posttoday
สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

27 สิงหาคม 2557

เขียนเรื่องทรัพยากรชีวภาพมา 2 ครั้งแล้ว เพื่อให้เห็นว่าแม้เราจะไม่ได้มีกฎหมายการจดสิทธิบัตรภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยตรง หรือความตกลงระหว่างประเทศภายใต้องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO : World Intellectual Property Organization) จะยังไม่ยอมรับ แต่ประเทศไทยก็ยังสามารถให้ความคุ้มครองทางอ้อมได้ รวมทั้งยังมีองค์กรระหว่างประเทศบางองค์กรที่ยอมรับในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ถึงแม้องค์กรเหล่านี้จะขาดเขี้ยวเล็บหรือฟันฟางหักไปบ้างก็ตาม

เขียนเรื่องทรัพยากรชีวภาพมา 2 ครั้งแล้ว เพื่อให้เห็นว่าแม้เราจะไม่ได้มีกฎหมายการจดสิทธิบัตรภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยตรง หรือความตกลงระหว่างประเทศภายใต้องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO : World Intellectual Property Organization) จะยังไม่ยอมรับ แต่ประเทศไทยก็ยังสามารถให้ความคุ้มครองทางอ้อมได้ รวมทั้งยังมีองค์กรระหว่างประเทศบางองค์กรที่ยอมรับในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ถึงแม้องค์กรเหล่านี้จะขาดเขี้ยวเล็บหรือฟันฟางหักไปบ้างก็ตาม

คราวนี้ก็เลยคิดว่าควรจะเขียนเรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า GI (Geographical Indication) เพราะเป็นทางอ้อม อีกทางหนึ่งที่จะคุ้มครองภูมิปัญญาของไทย แต่เป็นความคุ้มครองที่แน่นหนากว่าที่กล่าวมาเมื่อ 2 ฉบับที่แล้ว และมีกฎหมายรองรับทั้งของประเทศไทยเอง ในต่างประเทศ และความตกลงระหว่างประเทศ รวมถึงภายใต้ WIPO ด้วย กรณีของประเทศไทยเรามีพระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 รวมถึงอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องรองรับ ส่วนในต่างประเทศนั้น ถ้าเป็นสหภาพยุโรปจะมีกฎหมายรองรับโดยตรง แต่ถ้าเป็นสหรัฐจะดำเนินการภายใต้กฎหมายเครื่องหมายทางการค้า

ในสมัยที่ผู้เขียนเป็นอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้มีสินค้าของประเทศไทยที่ขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ประมาณ 30 รายการ และที่ไปยื่นขอขึ้นทะเบียนในสหภาพยุโรปอีก 2-3 รายการ มาจนถึงปัจจุบันทราบว่ามีสินค้าของประเทศไทยที่ได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไปแล้วถึงประมาณ 60 รายการ และที่ไปยื่นขอขึ้นทะเบียนในต่างประเทศอีก 5 รายการ แบ่งเป็นการยื่นในสหภาพยุโรป 3 รายการ ไม่นับที่ประเทศไทยได้ยื่นไปในสมัยผู้เขียนและได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว คือ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ดังนั้นจะยังคงเหลืออีก 3 รายการคือ กาแฟดอยช้าง กาแฟดอยตุง ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ส่วนอีก 1 รายการนั้นเป็นเส้นไหมไทย พื้นบ้านอีสาน และเป็นการยื่นขอขึ้นทะเบียนที่ประเทศในอาเซียนนี่เองคือ เวียดนาม ซึ่งเวียดนามเองก็มายื่นขอขึ้นทะเบียนกาแฟ ชื่ออาจเรียกยากหน่อย ขอไม่เขียนดีกว่า เดี๋ยวจะออกเสียงผิดในประเทศไทยด้วย และต่างฝ่ายต่างก็เร่งดำเนินการกันอยู่ น่าจะเสร็จสิ้นในไม่ช้านี้

อย่างไรก็ตาม โดยที่ได้เขียนเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้ว จึงไม่ขออธิบายรายละเอียดว่า “GI” คืออะไร เพียงแต่จะทบทวนสั้นๆ ว่าเป็นสินค้าที่ต้องผูกโยงกับดินฟ้าอากาศของแหล่งที่ปลูก บวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนตรงแหล่งนั้น หากย้ายไปผลิตที่อื่นก็จะไม่ได้ผลผลิตคุณภาพตามที่ระบุ จึงต้องมีชื่อทางภูมิศาสตร์กำกับอยู่ด้วย เช่น กรณีของข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ก็ต้องมีความแห้งแล้งของอากาศระดับทุ่งกุลาร้องไห้ ความจืด/เค็มของดินตามสถานที่ดังกล่าว ฯลฯ การเก็บเกี่ยวก็เป็นไปตามภูมิปัญญาที่ตกทอดกันมาคือ ต้องเก็บปลายฝนต้นหนาว เป็นต้น หากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนไป หรือเปลี่ยนเวลาเก็บเกี่ยว หรือย้ายที่เพาะปลูก ก็จะไม่ได้ความหอมและความนุ่มของข้าวตามนั้น หรือมะขามหวานเพชรบูรณ์ สับปะรดภูแล แชมเปญของฝรั่งเศสที่องุ่นต้องปลูกในแคว้นแชมเปญ และไวน์ก็ต้องผลิตในแคว้นเดียวกัน เป็นต้น

