posttoday
กฏหมายทวงหนี้ชะลอได้แต่อย่าให้แท้ง

กฏหมายทวงหนี้ชะลอได้แต่อย่าให้แท้ง

29 สิงหาคม 2557

ผลักดันกฎหมายทวงหนี้กันมานาน ในที่สุดก็ตกม้าอีกแล้ว ตัวร่างกฎหมายหลุดออกจากพระราชบัญญัติเร่งด่วน 10 ฉบับ

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงษ์

ผลักดันกฎหมายทวงหนี้กันมานาน ในที่สุดก็ตกม้าอีกแล้ว ตัวร่างกฎหมายหลุดออกจากพระราชบัญญัติเร่งด่วน 10 ฉบับของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งที่เตรียมจะนำกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 28 ส.ค.นี้

ก่อนหน้าที่จะนำกฎหมายทวงหนี้เข้าสู่การพิจารณาของ สนช.นั้น ได้มีการเชิญหน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สภาทนายความแห่งประเทศไทย มาถกเถียงกัน ในที่สุดก็พบว่ายังมีหลายมาตราที่ยังไม่มีความชัดเจน และเห็นตรงกันว่าควรนำร่างกฎหมายฉบับนี้ไปปรับปรุงและเพิ่มรายละเอียด

โดยเฉพาะความต้องการให้กฎหมายฉบับนี้ให้ความคุ้มครองครอบคลุมถึงการทวงหนี้นอกระบบด้วย เนื่องจากเสียงประชาชนส่วนใหญ่เรียกร้องให้มีกฎหมายคุ้มครองลูกหนี้ที่ถูกทวงหนี้จากเจ้าหนี้นอกระบบอย่างไม่เป็นธรรม

ด้านตัวแทนสภาทนายความและเนติบัณฑิตยสภา แสดงความไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะหากเป็นหนี้ในระบบ หรือหนี้ที่กู้จากสถาบันการเงินนั้น ปัจจุบันก็มีกฎหมายหลายฉบับที่ครอบคลุมการทวงหนี้อยู่แล้ว นอกจากนี้ในศาลมีปัญหาหนี้นอกระบบเพียง 78 คดีเท่านั้น ขณะที่ส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ในระบบสถาบันการเงินที่มีกฎหมายเฉพาะควบคุมดูแลอยู่ โดยบางส่วนเห็นว่าควรบรรจุเรื่องการทวงหนี้ไว้ในกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคแทน

สำหรับมุมมองของ ประชา ชัยสุวรรณ ประธานชมรมผู้ติดตามหนี้ที่เป็นธรรม เห็นว่า พ.ร.บ.ทวงถามหนี้นี้ยังไม่มีความชัดเจนหลายอย่าง เช่น ห้ามข่มขู่ เสียดสี ประจาน ซึ่งถ้าเจ้าหนี้บอกว่าไม่จ่ายหนี้จะต้องถูกปรับอย่างนี้ จะถือว่าข่มขู่หรือไม่ หรือการโทรไปทวงหนี้ที่ทำงาน จะถือว่าเป็นการประจานหรือไม่ ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นความเสี่ยงที่ผู้ทวงหนี้จะกระทำผิดกฎหมายได้ และมีโทษถึงจำคุกและปรับ

“ถามตรงไปตรงมาใครได้ประโยชน์จาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้กันแน่ ซึ่งหากมีการทวงหนี้ลำบาก และทวงหนี้แล้วมีโอกาสที่จะติดคุก เจ้าหนี้ก็จะใช้วิธีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับลูกหนี้เพียงอย่างเดียว” ประชา กล่าว

ในขณะเดียวกัน บริษัทติดตามหนี้ในระบบนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นสำนักงานทนายความและมีทนายความเป็นผู้ติดตามหนี้ ซึ่งทนายความก็มีตัวบทกฎหมาย และมีสภาทนายความติดตามดูแลมารยาทของทนายความอยู่แล้ว ซึ่งหากทำผิดกฎมีการลงโทษเพิกถอนใบอนุญาตทนายความได้

ทั้งนี้ สิ่งที่รัฐบาลควรเน้นคือการออกกฎหมายเพื่อควบคุมหนี้นอกระบบมากกว่า เพราะมีการติดตามทวงหนี้ที่ใช้วิธีการทำลายสินทรัพย์และทำร้ายร่างกายของลูกหนี้ ขณะที่บริษัทติดตามทวงหนี้ส่วนใหญ่ที่อยู่ในระบบ จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบการติดตามทวงหนี้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดอยู่แล้ว

ที่ผ่านมาแม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยพยายามที่จะผลักดันให้มีการจัดตั้งนาโนไฟแนนซ์ หรือไมโครไฟแนนซ์ โดยชักจูงให้เจ้าหนี้นอกระบบมาจัดตั้งบริษัทปล่อยเงินกู้รายย่อยให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งประชามองว่าอย่างไรก็เกิดขึ้นได้ยาก แม้ว่า ธปท.จะอนุญาตให้คิดอัตราดอกเบี้ยถึง 36% ต่อปี เพราะหากลูกหนี้ไม่จ่ายหนี้ ที่สุดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้อง ซึ่งศาลคงพิจารณาให้คิดอัตราดอกเบี้ย 7.5% ทำให้ไม่มีใครต้องการมาจัดตั้งบริษัทปล่อยเงินกู้ให้รายย่อย เพราะมีความเสี่ยงทั้งเงินที่ปล่อยกู้จะกลายเป็นหนี้สูญ รวมทั้งความเสี่ยงที่จะต้องถูกดำเนินคดีจากการติดตามทวงหนี้

อย่างไรก็ตาม มีหลายกระแสระบุว่ากฎหมายฉบับนี้ถูกหลายฝ่ายพยายามขัดขวาง ไม่ต้องการให้กฎหมายทวงหนี้คลอดออกมา เพราะมองว่าเป็นกฎหมายที่ให้สิทธิคุ้มครองลูกหนี้มากเกินไป ซึ่งตามหลักการแล้ว เมื่อเป็นหนี้ก็ต้องจ่าย ถ้าจ่ายไม่ได้ก็ต้องมีการพูดคุยกัน ถ้าการพูดคุยตกลงไม่ได้ก็มีกฎหมายที่สามารถจะฟ้องร้องได้อยู่แล้ว

นอกจากนี้ การทวงหนี้ในระบบนั้น ส่วนใหญ่เจ้าหนี้เป็นสถาบันการเงินจะว่าจ้างบริษัทภายนอกทำการติดตามทวงหนี้และมีกฎกติกามารยาทการทวงหนี้ มีเงื่อนไขที่ชัดเจน ภายใต้การดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ในฐานะกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ แต่ก็มีข้อบกพร่องว่ากฎระเบียบการทวงหนี้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดนั้น ไม่มีบทลงโทษ หากมีการร้องเรียนว่ามีการติดตามทวงหนี้ด้วยการกระทำการที่ไม่เหมาะสม ก็ทำได้แค่กล่าวว่าตักเตือนไปยังธนาคารพาณิชย์ที่เป็นผู้ว่าจ้างเท่านั้น ซึ่งธนาคารพาณิชย์อาจจะพิจารณาทบทวน หรือเพิกถอนการว่าจ้างบริษัทติดตามหนี้ เพราะหากทวงหนี้ที่เหมาะสม หยาบคาย จะส่งผลกระทบกับภาพลักษณ์ของธนาคารพาณิชย์นั่นเอง

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญในการผลักดันกฎหมายทวงหนี้ นอกจากจะให้มีการติดตามทวงหนี้อย่างเหมาะสม รวมทั้งมีบทลงโทษบริษัททวงหนี้ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมแล้ว ยังมีความสำคัญที่ต้องการจะให้บริษัทติดตามหนี้มาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง สามารถตรวจสอบได้ โดยกระทรวงการคลังจะเข้ามามีอำนาจในการกำกับและตรวจสอบการทำงานของบริษัทติดตามหนี้ จากปัจจุบันที่ไม่มีกฎหมายหรือหน่วยงานใดเข้าไปกำกับตรวจสอบบริษัทติดตามหนี้

ที่สำคัญ หากเจาะลึกลงไปแล้วประเด็นปัญหาการทวงหนี้ในปัจจุบันที่ตรงจุดที่สุด สร้างความเดือดร้อนให้กับลูกหนี้อย่างมากคือ การทวงหนี้ของเจ้าหนี้นอกระบบและส่วนใหญ่มักจะกระทำผิดกฎหมาย

คำถามคือ จะทำอย่างไรให้บริษัทหรือเจ้าหนี้ที่ปล่อยเงินกู้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ

เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังได้พยายามเปิดโอกาสให้บริษัทที่ปล่อยเงินกู้นอกระบบมาจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการและปล่อยเงินกู้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งมีการผ่อนคลายการคิดดอกเบี้ย โดยให้คิดดอกเบี้ยได้สูงถึง 36% แต่กลับไม่มีใครมาสนใจยื่น ทำให้ต้องย้อนถามว่าเจ้าหนี้นอกระบบกลุ่มนี้กลัวอะไร จึงไม่มาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง

ฉะนั้น หากจะมีการแก้ไขปัญหาการทวงหนี้ที่ไม่เป็นธรรมจริง ภาครัฐก็ต้องใช้ไม้แข็ง ต้องกล้าที่จะเฆี่ยนหรือหวดให้เจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบให้ได้ ต้องมีการกวาดล้างอย่างจริงจัง ทำให้เจ้าหนี้นอกระบบหวาดกลัว และรู้สึกไม่คุ้มที่จะปล่อยเงินกู้นอกระบบ ขณะเดียวกันก็ต้องใช้ไม้อ่อนมีมาตรการจูงใจให้เจ้าหนี้นอกระบบเข้ามาสู่ในระบบ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก

ในขณะเดียวกัน ก็ต้องสร้างจิตสำนึกให้ลูกหนี้ด้วยว่า เมื่อเป็นหนี้ก็ต้องชำระคืน เพราะก่อนจะกู้หนี้ก็ย่อมรู้กติกาเงื่อนไขการชำระหนี้ รวมทั้งรู้ว่าไม่ว่าจะกู้เงินนอกระบบหรือในระบบจะต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราเท่าไหร่ ขณะเดียวกันภาครัฐเองก็ต้องหาทางทำให้ลูกหนี้เข้าถึงสินเชื่อในระบบให้ได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม การชะลอการออกกฎหมายทวงถามหนี้ออกไป หากเป็นไปเพื่อจะได้พิจารณาทบทวนให้รอบคอบมากที่สุด ไม่ทำให้กฎหมายที่ออกมาเกิดผลข้างเคียงกับผู้ที่ทำธุรกิจถูกกฎหมายอยู่แล้ว ขณะเดียวกันก็สามารถแก้ปัญหาที่ถูกร้องเรียนได้ก็สมควรที่จะชะลอออกไป

แต่ก็ไม่ใช่ว่าชะลอไปจนหายไปจากระบบ ปล่อยลูกหนี้ฝันค้างเหมือนที่ผ่านมา

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง