
พึ่งนโยบายการคลังฟื้นเศรษฐกิจแทนส่งออก
ภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะสหรัฐ ส่วนสหภาพยุโรปดูเหมือนจะฟื้นตัวแต่ก็ไม่ชัดเจน
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
ภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะสหรัฐ ส่วนสหภาพยุโรปดูเหมือนจะฟื้นตัวแต่ก็ไม่ชัดเจน แต่การส่งออกของไทยกลับมีภาพตรงกันข้าม ตัวเลขการส่งออกใน 7 เดือนแรกของปีนี้มีมูลค่า 131,600.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 0.42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ตัวเลขการส่งออกล่าสุดในเดือน ก.ค. 2557 ติดลบ 0.85% มีมูลค่า 18,896 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเดือนที่ผ่านมาที่สูงขึ้น 3.9%
การส่งออกที่หดตัวลงอีกครั้งนั้น กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงว่า เป็นผลมาจากความกังวลใจของนักลงทุนที่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐจะเริ่มใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายคือ ขึ้นดอกเบี้ย ทำให้การบริโภคไม่ขยายตัว ความต้องการลงทุนในตลาดโลกลดลง และการใช้น้ำมันลดลงตามไปด้วย
ตัวเลขการส่งออกเฉลี่ย 7 เดือนที่ออกมานั้น ดับความหวังของรัฐบาลที่คาดว่าการส่งออกในปีนี้จะเติบโตตามเป้าหมาย
ปัจจัยหลักที่ทำให้มูลค่าการส่งออกปีนี้อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หากการส่งออกในเดือนที่เหลือจากนี้ส่งออกได้เดือนละ 20,980 ล้านเหรียญสหรัฐ ภาพรวมการส่งออกทั้งปีจะขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 3.5% แต่หากแต่ละเดือนมีมูลค่าการส่งออก 20,027 ล้านเหรียญสหรัฐ จะขยายตัวเพียง 1.9% แต่หากลดลงเพียงเดือนละ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ การส่งออกจะขยายตัว 1.4%
ที่น่าเป็นห่วงคือการส่งออกที่หดตัวลงในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา มาจากการสั่งซื้อที่ลดลงของตลาดอาเซียน ที่เคยขยายตัวดีช่วยดันการส่งออกไทยและเติบโตขึ้นมาทดแทนตลาดสหรัฐ ตลาดสหภาพยุโรปและตลาดอื่นๆ กลับมียอดการสั่งซื้อที่ลดลง โดยมีสาเหตุมาจากการส่งออกน้ำมันของไทยไปสิงคโปร์ เนื่องจากการปิดซ่อมโรงกลั่นน้ำมัน 7 แห่ง และยอดส่งออกรถยนต์หดตัวลงมาก เนื่องจากบริษัทรถยนต์ย้ายฐานการผลิตบางส่วนไปยังอินโดนีเซีย และเปิดทำการผลิตแล้ว มีการส่งออกรถยนต์จากอินโดนีเซียแทนส่งออกจากไทย
สถิติการส่งออกของไทยตลาดหลัก คือ ญี่ปุ่น สหรัฐ และอียู ส่วนตลาดที่มีศักยภาพสูงคืออาเซียน จีน เอเชียใต้ 8 ประเทศ ฮ่องกง เกาหลีใต้ และไต้หวัน ทางด้านตลาดที่มีศักยภาพรอง คือ ทวีปออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา ละตินอเมริกา แคนาดา กลุ่มซีไอเอส รวมรัสเซีย
ทางด้านตลาดที่มีศักยภาพในอาเซียน9 ประเทศ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มอาเซียนเดิม 5 ประเทศ คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน
กลุ่มอินโดจีน คือ พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม กลุ่มหลังนี้ยังเป็นกลุ่มที่มีการค้าขยายตัว โดยเฉพาะการค้าตามชายแดน
จีนซึ่งเป็นผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ของโลกก็ประสบปัญหาเศรษฐกิจไม่ดี ส่วนหนึ่งของการส่งออกจากไทยไปจีนเป็นสินค้าชิ้นส่วนที่ส่งออกไปประกอบเป็นสินค้าในจีนได้รับผลกระทบไปด้วย
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า การส่งออกไทยที่ลดลงมากในปีนี้ มาจากสินค้าไทยไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ นับจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวตั้งแต่ปี 2551 สหรัฐหันมาซื้อสินค้าโดยพิจารณาจากราคามากกว่าคุณภาพ ทำให้สินค้าจากจีนและเวียดนามขายได้มากขึ้นในตลาดสหรัฐ
ดังนั้น เมื่อรูปแบบการค้าเปลี่ยนแปลง ไทยพึ่งพิงตลาดส่งออกหลัก เช่น สหรัฐและอียูน้อยลง รูปแบบการผลิตก็เปลี่ยนไป ใครถนัดอะไรก็ผลิตอย่างนั้น ไทยอาจไม่ได้ส่งออกสินค้าสำเร็จรูป (Finished Products) แล้ว แต่ส่งออกชิ้นส่วนไปยังจีน เพื่อให้จีนผลิตสินค้าแล้วส่งออกไปตลาดหลักแทน
อีกปัจจัยหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ คือ ผู้ส่งออกไทยหลายรายได้ย้ายฐานการผลิตสินค้าไปอยู่ที่อินโดนีเซียมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะยางพารา ข้าว และน้ำตาล ที่มีสัดส่วน 9% ของมูลค่าส่งออกของไทย ฉุดรั้งให้มูลค่าการส่งออกไทยยังคงหดตัว
นอกจากนี้ ปัญหาที่จะเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกในระยะต่อไป คือ เทคโนโลยีการผลิตที่มีข้อจำกัด โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่ไม่สามารถยกระดับการผลิตให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ส่วนหนึ่งเพราะไทยมีการลงทุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีค่อนข้างน้อย
หากดูโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศ การพึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนที่มากจนเกินไปอาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยสะดุดในระยะยาว ซึ่งเรื่องนี้หน่วยงานรัฐทั้งหลายรู้ปัญหาดี มีเพียงการหารือและวางแผนแต่ไม่มีการปฏิบัติตามแผน ทุกรัฐบาลยังมองแต่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
ถ้าไม่รีบแก้ไขปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและการส่งออก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อีกไม่นานอาจจะได้เห็นประเทศไทยกลายเป็นประเทศล้าหลังที่สุดในอาเซียนก็เป็นได้ ซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มองเห็นปัญหา จึงได้มีนโยบายให้จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ 6 แห่ง ที่มีศักยภาพสูงให้อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมากไปตั้งในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อสะดวกในการจัดการแรงงานต่างชาติ ที่จะช่วยให้มีต้นทุนต่ำลง และจะได้สิทธิทางภาษีจากประเทศคู่ค้าในบางรายการสินค้า
ทางด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ภาพการกลับมาหดตัวลงอีกครั้งของการส่งออกดังกล่าว พร้อมๆ กับทิศทางที่อ่อนแอของตลาดจีน อาเซียน+5 และออสเตรเลีย นับเป็นสัญญาณเชิงลบที่สำคัญต่อการประเมินเส้นทางการฟื้นตัวของการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลัง และทำให้มีโอกาสน้อยลงที่การส่งออกในภาพรวมทั้งปี 2557 จะขยายตัว 3% ซึ่งคาดว่าหน่วยงานพยากรณ์เศรษฐกิจทั้งหลายจะปรับประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจใหม่ในเดือน ส.ค.นี้
การส่งออกในเดือนก.ค. 2557 หดตัวลงเป็นเดือนที่ 5 จากในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2557 ที่ร้อยละ 0.85 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) เทียบกับที่ขยายตัวร้อยละ 3.9 (YoY) ในเดือนมิ.ย. 2557 โดยสัญญาณจากตัวเลขการส่งออกล่าสุดดังกล่าว นับว่าต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย (คาดไว้ที่ร้อยละ 3.5) และตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ในผลสำรวจของรอยเตอร์ (คาดไว้ที่ร้อยละ 4.0) ค่อนข้างมาก ซึ่งเท่ากับว่า จังหวะการฟื้นตัวของแนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี 2557 ยังคงอ่อนไหวต่อหลายโจทย์ที่ท้าทาย ทั้งที่เป็นปัจจัยเฉพาะ ณ ขณะนี้ และที่ปัจจัยเชิงโครงสร้างซึ่งสะท้อนความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทยในระยะข้างหน้าการส่งออกของไทยในเดือนก.ค. 2557 หดตัวลงอีกครั้ง จากน้ำมันและทองคำ
? สถานการณ์การส่งออกเดือนก.ค. 2557 อ่อนแอกว่าที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้ โดยเป็นผลมาจากการหดตัวลงอย่างมากถึงร้อยละ 23.2 (YoY) ของมูลค่าการส่งออกสินค้าในหมวดน้ำมัน ทั้งน้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันดิบ และการหดตัวร้อยละ 71.7 (YoY) ของการส่งออกทองคำ ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันประมาณร้อยละ 5.6 ของการส่งออกโดยรวมในเดือนก.ค. (แบ่งเป็นสัดส่วนของการส่งออกน้ำมันร้อยละ 4.9 และการส่งออกทองคำร้อยละ 0.7 ตามลำดับ)
โดยการหดตัวของการส่งออกน้ำมันนั้น น่าจะมีสาเหตุมาจากผลต่อเนื่องของการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น ซึ่งทำให้การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปยังจีน และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน โดยเฉพาะ สิงคโปร์ ยังคงไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ (ประกอบกับเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงค่อนข้างมากด้วยเช่นกัน) นอกจากนี้ ทิศทางการชะลอตัวของภาคการผลิต และความสามารถในการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปในจีน ก็น่าจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การนำเข้าสินค้าในกลุ่มน้ำมันจากไทย ลดน้อยลงตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ การส่งออกทองคำที่หดตัวลงมากนั้น นอกจากจะเป็นผลของฐานเปรียบเทียบที่สูงแล้ว ยังเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับบรรยากาศที่ซบเซาของการลงทุนในตลาดทองคำโลกด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ สินค้าส่งออกรายการสำคัญอื่นๆ อาทิ ยางพารา แผงวงจร ผลิตภัณฑ์ยาง เหล็ก/เหล็กกล้า/ผลิตภัณฑ์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ก็ยังคงหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง
? อย่างไรก็ดี สินค้าส่งออกสำคัญอื่นๆ ยังคงประคองการขยายตัวไว้ได้ต่อเนื่อง อาทิ รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ (+14.5% YoY ในเดือนก.ค. ต่อเนื่องจาก +4.5% YoY ในเดือนมิ.ย.) คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (+4.9% YoY ในเดือนก.ค. ต่อเนื่องจาก +4.6% YoY ในเดือนมิ.ย.) เม็ด/ผลิตภัณฑ์พลาสติก (+10.0% YoY ในเดือนก.ค. ต่อเนื่องจาก +9.2% YoY ในเดือนมิ.ย.) ขณะที่ สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ก็มีทิศทางที่ดีขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน อาทิ ข้าว (+3.2% YoY ในเดือนก.ค. ต่อเนื่องจาก +35.1% YoY ในเดือนมิ.ย.) และไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง/แปรรูป (+13.2% YoY ในเดือนก.ค. ต่อเนื่องจาก +11.1% YoY ในเดือนมิ.ย.) ทั้งนี้ หากไม่นับรวมการส่งออกในกลุ่มน้ำมันและทองคำ (หดตัวรวมกันประมาณร้อยละ 36.2 YoY) การส่งออกของไทยยังคงขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง อีกร้อยละ 2.5 (YoY) ในเดือนก.ค. 2557 จากร้อยละ 3.5 (YoY) ในเดือนมิ.ย. 2557 โดยมีสัญญาณบวกมาจากการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ สหภาพยุโรป (27) และเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV
นวโน้มการส่งออกไทยครึ่งหลังปี 2557 : ยังต้องติดตามการฟื้นตัวของคำสั่งซื้อจากคู่ค้าหลักอย่างใกล้ชิด
แม้ว่าการส่งออกไปยังตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ สหภาพยุโรป (27) และประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV ประกอบด้วยกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม (ซึ่งมีสัดส่วนในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2557 รวมกันประมาณร้อยละ 29.6 ต่อการส่งออกโดยรวมของไทย) จะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงไม่สามารถชดเชยผลจากคำสั่งซื้อที่ชะลอตัว/ฟื้นตัวล่าช้าในตลาดส่งออกสำคัญอื่นๆ อาทิ จีน ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศในเอเชียได้ ซึ่งทำให้จังหวะการขยายตัวของการส่งออกของไทยยังคงไม่เป็นภาพที่มีความต่อเนื่อง
สำหรับทิศทางการส่งออกของไทยในระยะข้างหน้านั้น คงต้องยอมรับว่า สถานการณ์การฟื้นตัวที่เปราะบางในภาคการผลิตและเศรษฐกิจโดยรวมของจีน เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่จะต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะนอกจากจะมีผลกดดันโดยตรงต่อแนวโน้มการส่งออกไทยไปจีนในภาพรวมแล้ว ก็ยังอาจมีผลทางอ้อมให้การส่งออกไปยังเอเชียบางตลาด (ทั้งเพื่อนบ้านในอาเซียนและออสเตรเลีย)







