั้น จะได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเกียรติบัตร เสื้อสูทให้กับกรรมการหมู่บ้านทุกคน และเงินรางวัล 2 หมื่นบาท สำหรับแต่ละหมู่บ้าน ส่วนรองชนะเลิศและชมเชยก็จะได้รับเกียรติบัตรพร้อมเงินรางวัลลดหลั่นกันไป โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการออกตรวจของคณะกรรมการในแต่ละเขต ซึ่งคาดว่าคงจะประกาศผลได้ทั้งประเทศไม่เกินวันที่ 10 ก.ย.นี้

ผู้ใหญ่ลี 2557

 

คณะของผู้เขียนในทั้งสองเขตได้ดำเนินการคัดเลือกหมู่บ้านที่ได้รางวัลต่างๆ ในทั้งสองเขตเรียบร้อยแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยใช้เวลาสำหรับ 9 หมู่บ้านในทั้งสองเขตนี้รวม 7 วันเต็ม แต่หมู่บ้านใดได้รางวัลอะไรบ้างนั้นคงต้องรอให้เสร็จทั้งประเทศเสียก่อน เพราะที่จะมาเล่าให้ฟังในคอลัมน์นี้เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ทั้งของมหาดไทยและผู้สนใจก็คือ “หมู่บ้านนั้นสำคัญไฉน”

ย้อนกลับไปในอดีตก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 ชุมชนคนไทยในดินแดนต่างๆ จะอยู่กันแบบกระจัดกระจายตามพื้นที่ทำกินและกลุ่มวัฒนธรรมต่างๆ โดยมีผู้มีบารมีในแต่ละกลุ่มและถิ่นที่นั้นคอยปกครองดูแล โดยได้มีความพยายามของเจ้านายในส่วนกลางที่เมืองหลวงพยายามจะจัดระเบียบการปกครองให้เป็นระบบ โดยทั้งใช้ระบบพ่อขุนและระบบไพร่มาเป็นร้อยๆ ปี แต่ก็ดูเหมือนว่าการปกครองยังไม่ “เข้มแข็ง” เป็นดั่งใจของส่วนกลาง

เวลาที่ผู้เขียนสอนนักศึกษาเรื่องประวัติ ศาสตร์การปกครองของไทยก็จะเน้นให้เห็นเป็นภาพชัดๆ ว่า ระบบโบราณแบบนี้ของไทยนั้นก็เหมือนการ “ปักเทียนไว้กลางบ้าน” โดยเปรียบอำนาจปกครองก็เหมือน “แสงเทียน” ที่ตรงกลางก็จะสว่างเข้มข้น แต่ไกลออกไปก็จะสว่างจางลงๆ ดังนั้นการปกครองในลักษณะนี้จึงไม่มั่นคงแข็งแรงเป็นเหตุให้มีการ “นอกใจ” แยกตัวได้ง่ายๆ

จนเมื่อเราถูกไล่ฮุบแผ่นดินภายใต้การล่าเมืองขึ้นของอังกฤษและฝรั่งเศสในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าขุนมูลนายของเราจึงต้องดึงอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง เพื่อสร้างระบบที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่พระนคร พร้อมกับการ “แบ่งอำนาจ” ทรงมอบหมายให้พระเจ้าน้องยาเธอ (น้องชาย) และพระบรมวงศานุวงศ์ (ญาติ) ออกไปดูแลหัวเมืองต่างๆ อย่างที่เรียกว่า “มณฑลเทศาภิบาล” เหมือนกับการปักเทียนไว้ในภูมิภาคต่างๆ อีกเป็นสิบๆ เล่ม

เพราะบรรดาเจ้านายที่ออกไปรับราชการในครั้งนี้ก็ล้วนแต่บริหารงาน “ต่างพระเนตรพระกรรณ” คือเป็นผู้แทนพระองค์และมีอำนาจเต็ม เสมือนว่าเราได้เอาเทียนไปปักกระจายไว้ทั่วห้อง ความสว่างหรือพลังอำนาจของพระมหากษัตริย์นั้นก็มีมากขึ้น อำนาจของท้องถิ่นต่างก็สว่างไสว การคิดนอกใจตีตนออกห่างก็ทำได้ยาก ประเทศไทยจึงเป็น “ราชอาณาจักร” เมื่อบัดนั้น

