
รฟม.ติดเครื่องหารายได้ ตั้ง5บริษัทธุรกิจรถไฟฟ้า
รฟม.ฝันรายได้ทะลุ 2 หมื่นล้าน หากตั้งบริษัทธุรกิจรถไฟฟ้า เสนอแก้กฎหมายเพื่อลงทุนที่ดิน
รฟม.ฝันรายได้ทะลุ 2 หมื่นล้าน หากตั้งบริษัทธุรกิจรถไฟฟ้า เสนอแก้กฎหมายเพื่อลงทุนที่ดิน
นายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการเพิ่มขีดความสามารถของ รฟม.พบว่า หาก รฟม.สามารถจัดตั้งบริษัทธุรกิจรถไฟฟ้า 5 บริษัท คือ 1.สายธุรกิจการบริหารสถานี 2.สายธุรกิจโฆษณา 3.สายธุรกิจตั๋วร่วมและขนส่งเสริม 4.สายธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และ 5.สายธุรกิจการเดินรถ ให้แล้วเสร็จภายในปี 2567 จะมีรายได้ไม่รวมค่าโดยสารถึง 2 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ช่วงที่ยังไม่มีการจัดตั้งบริษัททั้ง 5 กิจการ รฟม.ได้จัดตั้งหน่วยธุรกิจตั๋วร่วมและขนส่งเสริม ส่วนอีก 4 บริษัทจะจัดตั้งเป็นหน่วยธุรกิจรวมไปก่อน โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในปีนี้
นายยงสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ รฟม.ได้เสนอแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 เพื่อให้ รฟม.นำกิจการรถไฟฟ้ามาหารายได้ให้มีกำไรเพิ่มขึ้น เพราะการกำหนดให้การใช้หรือพัฒนาที่ดินที่มีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท ต้องขออนุมัติ ครม.นั้นต่ำเกินไป จึงต้องขอขยายมูลค่าในการนำที่ดินมาใช้ประโยชน์ โดยได้เสนอเรื่องไปยังกระทรวงคมนาคมเพื่อเสนอให้ ครม.พิจารณาต่อไป
นายยงสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้าโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิตสะพานใหม่คูคต ระยะทาง 19 กม. ได้กำหนดให้เอกชนที่ซื้อซองประกวดราคาทั้ง 31 ราย ยื่นซองในวันที่ 30 ก.ย.นี้ และคาดว่าจะคัดเลือกเพื่อเซ็นสัญญาได้ผู้ดำเนินการก่อสร้างได้ในไตรมาสแรกของปี 2558
สำหรับอัตราค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่บางซื่อ ระยะทาง 23 กม.นั้น คาดว่าจะเป็นระดับเดียวกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเฉลิมรัชมงคล คือ 16-40 บาท
ปัจจุบัน รฟม.มีส่วนแบ่งรายได้ค่าโดยสารและกิจการเชิงพาณิชย์จากสัมปทานบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (บีเอ็มซีแอล) ปีละ 70 ล้านบาท ส่วนในปี 2558 จะได้ส่วนแบ่งค่าโดยสารเพิ่มเป็น 5% หรือ 80 ล้านบาท/เดือน เมื่อรวมกับกิจการเชิงพาณิชย์ปีละ 50 ล้านบาท รายได้ของ รฟม.จากบีเอ็มซีแอลในปีหน้าจะเพิ่มเป็น 1,000 ล้านบาท
นายยงสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวเรื่องการเปลี่ยนคณะกรรมการตามมาตรา 13 ของพรบ.ร่วมทุน ปี 2535 ซึ่งมีนายรณชิต แย้มสอาด รองผู้ว่าร.ฟ.ม.(ด้านปฏิบัติการ) เป็นประธานเดิม และแต่งตั้งนายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล รองผู้ว่ารฟม.(วิศวกรรมและฝ่ายก่อสร้าง) ขึ้นมาทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนลงทุนงานระบบรถไฟฟ้าและรับจ้างดำเนินกิจการโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพงบางแค และช่วงเตาปูน ท่าพระ และโครงการรพไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่บางซื่อ แทนนั้น ตนยืนยันว่าไม่ใช่การกลั่นแกล้งหรือแซงแทรกการทำงานของคณะกรรมการแต่อย่างใด"การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการเป็นอำนาจของผู้ว่ารฟม. ซึ่งไม่มีวาระแต่เป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อความคล่องตัวในการทำงานตามปกติ ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า สาเหตุที่ผมเปลี่ยนตัวคณะกรรมการม. 13 ในส่วนของ รฟม. เพราะคณะกรรมการ ม.13 เดิมเห็นว่าควรใช้วิธีเปิดประมูลเพื่อคัดเลือกเอกชนเข้ามารับงานเพื่อความโปร่งใส มากกว่าการใช้วิธีเจรจาตรงกับบีเอ็มซีแอลนั้น ไม่จริง เพราะคณะกรรมการชุดเก่ายังไม่มีข้อสรุปว่าควรเปิดประมูล อีกทั้งการพิจารณาของกรรมการนั้นข้อมูลไม่เพียงพอ แต่บนพื้นฐานทั่วไปปกติจะต้องเปิดประมูล แต่เมื่อถามว่า เปิดประมูลหรือเจรจาอย่างไหนดีกว่ากัน ยังมีสำนักงานคณะกรรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงการคลังกลั่นกรองด้วยว่าควรใช้วิธีเปิดประมูลหรือเจรจาจึงจะเหมาะสม"นายยงสิทธิ์ กล่าวนายยงสิทธิ์ กล่าวว่า หากพิจารณาม.16 ของพ.ร.บ.ร่วมทุน ระบุไว้ว่า หากเห็นสมควรเจรจาจะต้องเป็นไปตามกรอบที่กำหนดของกฎหมาย ฉะนั้น ในการทำงานเพื่อความรวดเร็วตามนโยบายของพล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ ประธานคณะกรรมการรฟม. ทางรฟม.จะตัองบูรณาการวิธีการทำงานทั้งหมด อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบของคณะกรรมการม.13 มีทั้งหมด 12 คน เป็นกรรมการจากรฟม.เพียง 2 คนคงไม่สามารถไปควบคุมกรรมการหรือผู้ทรงคุณวุฒิที่เหลือได้







