
เชื่อมั่นแต่ไม่มั่นใจ
ดูเหมือนว่าสภาพเศรษฐกิจในบ้านเรานั้นดูไม่ต่างจากเศรษฐกิจโลกเท่าใดนักที่ตกอยู่ในช่วงแห่งความอึมครึม การใช้จ่ายดูไม่ค่อยจะดี ขณะที่ระดับหนี้ครัวเรือนก็ไม่น่าไว้ใจนัก
ดูเหมือนว่าสภาพเศรษฐกิจในบ้านเรานั้นดูไม่ต่างจากเศรษฐกิจโลกเท่าใดนักที่ตกอยู่ในช่วงแห่งความอึมครึม การใช้จ่ายดูไม่ค่อยจะดี ขณะที่ระดับหนี้ครัวเรือนก็ไม่น่าไว้ใจนัก
เรียกได้ว่า เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกอยู่ในสภาวะอึมครึมไม่ต่างกัน แต่ที่สำคัญการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทยส่วนหนึ่งก็สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี
แต่สำหรับภาคธุรกิจโดยเฉพาะนักลงทุน และนักธุรกิจต่างชาติที่มีธุรกิจอยู่ในเมืองไทยนั้นต่างรู้สึกอย่างไร เป็นเรื่องที่น่าสนใจครับ
เมื่อวานนี้ ได้มีโอกาสทานอาหารกับเจ้าหน้าที่ต่างชาติประเทศหนึ่งที่มีนักธุรกิจทำมาหากินอยู่ในประเทศไทยไม่น้อย พอได้เรื่องราวมุมมองของนักธุกิจต่างชาติได้พอสมควร
การเปลี่ยนแปลงการเมืองในประเทศไทยนั้น ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักธุรกิจต่างชาติมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าสถานการณ์ในขณะนี้นั้นดีกว่าช่วงมีการประท้วงบ้านเมืองวุ่นวายเรื้อรังอย่างแน่นอน
แต่หากถามว่า นักธุรกิจเหล่านี้พร้อมที่จะขยายการลงทุน หรือเดินหน้าขยับขยายอะไรต่อในเมืองไทยหรือไม่ คำตอบก็คือว่า ขอชะลอไปก่อน
และสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่ยังไม่ได้เริ่มธุรกิจในประเทศไทยนั้น กลุ่มนี้กลับบอกชัดว่าจะยังไม่เข้ามาเริ่มทำอะไรในบ้านเราครับ
เหตุผลหลักสำคัญๆ ก็คือ แม้ว่าการเข้ามาปกครองประเทศของกองทัพจะสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความสงบเรียบร้อยให้กับประเทศได้มากพอสมควร แต่ทว่าต่างชาติกลับยังไม่แน่ใจในสถานการณ์ ว่าอนาคตนั้นการเมืองไทยจะกลับมาวุ่นวายอีกหรือไม่
ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ในเวลานี้ จึงทำให้การขยายธุรกิจของชาวต่างชาติในไทยนั้นจึงอยู่ในโหมด “สแตนด์บาย” กันหมดครับ
เชื่อว่าสำหรับผู้บริโภคชาวไทยเองก็คงมีความรู้สึกไม่ต่างไปจากนักลงทุนต่างชาติเหล่านี้ที่มีความเชื่อมั่นมากขึ้น แต่ก็ยังไม่แน่ใจในอนาคต โดยเฉพาะการเมืองไทยที่ความแตกร้าว และความยุ่งเหยิงได้หยั่งลึกลงไปยังระดับก้นบึ้งของสังคมไปแล้ว
ต่อไปนี้ถือว่าเป็นงานหนัก เป็นภาระสำคัญที่ผู้ปกครองไทยในเวลานี้จะทำอย่างไรให้ความ “ไม่มั่นใจ” ของ นักลงทุนต่างชาติ และคนไทยหมดไปได้อย่างไร
จะทำอย่างไรให้การเมืองไทยสงบในระยะยาว สิ่งนี้คือโจทย์สำคัญ และยากที่สุดครับ