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้จัดชุมชนขนาดเล็กในชื่อต่างๆ เช่นที่เรียกว่า คุ้ม บาง หมู่ และบ้านต่างๆ นั้นให้เป็น “หมู่บ้าน” บางหมู่บางคุ้มมีขนาดใหญ่และเรียกกันมาแต่ก่อนว่าแขวงก็ตั้งให้เป็นตำบล ส่วนที่เป็นชุมชนขนาดใหญ่และมีความเจริญพอควรในลักษณะที่ในสมัยนั้นเรียกว่า “เมือง” หรือ “นคร” นั้น ก็ทรงตั้งให้เป็นอำเภอและจังหวัด

น่าเสียดายที่หมู่บ้านและตำบลต่างๆ ไม่ได้รับการพัฒนาเท่าใดนัก เพราะถึงทุกวันนี้ก็ยังทำงานเหมือนว่ามี “ศักดินา” ของมหาดไทยเองนั่นแหละที่ครอบงำ เพราะยังคงเป็นแค่ “เจ้าพนักงานปกครองท้องที่” ที่เป็นลูกไล่ของนายอำเภอและปลัดอำเภอทั้งหลาย เพราะนี่ถ้ามหาดไทยไม่หวงอำนาจ ยกระดับหมู่บ้านตำบลให้เป็นการปกครองท้องถิ่นมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 องค์กรปกครองท้องถิ่นจำพวก อบต.และ อบจ.ก็คงไม่ได้เกิด

โครงการประกวดคณะกรรมการหมู่บ้านที่มีผลงานดีเด่น หรือที่พยายามสร้างคำเก๋ๆ มาเรียกว่า “บ้านฉันมีดี” นี้ คงจะมาไถ่บาปความผิดพลาดของคณะราษฎรในครั้งกระนั้น (นี่เป็นจินตนาการ หรือ “มโน” ที่ย้อนอดีตไปด้วยความคิดของผู้เขียนเอง) เพราะพยายามที่จะยกระดับความสำคัญของผู้ใหญ่บ้าน ที่ทุกวันนี้ดูจะถูกท้องถิ่นคือ อบต.และ อบจ.ทั้งหลาย “กลืนกิน”

แต่ก็ปรากฏว่าการปกครองในชุมชนท้องถิ่นของไทยขณะนี้ กลายเป็นในรูปแบบที่คนมหาดไทยเรียกว่า “เสือตัวละสีสองตัวอยู่ในถ้ำเดียวกัน” คือ เสือนักปกครองท้องที่กับเสือนักปกครองท้องถิ่น ปรากฏว่าส่วนใหญ่ในหลายๆ พื้นที่ หมู่บ้านและตำบลกับองค์กรปกครองท้องถิ่นต่างก็รักใครกันดี จนเกิดการปกครองแบบใหม่ แบบ “ทูอินวัน” ที่เสือสองตัวนี้อยู่ในถ้ำเดียวกันได้

หลายหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านก็ปกครองท้องที่ทำงานให้มหาดไทยไป แต่คนในบ้านเอง เช่น เมียและลูกก็เป็นผู้บริหารท้องถิ่นไปพร้อมๆ กัน เช่น เป็นนายกฯ หรือรองนายกฯ อบต. เป็นสมาชิก อบต. กระทั่งเป็นเจ้าหน้าที่หรือปลัด อบต. ก็มาช่วยกันพัฒนาหมู่บ้านตำบล ซึ่งก็ได้ผลดีมาก

อยากจะคุยถึงความเปลี่ยนแปลงของการปกครองในระดับตำบลหมู่บ้านก็มีเนื้อที่ไม่พอ ถ้ามีโอกาสจะนำมาขยายความให้ละเอียด เพราะเป็นแนวโน้มที่น่าสนใจและอาจจะส่งผลดีถึงการปกครองในระดับชาติที่เรากำลังจะปฏิรูปอยู่นี้ด้วย ทั้งนี้ต้องขอเฉลย “สุโค” ว่าคืออะไรก่อน

ผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งพอถามถึงการเลี้ยงสัตว์ แกตอบควบสุกรและโคเข้าด้วยกัน

ร้องเป็นเพลงผู้ใหญ่ลี พ.ศ.นี้ก็ต้องร้องว่า “สุโคนั้นไซร้ก็คือหมูและวัวธรรมดาๆ” (ฮา)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท