
ธปท.ติงคลังขึ้นภาษีฉุดเศรษฐกิจหยุดโต
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกันให้ข้อมูลด้านเศรษฐกิจแก่นักลงทุนสถาบันต่างชาติ ในงาน Thailand Focus 2014
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกันให้ข้อมูลด้านเศรษฐกิจแก่นักลงทุนสถาบันต่างชาติ ในงาน Thailand Focus 2014
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า ได้เสนอข้อมูลด้านการเมืองและเศรษฐกิจให้กับนักลงทุนสถาบันต่างชาติ ว่าการทำงานของ คสช.เป็นไปตามโรดแมปที่วางไว้ 3 ระยะ ที่ขณะนี้อยู่ระยะที่ 2 ที่หลังจากได้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็จะมีการตั้งรัฐบาลมาบริหารประเทศ และระยะที่ 3 คือการปฏิรูปประเทศและจัดทำรัฐธรรมนูญ ที่คาดว่าจะเสร็จปลายปี 2558 เพื่อให้เลือกตั้งได้ทันต้นปี 2559 โดย คสช.ยืนยันกับนักลงทุนว่าจะทำให้ประชาธิปไตยกลับคืนมา
นอกจากนี้ ในระหว่างนี้ รัฐบาล คสช.จะเน้นบริหารประเทศใน 4 ด้านหลัก คือ 1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเชื่อมโยงคมนาคมกับประเทศเพื่อนบ้านและจีนตอนใต้ รวมทั้งปรับปรุงเส้นทางรถไฟ ด้วยการเริ่มสร้างโครงข่ายระบบราง ความกว้าง 1.4 เมตร ที่ทันสมัยเชื่อมอีสเทิร์นซีบอร์ด ส่งเสริมการค้าไทยกับจีน และประเทศเพื่อนบ้าน
2.การพัฒนาโครงข่ายไอซีทีเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร โดยจะสร้างโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกเพื่อเชื่อมกับยุโรป สหรัฐ และประเทศในอาเซียน เพื่อให้มั่นใจว่าไทยจะมีระบบโทรคมนาคมที่ดีที่สุด สนับสนุนความสามารถในการแข่งขันทางการค้าการบริการและอุตสาหกรรม
3.การพัฒนาโครงสร้างพลังงานของประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม และ 4.ส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ด้วยการให้สิทธิประโยชน์ทางบีโอไอและการส่งเสริมเอสเอ็มอี
ด้าน ประสาร กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ถึง 45% ซึ่งถือว่าต่ำกว่ากลุ่มประเทศอาเซียนที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เติบโตเฉลี่ย 5% สาเหตุเพราะไทยมีปัญหาความไม่สงบทางการเมือง ภัยธรรมชาติ แต่เวลานี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองได้ลดลงไปบ้าง ทำให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตเต็มศักยภาพได้
“ปีหน้าไทยน่าจะสามารถเติบโตเข้าสู่ระดับศักยภาพได้ เพราะจากเดือน ก.ค.ปีนี้เป็นจุดเริ่มต้นนับไปอีก 12 เดือน เราจะเติบโตที่ระดับ 5% ได้ ถ้าเหตุการณ์ต่างๆ สงบ และเราช่วยกันทำงาน โดยปี 2558 ธปท.คาดว่าจีดีพีน่าจะโตได้ 5.5% ซึ่งไม่ได้สูงเกินไป” ประสาร กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในด้านการปฏิรูปภาษี โดยเฉพาะการจัดเก็บรายได้ ควรทำในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะหากขึ้นภาษีในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว อาจจะทำให้เศรษฐกิจหยุดการเติบโต เหมือนที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น ดังนั้นหน่วยงานของกระทรวงการคลังต้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน รวมถึงศึกษาความสมดุลด้านการคลังด้วย หากจะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจควรดำเนินการเป็นแพ็กเกจร่วมกัน และต้องไม่เป็นภาระ ทำแล้วได้ประโยชน์ เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือเอกชนที่ขอส่งเสริมการลงทุนก็ช่วยเร่งให้เกิดจริงเร็วขึ้น ก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้
อาคม กล่าวว่า ข้อแตกต่างในการลงทุนระหว่างรัฐบาลในอดีตเมื่อเทียบกับ คสช. คือ โครงข่ายระบบราง ที่ขณะนี้รถไฟความเร็วสูงจะมีการศึกษาเพิ่มเติม แต่จะเดินหน้ารถไฟทางคู่ โดยไทยให้ความสนใจรางขนาด 1.4 เมตร ที่เป็นขนาดมาตรฐานเพื่อเชื่อมโยงกับเมืองหลักของประเทศเพื่อนบ้าน และจะมีการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตามชายแดน ที่ขณะนี้ คสช.ได้อนุมัติส่งเสริมแล้ว 6 แห่ง
ส่วนการลงทุนท่าเรือน้ำลึกปากบาราทางภาคใต้ ฝั่งทะเลอันดามัน มีข้อดีคือช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าส่งออก ทำให้ภาคใต้ไม่ต้องพึ่งท่าเรือสิงคโปร์ แต่ยังติดปัญหาต้องฟังเสียงคนท้องถิ่นที่ยังกังวลปัญหาสิ่งแวดล้อม







