posttoday
ความเชื่อมั่นหดทำโลกซึมถึงยุคผู้บริโภคเน้น"ประหยัด"

ความเชื่อมั่นหดทำโลกซึมถึงยุคผู้บริโภคเน้น"ประหยัด"

28 สิงหาคม 2557

ตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในบรรยากาศคึกคักขึ้นมาทันที หลังจากที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดตลาดเมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา

โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์

ตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในบรรยากาศคึกคักขึ้นมาทันที หลังจากที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดตลาดเมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้นพร้อมทุบสถิติใหม่ด้วยการไปอยู่ในระดับเหนือ 2,000 จุดเป็นครั้งแรก อันเนื่องมาจากข้อมูลทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่ส่งสัญญาณฟื้นตัวสดใสที่เปิดเผยในวันเดียวกัน

คอนเฟอร์เรนซ์ บอร์ด ซึ่งเป็นองค์กรด้านการสำรวจและวิจัยในสหรัฐ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐในเดือน ส.ค. ดีดตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่ 92.4 จุด ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบเกือบ 7 ปี

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความเชื่อมั่นของสหรัฐจะสดใสอาจจะบ่งบอกถึงว่า เศรษฐกิจพี่ใหญ่อย่างสหรัฐกำลังฟื้นตัว คนหันมาจับจ่าย ซึ่งน่าจะเป็นตัวนำพาเศรษฐกิจโลกให้เติบโตขึ้นได้ ทว่า หากมองในสภาพความเป็นจริงแล้ว ยังมีปัจจัยที่ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งเป็นชาติที่มีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ให้สะดุดและไม่เติบโตดีเท่าที่ควร

เห็นได้จากปัจจัยสำคัญ คือ ค่าจ้าง โดยผลสำรวจจากคอนเฟอร์เรนซ์ บอร์ด เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา พบว่า จำนวนผู้บริโภคที่คาดหวังว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นนั้นลดลงเหลือเพียง 15.5% และจำนวนผู้บริโภคถึง 11.9% เห็นว่าค่าจ้างจะปรับตัวลดลง จากเดิมที่เดือนก่อนหน้าอยู่ที่ 11.1%

ยิ่งไปกว่านั้น การเติบโตของค่าจ้างที่แท้จริง ซึ่งหมายถึงค่าจ้างที่เปรียบเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ มีการขยายตัวเพียงแค่ 0.5% เท่านั้น นับตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งนับว่าเติบโตต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของการเติบโตของค่าจ้างที่แท้จริงจากการฟื้นตัวจากวิกฤตทางเศรษฐกิจที่อยู่ที่ระดับ 9.2%

“ตัวเลขของค่าจ้างตามตัวเลข และค่าจ้างที่แท้จริงชี้ให้เห็นว่า สภาพของตลาดแรงงานยังคงอ่อนแอมากกว่าที่ถูกบ่งชี้โดยอัตราการว่างงานในปัจจุบัน” เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แถลงเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่แจ็กสัน โฮลล์

ทั้งนี้ แม้ว่าอัตราการว่างงานของสหรัฐจะปรับตัวลดลงไปอยู่ที่ 6.2% และยอดการจ้างงานเพิ่มในแต่ละเดือนจะอยู่ที่ราว 2.3 แสนตำแหน่ง ทว่า ในสภาพความเป็นจริงตลาดแรงงานยังคงอ่อนแอ โดยงานวิจัยจาก เฟด สาขาชิคาโก ระบุว่า ตลาดแรงงานที่ยังคงอ่อนแอเป็นปัจจัยที่ทำให้ค่าจ้างที่แท้จริงไม่กระเตื้อง เพราะการวิจัยที่ศึกษาวิกฤตทางเศรษฐกิจในอดีตนั้นบ่งชี้ว่า เมื่อตลาดแรงงานฟื้นตัวอย่างเต็มที่จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ค่าจ้างที่แท้จริงเพิ่มขึ้น

ดังนั้นแล้ว ค่อนข้างเป็นที่แน่ชัดว่าท่าทีของผู้ว่าการเฟดหญิงอาจจะนำตัวเลขค่าจ้างที่แท้จริงเข้ามาร่วมในการประเมินสภาพเศรษฐกิจ เพื่อใช้ในการพิจารณาปรับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยด้วย

และแน่นอนว่า เมื่อรายได้ของของผู้บริโภคยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัวก็จะย่อมส่งผลกระทบต่ออารมณ์ในการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หลักฐานที่เห็นได้ชัดก็คือ การคาดการณ์ยอดการซื้อบ้านที่คาดว่าจะปรับตัวลดลง 3% ในปีนี้ ขณะเดียวกันตัวเลขค้าปลีกในสหรัฐเดือน ก.ค. ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 0.04% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งนับว่าเป็นการขยายตัวในระดับที่ต่ำที่สุดตั้งแต่เดือน ม.ค.