ในกรณีของสหภาพยุโรป จึงขึ้นทะเบียน GI ให้เฉพาะสินค้าเกษตร เพราะมีความชัดเจนว่าต้องผูกโยงกับพื้นที่ แต่กรณีของไทยได้อนุโลมให้รวมสินค้าหัตถกรรมไว้ด้วย เช่น ผ้าไหมยกดอกลำพูน แพรวากาฬสินธุ์ เป็นต้น ทั้งนี้สิทธิและการคุ้มครองภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นี้จะแตกต่างจากเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาโดยทั่วไป เนื่องจากสิทธิเป็นของชุมชน เช่น ชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่จังหวัดต่างๆ ประมาณ 5-6 จังหวัด รวมทั้งส่วนหนึ่งของ จ.สุรินทร์ ด้วย

นอกจากนี้ อายุการคุ้มครองก็จะไม่มีวันหมด ยกเว้นสภาพพื้นที่หรือภูมิอากาศจะเปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องมีการควบคุมตรวจสอบกันอย่างเข้มงวด ทั้งการควบคุมตรวจสอบระดับชุมชน ที่เรียกว่าการตรวจสอบภายใน และการตรวจสอบภายนอกที่ทำโดยหน่วยงานหรือบริษัทที่ได้รับความเชื่อถือ การดำเนินงานต้องมีการทำความเข้าใจกับชุมชน จัดทำคู่มือให้ปฏิบัติเพื่อรักษาคุณภาพของสินค้าให้ได้มาตรฐานตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ในครั้งแรก

ความคืบหน้าของการขึ้นทะเบียนที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาของไทยจนถึงขณะนี้เท่าที่ผู้เขียนทราบก็คือ มีการขึ้นทะเบียนให้กับสินค้าของไทยไปแล้วรวมทั้งสิ้น 54 รายการ และขึ้นทะเบียนให้กับสินค้าจากต่างประเทศ 10 รายการ จากที่มีการยื่นคำขอมาทั้งหมด 107 รายการ สินค้าที่มีการขึ้นทะเบียนเพิ่มขึ้นนับจากปี 2552 ก็มี เช่น สก็อต วิสกี้ ไวน์ นาปา วัลเลย์ และปรอชุตโต ดิปาร์มา (หรือคนไทยรู้จักกันว่า ปาร์มาแฮม) เป็นต้น ส่วนสินค้าของไทยก็มี ส้มโอท่าข่อย เมืองพิจิตร ข้าวไร่ลืมผัวเพชรบูรณ์ มะม่วงน้ำดอกไม้คุ้งบางกะเจ้า เป็นต้น

การขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI นั้น นอกจากจะเป็นการคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยแล้ว ยังช่วยเพิ่มราคาให้กับสินค้าที่มีตรารับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ด้วย ยกตัวอย่าง การศึกษา สินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้วที่ผ่านมาพบว่า กาแฟดอยช้าง มีราคาเพิ่มขึ้นจาก 12 เหรียญสหรัฐ/กิโลกรัม เป็น 65 เหรียญสหรัฐ/กิโลกรัม มีการคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นรูปแบบหนึ่ง นอกจากนี้ยังทำให้ชุมชนเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น และเริ่มหันมารักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่นกันอย่างเข้มงวดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังก็คือ สามารถจะควบคุมกระบวนการผลิตให้อยู่ในท้องถิ่นนั้นทั้งหมด และที่สำคัญสินค้าควรสนองตอบความต้องการของตลาด ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาขึ้นทะเบียนให้ได้จำนวนมากเข้าไว้เพื่อเอาไปเจรจาแลกกับสหภาพยุโรป แต่ขายไม่ได้ก็จะกลายเป็น GI ขยะไป ผู้เขียนติงไว้เพราะเป็นช่วงครบรอบ 10 ปีของ GI ไทยพอดี และได้ข่าวว่าตั้งเป้าจะขึ้นทะเบียนกันเดือนละ 1 รายการสินค้า ก็เป็นห่วงว่าจะไม่ได้คุณภาพ ได้แต่ปริมาณ ตลาดก็ไม่ต้องการ ในท้ายสุด ภาระก็จะตกแก่รัฐบาลอีก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท