posttoday
จับตา"อินโดฯ-อินเดีย"ดาวรุ่งฮับยานยนต์โลก

จับตา"อินโดฯ-อินเดีย"ดาวรุ่งฮับยานยนต์โลก

27 สิงหาคม 2557

ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกที่ยักษ์ใหญ่ทรงอิทธิพลอย่างสหรัฐยังไม่ฟื้นตัวแกร่งจากวิกฤต

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกที่ยักษ์ใหญ่ทรงอิทธิพลอย่างสหรัฐยังไม่ฟื้นตัวแกร่งจากวิกฤต ขณะที่ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ก็กำลังเผชิญกับปัญหาภายในประเทศที่แตกต่างกันไป ไล่เรียงตั้งแต่วิกฤตหนี้ ภาวะเงินฝืด และอัตราการโตชะลอตัว จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่บรรดาภาคอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่างยานยนต์จะจัดลำดับความสำคัญของตลาดในภูมิภาคเอเชียให้อยู่ในลำดับต้นๆ ที่องค์กรต้องใส่ใจ

เหตุผลเพราะปริมาณความต้องการบริโภคยังมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และต้นทุนการผลิตที่ไม่แพง จนนำไปสู่การแห่แหนหลั่งไหลเข้ามาลงทุนไม่ขาดสายของยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมยานยนต์ ตลอดจนทำให้อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ได้รับอานิสงส์ขยายตัวตามไปด้วย โดยมีการคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ด้านยานยนต์ของพีดับเบิ้ลยูซีว่ายอดผลิตรถยนต์โดยสารของอาเซียนจะเพิ่มขึ้นถึง 2.2 ล้านคัน ภายในปี 2020

แน่นอนว่าหากย้อนหลังไปก่อนหน้านี้สัก 2-3 ปี หากให้นักลงทุนและนักวิเคราะห์ประเมินว่า ประเทศใดในเอเชียคือดาวรุ่งด้านยานยนต์ที่น่าจับตามอง เกือบทั้งหมดลงความเห็นแบบไม่ลังเลว่าคือ ประเทศไทย พร้อมยกสมญานามให้เป็น “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” ด้วยปริมาณความต้องการรถใหม่ในตลาดที่มีอย่างต่อเนื่องและแรงกระตุ้นจากภาครัฐเป็นสำคัญ

ยืนยันได้จากยอดผลิตในปี 2012 ที่ไทยผลิตรถได้เกือบ 2.5 ล้านคัน จากจำนวนที่ผลิตในอาเซียนทั้งหมดมากกว่า 4.2 ล้านคัน แถมไทยยังมียอดขายรถสูงสุดในภูมิภาคที่ 1.4 ล้านคัน ตามด้วยอินโดนีเซียที่ 1.1 ล้านคัน และมาเลเซียที่ 6.27 แสนคัน

อย่างไรก็ตาม สถานภาพดาวเด่นอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยที่ต่างชาติชื่นชมและให้ความสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาดูเหมือนจะมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญแล้ว เมื่อคู่แข่งที่ทำได้เพียงแค่ตามหลังมาติดๆ โดยตลอดอย่างอินโดนีเซีย สามารถแซงหน้าไทยทั้งในแง่ของการผลิตและยอดขายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 ขึ้นแท่นเป็นดาวรุ่งของภูมิภาคเอเชียเคียงคู่กับประเทศอินเดีย

เรียกได้ว่าจากเดิมที่มีการประเมินคาดการณ์กันก่อนหน้านี้ ว่าอินโดนีเซียน่าจะแซงหน้าเบียดไทยได้ทั้งในส่วนของยอดขายและปริมาณการผลิตภายใน 1–2 ปีข้างหน้า ผลปรากฏว่ายังไม่ทันสิ้นปี 2014 ดี อุตสาหกรรมยานยนต์ของแดนอิเหนาก็สามารถแซงหน้าไทยได้เรียบร้อยแล้ว

ทิม ซิมเมอร์แมน ประธานฝ่ายปฏิบัติการของเจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีอี) ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ที่ใหญ่เป็นลำดับ 2 ของโลก ประจำภูมิภาคอาเซียน ระบุว่า ยอดขายรถยนต์รายเดือนของอินโดนีเซียจะสูงถึง 1.2 ล้านคัน ขณะที่ไทยมีเพียง 1 ล้านคันเท่านั้น

ขณะเดียวกันข้อมูลจากการรวบรวมของสำนักข่าวบลูมเบิร์กซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นสัปดาห์นี้ แสดงให้เห็นว่าเพียงครึ่งปีแรกยอดขายรถยนต์ในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นถึง 6.6% ขณะที่ยอดขายรถของไทยกลับร่วงลงถึง 40% ส่งผลให้นักวิเคราะห์และนักลงทุนส่วนหนึ่งแสดงความเห็นอย่างมั่นใจว่าอินโดนีเซียจะกลายเป็นผู้นำอุตสาหกรรมรถยนต์ในปีนี้ ส่วนสถานการณ์ของไทยคือการรอดูต่อไปว่าจะสามารถฟื้นกลับมาได้มากแค่ไหน

อุตสาหกรรมยานยนต์ของอินโดนีเซียยังมีแนวโน้มสดใสมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น จาการ์ตา โกลบ รายงานอ้างเจ้าหน้าที่จากสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอินโดนีเซีย (ไกคินโด) ซึ่งระบุว่า การส่งออกรถยนต์ของประเทศมีแววจะพุ่งถึง 93% ภายในปีหน้า โดยเป็นผลการปริมาณการผลิตรถยนต์ในประเทศเพิ่มสูงขึ้น

เลขาธิการทั่วไปของทางสมาคมไกคินโดระบุว่าในปี 2015 อินโดนีเซียน่าจะสามารถส่งออกรถยนต์ได้มากถึง 3.86 แสนคัน จากการส่งออกในปีนี้ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2 แสนคัน อันเป็นผลจากยอดการผลิตรถยนต์ในปีหน้าที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะอยู่ที่ 1.61 ล้านคัน จากปีนี้ซึ่งอยู่ที่ 1.3 ล้านคัน โดยทุกวันนี้ยอดการส่งออกรถยนต์ของอินโดนีเซียคิดเป็นสัดส่วน 15.4% จากรถยนต์ที่ผลิตได้ในประเทศ

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากข้อมูลตัวเลขในอุตสาหกรรมยานยนต์ของอินโดนีเซียทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ปัจจัยที่ทำให้อินโดนีเซียเป็นดาวรุ่งของภูมิภาค ก็คือ 1) การเติบโตของยอดขายอันเนื่องมาจากกำลังการบริโภคของคนภายในประเทศ โดยเฉพาะชนชั้นกลาง 2) ปริมาณดังกล่าวในตลาดทำให้ค่ายผู้ผลิตรถและนักลงทุนต่างชาติ ตลอดจนบริษัทที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ หลั่งไหลเข้ามาลงทุน 3) ต้นทุนการผลิตในประเทศรวมถึงค่าแรงยังมีราคาถูกเมื่อเทียบกับจีน ซึ่งเริ่มมีการปรับขึ้นค่าแรง และ 4) ปัจจัยหนุนทางบวกจากการเมืองที่มีเสถียรภาพและเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวเติบโตในอัตราที่รวดเร็ว

จะเห็นได้ว่าเมื่อเทียบกับไทยที่มีปัจจัยความวุ่นวายทางการเมืองจนสะเทือนถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจและกระทบต่อความต้องการบริโภคของคนในประเทศ การก้าวขึ้นมาของอินโดนีเซียก็เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้และไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด

ขณะเดียวกันไม่เพียงแต่อินโดนีเซียเท่านั้นที่ขึ้นแท่นเป็นดาวเด่นที่น่าจับตามองที่สุดในภูมิภาคเอเชีย “อินเดีย” ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการคาดการณ์ว่าจะเป็น “ฮับ” หรือ “ศูนย์กลางการผลิตรถยนต์โลก” แทนที่ไทย ภายในปี 2020

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดออกรายงานผลการศึกษาหลังสังเกตเห็นว่าผู้ผลิตรถยนต์หลายค่าย เช่น ฮุนได ฟอร์ด และโฟล์คสวาเกน วางแผนเตรียมเปิดโรงงานผลิตรถยนต์ในอินเดีย โดยบางค่ายถึงกับมีแผนให้อินเดียเป็นฐานการผลิตของบริษัทในสัดส่วนที่มากกว่า 50% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดของบริษัทเลยทีเดียว ขณะที่ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่างโตโยต้าและซูซูกิก็เพิ่มการผลิตในอินเดียมากขึ้นเช่นกัน

ผลการศึกษาข้างต้นพบว่า แม้การผลิตและส่งออกรถยนต์ของอินเดียในปัจจุบันนี้จะตามหลังไทยถึงเท่าตัว โดยไทยมีมูลค่าการส่งออกที่ 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่อินเดียอยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่ภายในปี 2020 มูลค่าการส่งออกของอินเดียจะแซงหน้าไทยอย่างแน่นอน

เหตุผลเพราะ 1) ตลาดบริโภคอินเดียมีประชากรที่กำลังเติบโต ทำให้มีอัตราการเติบโตต่อปีเฉลี่ยที่ 5–10% 2) ต้นทุนการผลิตถูกกว่าคู่ค้าและคู่แข่งอย่างจีน 3) การเข้าถึงรถยนต์ของประชากรอินเดียยังอยู่ในระดับต่ำที่รถยนต์ 15 คัน/ประชากร 1,000 คน เทียบกับจีนที่ 60 คัน/1,000 คน 4) ความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์เมื่อต้องส่งออกไปยุโรปคืออินเดียใช้เวลาขนส่งรถยนต์ไปยังยุโรปเพียง 22 วันจากเมืองมุมไบ เมื่อเทียบส่งจากกรุงเทพฯ ของไทยที่ 28 วัน และจาการ์ตาของอินโดนีเซียที่ 26 วัน และ 5) ความได้เปรียบในแง่ของเทคโนโลยีวิศวกรรมภายใต้การสนับสนุนของรัฐ

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานที่อินโดนีเซียและอินเดียมี สถานะดีทรอยต์แห่งเอเชียที่ไทยดำรงมานานคงถึงคราวต้องเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

กระนั้นก็ต้องจับตามองกันต่อไปว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ว่าที่อดีตฮับยานยนต์โลกอย่างไทย จะจัดการทำให้เป็นทางบวกหรือทางลบ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท