ยกแรกมาร์ค-สุเทพ รอด คดีสลายเสื้อแดง
กลายเป็นที่น่าสนใจไม่น้อยกับคำสั่งของศาลอาญา เมื่อวันที่ 28 ส.ค. ที่ยกฟ้อง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกรัฐมนตรี และ “สุเทพ เทือกสุบรรณ”
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กลายเป็นที่น่าสนใจไม่น้อยกับคำสั่งของศาลอาญา เมื่อวันที่ 28 ส.ค. ที่ยกฟ้อง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกรัฐมนตรี และ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตรองนายกฯและผู้อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในคดีการสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยมีเหตุผลมาจากการที่อัยการฟ้องคดีผิดศาลและพนักงานสอบสวน คือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ไม่มีอำนาจทำคดีตั้งแต่ต้น
“แม้อัยการโจทก์จะกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองได้ออกคำสั่ง ศอฉ. ที่ให้ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ อาวุธและกระสุนจริง รวมทั้งพลแม่นปืนในการผลักดันผู้ชุมนุม หรือกระชับพื้นที่หรือสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช. ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 19 พ.ค. 2553 โดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวนั้นก็เกี่ยวพันกับการที่จำเลยทั้งสองใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่ราชการในฐานะนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี รวมทั้ง ผอ.ศอฉ. ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ด้วย ไม่ใช่การกระทำทางอาญาที่กระทำโดยส่วนตัวหรือนอกเหนือหน้าที่ราชการ...
...ดังนั้นจึงเป็นการกระทำที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งราชการด้วยเป็นการกระทำกรรมเดียวที่ควรพิจารณาไปในวาระเดียว ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีอำนาจไต่สวน และหาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดก็ต้องยื่นฟ้องคดีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตาม พ.ร.บ.ว่าการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่ ป.ป.ช.มีอำนาจไต่สวนชี้มูลความผิดเกี่ยวกับการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลนี้ จึงพิพากษายกฟ้อง ญาติผู้ตายที่เป็นผู้เสียหายไม่อาจเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้” สาระสำคัญจากคำสั่งยกฟ้องของศาลอาญา
สำหรับที่มาที่ไปของการวินิจฉัยของศาลในประเด็นนี้ มาจากการที่ “อภิสิทธิ์สุเทพ” ได้ขอให้ศาลวินิจฉัยว่าดีเอสไอมีอำนาจสอบสวนคดีนี้หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามต่อสู้มาตลอดตั้งแต่คดียังอยู่ในระหว่างการไต่สวนของดีเอสไอและอัยการสูงสุด แต่ไม่เป็นผลจนมาถึงการหยิบประเด็นนี้มาเป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาลอาญา
ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันมาตลอดว่าดีเอสไอไม่มีอำนาจทำคดีดังกล่าวและอัยการก็ไม่มีอำนาจที่จะพิจารณาว่าจะส่งฟ้องศาล เนื่องจากอัยการสูงสุดเคยวางหลักการเอาไว้เมื่อปี 2556 ว่าดีเอสไอไม่มีอำนาจไต่สวนคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังจากอัยการสูงสุดมีความเห็นไม่สั่งฟ้อง “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” ในกรณีที่ดีเอสไอได้ส่งคดีการต่อสัญญาการเดินรถไฟฟ้าของบีทีเอสโดยมิชอบ ซึ่งครั้งนั้นอัยการให้เหตุผลว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.
ดังนั้น เท่ากับว่าเส้นทางของคดีต่อไปจะกลับมาอยู่ในมือ ป.ป.ช.อย่างเต็มตัวอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้มีแรงกดดันจากฝ่ายพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงกดดันให้ ป.ป.ช.ยุติการไต่สวนคดีนี้ เนื่องจากเห็นว่าจะไปซ้ำซ้อนกับการพิจารณาของศาล จน ป.ป.ช.ต้องมีมติออกมาว่าตัวเองยังมีอำนาจหน้าที่ไต่สวนคดีนี้
โดยล่าสุดคณะอนุกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ช. ที่มี “วิชา มหาคุณ” กรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธานได้รับทราบถึงคำสั่งยกฟ้องในคดีนี้ของศาลอาญาแล้วและเตรียมเดินหน้าไต่สวนคดีการสลายการชุมนุมต่อไป และจะเชิญอภิสิทธิ์และสุเทพมาให้ข้อมูลในเร็วๆ นี้ ก่อนพิจารณาว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่
ส่วนบรรทัดฐานการวินิจฉัยคดีของ ป.ป.ช. คือ การยึดหลักว่าด้วยการระงับยับยั้งความเสียหาย โดยจะดูว่าเมื่อรัฐบาลในขณะนั้นได้ใช้อำนาจสั่งสลายการชุมนุมจนเป็นเหตุให้มีการปะทะกันและเกิดการสูญเสียชีวิต แล้วได้มีการใช้อำนาจเพื่อระงับความสูญเสียหรือไม่ หรือในเมื่อเกิดความเสียหายแล้วทำไมรัฐบาลถึงไม่ใช้อำนาจเพื่อเหมือนกับที่ ป.ป.ช.ได้พิจารณาคดีการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก่อนหน้านี้
ในกรณีถ้า ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหาและเห็นการแก้ข้อกล่าวหาของทั้งสองคนฟังไม่ขึ้น จะทำให้ ป.ป.ช.ต้องส่งเรื่องให้กับอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป แต่หากเกิด ป.ป.ช.เห็นว่าการกระทำของอภิสิทธิ์และสุเทพไม่เข้าข่ายความผิดทางอาญาในทุกพฤติการณ์ก็เท่ากับว่าเป็นอันปิดคดี







