
ปรับครม.เรียกความสดลุยเกมยาว
การตัดสินใจปรับ ครม.ของนายกฯ เที่ยวนี้จะช่วยปรับภาพลักษณ์หนุนให้รัฐบาลเดินหน้าต่อไปจนครบวาระ หรือจะยิ่งสร้างปัญหาความเป็นเอกภาพภายในรัฐบาล
การตัดสินใจปรับ ครม.ของนายกฯ เที่ยวนี้จะช่วยปรับภาพลักษณ์หนุนให้รัฐบาลเดินหน้าต่อไปจนครบวาระ หรือจะยิ่งสร้างปัญหาความเป็นเอกภาพภายในรัฐบาล
โดย...ทีมข่าวการเมือง
การออกมาจุดประเด็น “ปรับ ครม.” ในช่วงเข้าด้ายเข้าเข็มก่อน “ศึกซักฟอก” ไม่กี่วัน ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นเพียงแค่เทคนิคเบี่ยงประเด็น ลดแรงเสียดทานจาก “ปัญหารุมเร้า” ทั้งการสลายการชุมนุม และกรณีทุจริตที่จ่อคิวเข้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ยิ่งในวันที่ “เพื่อไทย” ปรับแผนดึงการต่อสู้ข้างถนนเข้ามาขยายแผลในการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร หวังสะท้อนภาพนายกฯ มือเปื้อนเลือดให้ประชาชนที่ติดตามรับฟังการถ่ายทอดสดทั่วประเทศได้รับทราบ หลังจาก “สื่อแดง” ถูกสกัดในช่วงที่ผ่านมา
เมื่อย้อนไปดูที่มาที่ไปของกระแสข่าวการปรับ ครม.เที่ยวนี้แม้จะเริ่มต้นจากข้อความในทวิตเตอร์ของ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกฯ จนต่อมาได้รับการยืนยันจากปากนายกฯ
“เดิมทีทางพรรคร่วมรัฐบาลได้เคยปรึกษาเรื่องการปรับ ครม.ว่าจะดำเนินการหลังการอภิปรายตั้งแต่ช่วงประชุมสมัยสามัญ แต่พอมีเหตุการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้น ต้องรอให้การอภิปรายสิ้นสุดแล้วมาคุยกันอีกที”
นั่นกลายเป็น “สัญญาณ” เริ่มต้นเข้าสู่กระบวนการปรับ ครม.แบบเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับแรงกระเพื่อมภายในรัฐบาล สอดรับกับเสียงสะท้อนจากทั้งในพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล ต่างเห็นตรงกันว่ายังไม่อยากให้ปรับ ครม. ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่...
แง่หนึ่งการปรับ ครม.ในช่วงภายหลังการอภิปราย หากต้องปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีที่เพิ่งถูกอภิปราย ย่อมเท่ากับยอมรับว่ารัฐมนตรีคนนั้นๆ มีความผิดจริง และจะส่งผลต่อไปถึงผลการเลือกตั้งครั้งหน้าที่ใกล้จะมาถึง
อีกแง่หนึ่ง การปรับ ครม.ย่อมสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อการจัดคิวเก้าอี้รัฐมนตรีที่มีน้อยกว่าความต้องการ จนนำมาสู่การแย่งชิงและความขัดแย้งในที่สุด ยิ่งหากจัดการไม่ดีย่อมส่งผลลุกลามต่อเสถียรภาพภายในรัฐบาล
แต่ประเมินแล้วสุดท้ายนายกฯ ยังจำเป็นที่จะต้องเดินหน้าการปรับ ครม.หลังการอภิปราย ซึ่งไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เมื่อเงื่อนเวลาขณะนี้ตรงกับ “เส้นตาย” ตรวจการบ้านที่นายกฯ เคยกำหนดไว้ว่าจะประเมินผลการบริหารงานครบ 1 ปี
ถึงวันนี้ล่วงเลย “เส้นตาย” มาถึง 5 เดือน จึงน่าจะเป็นโอกาสให้ได้พิจารณาวัดผลการทำงานบนเก้าอี้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวง เพื่อสลับปรับเปลี่ยนและขยับรัฐมนตรีตามผลงานที่นายกฯ กำหนดไว้เป็นกติกาตั้งแต่แรกรับตำแหน่ง
แต่ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่เมื่อความบอบช้ำจากการบริหารงานฝ่า “มรสุม” ตั้งแต่รับตำแหน่งเป็นเวลาปีกว่า ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตความขัดแย้ง จนมาถึงการสลายการชุมนุม จน ครม.ต่างสะบักสะบอมไปตามๆ กัน
การได้ปรับ ครม.ประแป้ง แต่งตัว ปรับโฉม เพิ่มความสดใหม่ จึงเป็นอีกทางออกสำหรับรัฐบาลที่จะช่วยลดแรงเสียดทานกับการเดินหน้าฝ่าวิกฤตหลังจากนี้ ไม่ให้ต้องจมปลักอยู่กับแผลเดิมๆ หรือย่ำเหยียบอยู่บนความจำเจทางความรู้สึก
อีกด้าน การปรับ ครม.ยังเป็นการเปิด“รูระบาย” ภายในพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งยังมีบรรดาแคนดิเดตจ่อคิวเก้าอี้รัฐมนตรีหลายคน ซึ่งแปรสภาพกลายเป็นคลื่นใต้น้ำ รอจังหวะออกมาแสดงอาการปั่นป่วนเป็นระยะตลอดเวลาในช่วงที่ผ่านมา
แม้คลื่นใต้น้ำจะไม่ค่อยแสดงอาการในช่วงที่ผ่านมา เพราะเชื่อมั่นใน “สัญญาใจ” ที่พร้อมรอให้ถึงวันที่นายกฯ ตัดสินใจปรับ ครม. แม้จะต้องคอยลุ้นว่ารัฐบาลจะเพลี่ยงพล้ำไปกับมรสุมต่างๆ จนต้องมีอันเป็นไปก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยน ครม.หรือไม่
ทว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการหมุนเวียนเก้าอี้ให้บรรดาคนเคยอกหัก ไม่ว่าจะเป็น นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ องอาจ คล้ามไพบูลย์ จุติ ไกรฤกษ์ เฉลิมชัย ศรีอ่อน ฯลฯ แตะมือเข้ามานั่งเก้าอี้รัฐมนตรี ในเมื่อยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะปรับรัฐมนตรีคนไหนออกจากตำแหน่งบ้าง ยิ่งในสถานการณ์ที่ประเมินแล้วอาจเป็นการปรับ ครม.ครั้งสุดท้าย
เมื่อดูตำแหน่งรัฐมนตรีหลักๆ ไม่ว่าจะ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ซึ่งอาจจะปรับเปลี่ยนได้ยาก เพราะจะส่งผลถึงภาพลักษณ์ของรัฐบาล
เป้าหมายจึงต้องอยู่ที่กระทรวงรองลงมา ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ของ อิสสระ สมชัย กระทรวงวัฒนธรรม ของ ธีระ สลักเพชร กระทรวงแรงงาน ของ ไพฑูรย์ แก้วทอง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ฯลฯ
ขณะที่ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลแทบไม่มีใครต้องการขยับเก้าอี้ในช่วงนี้ ทั้งพรรคภูมิใจไทยที่เพิ่งปรับไปไม่นาน จึงไม่ต้องการปรับเพิ่มเติม หรือพรรคเพื่อแผ่นดินที่ไม่คิดจะเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี
มีเพียงแต่พรรคชาติไทยพัฒนา ที่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ต้องการวางมือพร้อมดัน ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ ลูกชาย ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีแทน แต่ปัญหาที่พรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธเงื่อนไขของพรรคชาติไทยพัฒนาต้องการจะรักษาโควตารองนายกฯ เพิ่มเติมจากเก้าอี้รัฐมนตรีใหม่ ทำให้ไม่ได้ข้อยุติ
ทว่า จับอาการขณะนี้เป้าหมายของนายกฯ อภิสิทธิ์ ต้องการจะ “ปรับใหญ่” เกลี่ยเก้าอี้ รื้อโควตารัฐมนตรีกันใหม่หมด เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้รัฐบาล ที่จะต้องเดินหน้าภารกิจฟื้นฟูประเทศต่อจากนี้ไป
แต่สุดท้ายดูจะเป็นเรื่องยาก เพราะการเข้าไปเขย่าโควตาของพรรคร่วมรัฐบาลย่อมสร้างแรงสั่นสะเทือนภายในรัฐบาล แม้จะเป็นช่วงปิดสมัยประชุมสภาที่รัฐบาลไม่ต้องพึ่งพาเสียงโหวตในการประชุม แต่ทว่ายังมีการพิจารณางบประมาณที่ยังเป็นตัวประกันไม่ให้รัฐบาลกล้าหักดิบพรรคร่วมรัฐบาล
สุดท้ายคงต้องติดตามต่อไปว่าการตัดสินใจปรับ ครม.ของนายกฯ เที่ยวนี้จะช่วยปรับภาพลักษณ์หนุนให้รัฐบาลเดินหน้าต่อไปจนครบวาระ หรือจะยิ่งสร้างปัญหาความเป็นเอกภาพภายในรัฐบาล กลายเป็นชนวนปัญหาใหม่หรือไม่!!!







