
คสช.กับครม.
ถึงวันนี้แม้ว่าเราจะยังไม่เห็นโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ก็คงจะเดากันออกพอสมควรว่าจะมีใครอยู่ใน ครม.บ้าง
มาถึงวันนี้แม้ว่าเราจะยังไม่เห็นโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ก็คงจะเดากันออกพอสมควรว่าจะมีใครอยู่ใน ครม.บ้าง เช่น บรรดาท่านทั้งหลายที่อยู่ในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ท่านที่ปรึกษาจำนวนหนึ่ง ท่านที่ลาออกจากการเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวนหนึ่ง ที่เหลือท่านทั้งหลายจำนวนหนึ่งก็อาจจะรู้ หรือพอจะคาดเดาได้ ซึ่งโดยรวมก็คงจะเป็น ครม. 5 สี คือ เขียว น้ำเงิน ขาว กากี และอื่นๆ
แม้ว่ารัฐมนตรีท่านอื่นจะยังไม่มีความชัดเจน อย่างมากก็เป็นข่าว และเป็นการคาดเดา แต่บุคคลหนึ่งใน ครม.ที่เรารู้แน่ ก็คือนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็เป็นท่านเดียวกันกับหัวหน้า คสช. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งได้เคยพูดถึงไปแล้วในเรื่องความสมมาพาควรที่จะนั่งควบ 2 ตำแหน่งนี้ไปในหลายวาระ แม้ประชาชนจะเทใจให้ ก็ไม่ได้จะแปลว่าสิ่งอันไม่เหมาะ จะกลายเป็นสิ่งอันเหมาะไปได้ หลักการทั้งหลายประดามีที่จะทำให้สิ่งที่คิด พูด ทำ แตกต่าง โดยเฉพาะจากคนที่ถูกกล่าวหาว่าเช่นนั้นไม่ดี เช่นนี้แย่ ก็จะต้องชัดเจน แต่ก็แล้วแต่วิจารณญาณ และความพอใจของส่วนรวมก็แล้วกัน
เมื่อนายกฯ เป็นคนคนเดียวกัน แน่นอนก็ย่อมต้องพูดภาษาง่ายๆ ว่าคนหนึ่งคนสวมหัวโขนสองหัว ซึ่งเมื่อพิจารณาการทำงานของผู้คนทั้งหลาย โดยเฉพาะผู้นำตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาจวบจนอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ก็คงจะต้องมีหัวโขนหลายหัว หมวกหลายใบ เป็นธรรมดา หากแต่หัวโขนและหมวกเหล่านั้น จะต้องไม่ทับซ้อนกันจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน หรือไม่มีนัยเสมือนกันจนไม่ทราบจะแยกกันอย่างไร ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ดูแล้วตำแหน่งนายกฯ และหัวหน้า คสช. ที่เป็นคนคนเดียวกันนี้อาจจะเข้าข่ายลักษณะเช่นว่า
ลองพิจารณาบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 บางมาตราดู ยกตัวอย่างเช่น วรรค 3 ของมาตรา 42 ระบุว่า “ในกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นว่าคณะรัฐมนตรีควรดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ในมาตรา 19 ในเรื่องใด ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแจ้งให้คณะรัฐมนตรีทราบ เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป”
มาตรา 19 ที่ถูกกล่าวอ้างในมาตรา 42 วรรค 3 นี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับนายกฯ นับตั้งแต่การบัญญัติการที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเรื่องหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน การดำเนินการให้มีการปฏิรูปในด้านต่างๆ ส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ ซึ่งเหล่านี้ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของ คสช.อยู่เช่นกัน แต่ก็เอาตามมาตรา 42 ที่ คสช.จะแจ้งให้ ครม.ทราบ ซึ่ง คสช.กับ ครม.ที่ว่านี้ก็อาจองคาพยพจะเป็นเดียวกัน เกือบแทบจะเป็นเนื้อเดียว หรืออย่างน้อยก็หัวขบวน
ที่น่าสนใจประการหนึ่งของมาตรา 19 คือ วรรค 3 ที่ระบุว่า “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติถวายคำแนะนำตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่เสนอโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำ”
สรุปคือ หัวหน้า คสช.เสนอให้ปลดนายกฯ นั่นเอง ซึ่งในตอนนี้อุปมาคือ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช.เสนอให้ปลด พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกฯ ซึ่งหากเทียบกับสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร ก็คือการปฏิวัติตนเอง ไม่ทราบว่าจะเกิดได้หรือไม่ หรือภายใน คสช.จะใช้วิธีการอื่น เช่น ลงมติกันโดยเสียงข้างมาก อันนี้ฟังดูคงจะแปลกๆ ปนขบขัน หรือกลายเป็นเรื่องเสียดสีไปเลยทีเดียว