ไม่เพียงเท่านั้น ปัจจัยที่สองที่เห็นได้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังอ่อนแอ ก็คือ อัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นตัวเลขที่บ่งบอกถึงสัดส่วนของชาวอเมริกันอายุมากกว่า 16 ปี ที่ได้รับการจ้างงาน หรือว่างงานแต่กำลังหางาน อยู่ที่ 62.9% ในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นระดับที่ใกล้ระดับต่ำที่สุดตั้งแต่เดือน มี.ค. 1978 หรือต่ำสุดในรอบ 36 ปี ที่สะท้อนให้เห็นว่าชาวอเมริกันจำนวนมากยังอยู่นอกระบบแรงงาน

ส่วนเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน เมื่อดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เป็นตัวขับเคลื่อนการใช้จ่ายของผู้บริโภคของบรรดาชาติที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ๆ ยังอยู่ในอาการหนักข้อยิ่งกว่าสหรัฐ โดยแต่ละประเทศก็มีปัจจัยที่แตกต่างกันออกไป

เริ่มด้วยประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลกอย่าง “จีน” ที่ผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจีน โดยเวสต์แพ็ก ธนาคารในออสเตรเลีย และเอ็มเอ็นเอ สำนักข่าวการเงินในเยอรมนี พบว่า ในเดือน ส.ค. ปรับตัวลดลงไปอยู่ที่ 113.3 จุด ซึ่งนับว่าอยู่ต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ยถึง 6.8% อันเนื่องมาจากมุมมองเป็นบวกต่อสภาพการเงินในกระเป๋าตนเองลดลง และกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการจ้างงาน

“เมื่อสองเดือนที่แล้วตัวบ่งชี้ด้านการจ้างงานนั้นอยู่ในระดับที่สัมพันธ์กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางการในช่วงก่อนหน้านี้ ทว่า การลดมาตรการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องได้กระทบต่อมุมมองการจ้างงานในเดือน ก.ค. และ ส.ค. และในสภาพที่สภาวะทางการเงินมีความรัดกุมมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดเลยหากทางการจะประกาศชัยชนะกับแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ” ฮัว แมคเคย์ นักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศอาวุโส ของเวสต์แพ็ก ระบุ

ด้านพี่ใหญ่ของยูโรโซนอย่าง “เยอรมนี” ทาง จีเอฟเค บริษัทวิจัยตลาด เปิดเผยถึงตัวเลขการคาดการณ์ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเยอรมนี พบว่า อยู่ที่ 8.6 จุด ในเดือน ก.ย. ซึ่งนับว่าเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค.ปีที่แล้ว หรือต่ำสุดในรอบปีครึ่งเลยทีเดียว อันเนื่องมาจากความกังวลของผู้บริโภคจากกังวลเหตุการณ์ความตึงเครียดในอิรัก อิสราเอล และภาคตะวันออกของยูเครน รวมไปถึงผลกระทบที่ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น จากการที่ยุโรปออกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย

ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคใน 18 ประเทศ “ยูโรโซน” เดือน ส.ค. ที่เปิดเผยโดย คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็พบว่าปรับตัวลดลงไปอยู่ที่ –10 นับว่าลดลงจากเดิมที่อยู่ที่ –8.4 และเป็นระดับที่ต่ำที่สุดรอบ 5 เดือนด้วย โดยสาเหตุนั้นก็มาจากสถานการณ์ความตึงเครียดในยูเครนเช่นกัน

ยุโรปเป็นภูมิภาคที่มีการค้าในปริมาณมากกับรัสเซีย รวมไปถึงยังต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซและพลังงานในปริมาณมากอีกด้วย และจากการคว่ำบาตรต่อรัสเซียจากวิกฤตในยูเครน ตามรอยสหรัฐ ทำให้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่าการคว่ำบาตรครั้งนี้จะย้อนกลับมาทำร้ายเศรษฐกิจของยุโรปที่อยู่ในสภาพอ่อนแอเอง

ขณะเดียวกันสถานการณ์ในยูเครนยังคงเป็นไปในทิศทางที่ค่อนข้างตึงเครียด แม้ว่า ประธานาธิบดีปีโตร โปโรเชนโก ของยูเครน และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียจะพบกันแล้วก็ตาม โดยนักวิเคราะห์ก็ยังมองว่า การคลี่คลายวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

ส่วนในกรณีของ “ญี่ปุ่น” นั้นก็ต้องเป็นอีกประเทศที่ยอมรับว่าไม่อยู่ในสภาพที่ดีนักเช่นกัน เพราะหลังจากที่มีการปรับขึ้นอัตราภาษีการขายจากเดิมที่อยู่ที่ 5% ไปอยู่ที่ 8% เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงในทันทีนับตั้งแต่เดือน เม.ย. โดยร่วงไปอยู่ที่ 37 จุดเท่านั้น ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดตั้งแต่เดือน ส.ค. 2011 และแม้ว่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาจะปรับตัวดีขึ้น แต่ก็นับว่ายังฟื้นตัวในอัตราที่เชื่องช้ากว่าปีที่แล้ว

ขณะเดียวกัน ยอดการใช้จ่ายของครัวเรือนญี่ปุ่นเมื่อเทียบเป็นอัตรารายปีก็ปรับตัวลดลงติดต่อกันต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือน นับตั้งแต่ เดือน เม.ย.มิ.ย.เช่นกัน

ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงในหลายประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ และสภาพเศรษฐกิจที่ยังฟื้นไม่เต็มที่ของสหรัฐ จึงน่าจะยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกไม่น้อย และกำลังส่งผลให้โลกอยู่ในสภาวะ “ซึม” ต่อไปอีกระยะหนึ่งทีเดียว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท