
จัดการการลงทุนและความมั่งคั่ง ใครๆก็ทำได้
ปัญหาประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ได้ทำให้เกิดการตื่นตัวในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เริ่มสนใจการลงทุน การหาความรู้ด้านเศรษฐกิจการเงินมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดีหลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยผลสำรวจออกมาว่าคนไทยส่วนใหญ่มีความรู้ด้านการเงิน ภาษี ผลิตภัณฑ์การเงินใหม่ๆ น้อยมาก
ปัญหาประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ได้ทำให้เกิดการตื่นตัวในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เริ่มสนใจการลงทุน การหาความรู้ด้านเศรษฐกิจการเงินมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดีหลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยผลสำรวจออกมาว่าคนไทยส่วนใหญ่มีความรู้ด้านการเงิน ภาษี ผลิตภัณฑ์การเงินใหม่ๆ น้อยมาก
วิธีการสร้างความมั่งคั่งนั้นไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวและทุกคนสามารถไปถึงได้ แต่จะต้องมีวินัยในการออม หากคนไทยออมน้อยเกินไป รัฐบาลก็ควรจะต้องมีบทบาทในการส่งเสริมให้มีการออมภาคบังคับมากยิ่งขึ้น ในรูปแบบต่างกัน ตามความเหมาะสมของอาชีพและรายได้ของประชากร
บัญญัติ 10 ประการ สำหรับการจัดการความมั่งคั่งอย่างชาญฉลาด เป็นเรื่องที่ควรรู้สำหรับทุกคนโดยไม่ต้องอิงกับฐานะทางการเงิน ณ ปัจจุบัน ทำได้โดย
1.เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจในตนเอง คนส่วนใหญ่ลงทุนโดยปราศจากความเข้าใจความต้องการของตัวเอง อาจจะส่งผลให้เกิดความไม่ลงตัว ดังนั้นควรจะเลือกสิ่งที่เหมาะสมเพื่อที่จะขจัดความกังวล เพราะแต่ละคนสามารถยอมรับความเสี่ยงและความผันผวนได้ในระดับต่างๆ กัน
2.กำหนดระยะเวลาการวางแผนทางการเงินแทนที่จะสนใจแค่ผลประโยชน์ที่จะได้รับ ควรจะร่างแผนทางการเงินและวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนเสียก่อน โดยให้ความสำคัญกับกำหนดระยะเวลาการเกษียณอายุจากการทำงานและวงเงินเกษียณอายุที่ต้องการ จะทำให้สามารถบรรลุการดำเนินชีวิตเมื่อเกษียณอายุตามที่ต้องการ
3.มีวินัยในการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ การสะสมทำให้เกิดความมั่งคั่ง สมมติว่าลงทุน 1 หมื่นบาททุกเดือนที่ผลตอบแทนเฉลี่ยของร้อยละ 6 ต่อปี ภายใน 30 ปี จะได้รับผลตอบแทนเกือบ 10 ล้านบาท และถ้าหากมีการลงทุนเพิ่มขึ้นผลที่ตามมาก็จะทวีคูณตามไปด้วย โดยมอบหมายให้ธนาคารทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการบริหารจัดการลงทุนให้ได้อย่างสม่ำเสมอในทุกเดือน
4.ไม่ยึดติดกับช่วงเวลาของตลาด ความเชื่อมั่นทางการตลาดจะส่งผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน โดยถ้ารู้สึกตื่นเต้นไปกับสภาวะของตลาดจะทำให้เกิดภาวะการซื้อมากเกินไป ทางออกที่ดีก็คือการลงทุนด้วยจำนวนเงินที่เท่ากันในแต่ละเดือน การลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุนจะช่วยทำให้มีวินัยในการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ โดยปราศจากความเสี่ยงของความเคลื่อนไหวของตลาด
5.ทำความเข้าใจความแตกต่างของกองทุน กำหนดกองทุนที่เหมาะสมกับมุมมองและความต้องการ พร้อมทั้งทำความเข้าใจในความแตกต่างเชิงกลยุทธ์ในกองทุนที่มีความคล้ายกัน รวมไปถึงความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยง เงื่อนไข และค่าธรรมเนียม
6.การกระจายความเสี่ยงไม่เพียงเพิ่มจำนวนหน่วยถือครอง ถ้าเพิ่มจำนวนสินทรัพย์มากขึ้นในการลงทุนเพียงประเภทเดียวสินทรัพย์ทั้งหมดก็มีความเสี่ยงที่เหมือนกัน เช่น ถ้าถือครองตราสารทุนไทยก็จะพบความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นของไทย (ได้แก่ น้ำท่วม ความขัดแย้งทางการเมืองหรือการเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 25402541) ดังนั้นควรจะกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ที่มีความแตกต่าง นั่นคือตราสารหนี้ กองทุนต่างประเทศ ฯลฯ
7.ประเมินทางเลือกจากมุมมองมหภาค โอกาสในการลงทุนขยายวงกว้างมากขึ้น ปัจจุบันนักลงทุนไทยสามารถเลือกที่จะลงทุนในกองทุนที่แตกต่างกัน (ตราสารหนี้ ตราสารทุน สินค้าโภคภัณฑ์) จากทั่วโลก ซึ่งนักลงทุนควรจะเข้าใจกลไกการขับเคลื่อนในระดับมหภาค เช่น มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย เศรษฐกิจโลก ฯลฯ ที่จะส่งผลในแต่ละสินทรัพย์เพื่อประกอบการตัดสินใจ
8.เปิดมุมมองของการลงทุนตลอดเวลา การที่มีความเข้าใจในพอร์ตการลงทุนของตนเองจะทำให้ประสบความสำเร็จในการกระจายความเสี่ยง หรือการวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ถ้าไม่ได้ลงทุนกับธนาคารเพียงหนึ่งเดียว ควรให้ความสำคัญกับการเก็บรวบรวมรายละเอียดการลงทุนทั้งหมดไว้ในเอกสารวิเคราะห์การลงทุนชุดเดียว
9.การบริหารความมั่งคั่งแตกต่างจากการเก็งกำไร หากมีความกลัวในการลงทุนเพราะรู้สึกว่ามันเหมือนกับการเล่นการพนันหรือซื้อลอตเตอรี่ และคิดว่าการบริหารความมั่งคั่งคือการเก็งกำไร แต่ถ้าไม่ได้คิดเช่นนั้นจะทำให้ประสบความสำเร็จในการจัดการความมั่งคั่งของตัวเองในระยะยาว
10.ใช้บริการธนาคารให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ควรปรึกษากับทางธนาคารที่ไว้วางใจได้อย่างเปิดเผย เพื่อการวางแผนการจัดการความมั่งคั่งได้อย่างปลอดภัย







