posttoday
ภารกิจท้าทายรมว.คลังคนใหม่

ภารกิจท้าทายรมว.คลังคนใหม่

27 สิงหาคม 2557

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ยังเป็นโจทย์ใหญ่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของประเทศไทย ที่กำลังจัดตั้งรัฐบาลและควานหาคนมือดีเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อบริหารเศรษฐกิจของประเทศที่มีปัญหารุมเร้า จนเศรษฐกิจปีนี้ทำท่าจะทรุดต่ำ โตไม่ถึง 2% ต่อปี

ถึงเวลานี้ พบว่ามีชื่อหลายคนที่จะเข้ามานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องชี้ขาดภายในไม่กี่วันนี้ตั้งแต่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ที่นั่งเป็นที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ค่อนข้างแน่นอนว่าจะเป็นรองนายกรัฐมนตรี คุมด้านเศรษฐกิจทั้งหมด ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการให้นั่งเป็น รมว.คลัง ควบอีกหนึ่งตำแหน่ง แต่เจ้าตัวยังแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะต้องการเป็นรองนายกฯ ดูภาพรวมทางเศรษฐกิจ และหาคนมือดีเข้ามานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังช่วยบริหารงาน

สำหรับชื่อที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เสนอมีทั้ง ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมถึงสมหมาย ภาษี อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และเคยถูก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ดึงมาเป็น รมช.คลัง สมัยรัฐบาลขิงแก่ปี 2550

นอกจากนี้ ยังมีชื่อของ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ อดีตกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย ที่สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา คสช.เสนอเข้าประกวดอีกหนึ่งคน

จากตัวเลือกที่มีอยู่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องคิดหนักหาคนที่ครบเครื่องรอบด้านมากที่สุด เพื่อมาบริหารเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาจำกัด 12 ปีนี้ โดยมีโจทย์ใหญ่ทางเศรษฐกิจที่ต้องยกเครื่องขนานใหญ่รออยู่ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่สำคัญ

ภารกิจของ รมว.คลังคนใหม่ อันดับแรกที่หนีไม่พ้น คือ การเรียกความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจกลับมาให้ได้มากและเร็วที่สุด แม้ว่าหลัง คสช.เข้ามาบริหารประเทศจะเรียกความเชื่อมั่นได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่พอที่จะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจคึกคัก จนหลายหน่วยงานต่างลดเป้าหมายการขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้เหลือ 1.52% จากที่เคยคาดว่าจะขยายตัวได้ 23%

การเรียกความเชื่อมั่นและสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจ จึงเป็นงานท้าทายของ รมว.คลังคนใหม่ ภายใต้ข้อจำกัดหลายอย่างภายใต้การปกครองโดยรัฐบาลทหาร โดยเฉพาะการคงกฎอัยการศึกไว้แม้จะมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ส่งผลให้การท่องเที่ยวของไทยฟื้นตัวได้ยาก

นอกจากนี้ รมว.คลังยังต้องหาทางแก้ปัญหาเครื่องยนต์ขับเคลื่อนทั้ง 4 ตัว ที่เกิดปัญหาติดๆ ดับๆ ทั้งการบริโภค การลงทุน การเบิกจ่ายงบประมาณ การส่งออก รวมถึงการท่องเที่ยว ให้ฟื้นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เต็มกำลังอีกครั้ง ไม่เช่นนั้นก็ยากที่เศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าจะเติบโตได้

ภารกิจอันดับที่สองของ รมว.คลังคนใหม่ที่ต้องเร่งทำครั้งใหญ่ คือ การปฏิรูปโครงสร้างของประเทศ ซึ่งตามโรดแมปเศรษฐกิจที่กระทรวงการคลังเสนอ คสช. มีแผนการปฏิรูปชัดเจน ทั้งการปฏิรูปภาษีเพื่อหารายได้ ด้วยการเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 7% เป็น 10% ในปี 2559 การเก็บภาษีน้ำมันดีเซล การเก็บภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังมีการปฏิรูปภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ลดช่องว่างคนจนกับคนรวยที่ห่างมากในปัจจุบันให้แคบลง ทั้งการเสนอให้เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การเก็บภาษีมรดก และการแจกภาษีคนจน รวมทั้งการปฏิรูปภาษีเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ที่เสนอให้เก็บภาษีสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดมลพิษทางน้ำ อากาศ ทั้งหมดนี้ล้วนรอ รมว.คลังคนใหม่มาผลักดัน

มาถึงภารกิจที่สาม ที่ รมว.คลังต้องเร่งดำเนินการเพื่อหยุดความเสียหายและกลายเป็นภาระกับเงินภาษีของประเทศ คือ การแก้ไขปัญหาฐานะแบงก์รัฐ 2 แห่ง คือ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ที่ประเมินว่าทั้งสองแห่งมีหนี้เสียไม่ต่ำกว่า 50% ของสินเชื่อ ที่อาจแก้ไขแบบเดิมๆ ไม่ได้ผลแล้ว คือ การเพิ่มทุน ซึ่งอาจต้องใช้วิธีการควบรวมกับธนาคารรัฐแห่งอื่น เช่น เอสเอ็มอีแบงก์ควบกับธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ รมว.คลังต้องกล้าที่จะตัดสินใจ

ภารกิจที่สี่ คือ การแก้ปัญหาฐานการคลังที่ขาดดุลต่อเนื่องมานานนับ 10 ปี จากการเก็บรายได้ที่น้อยกว่ารายจ่าย การแก้ไขจะเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปภาษี ที่หาก รมว.คลังเดินหน้าเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 10% ตามประกาศ คสช.ก่อนหน้านี้ ก็จะบรรเทาปัญหาได้มาก และทำให้งบประมาณเข้าสู่สมดุลได้ในปี 2560 ตามเป้าที่ตั้งไว้

ต่อมาภารกิจที่ห้า คือ การเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเปิดประชาคมอาเซียน (เออีซี) ปี 2558 ด้านการเงินการคลัง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางด้านภาษี ด้านการเงินที่ยังไม่มีแผนงานที่ชัดเจนว่าจะทำงานหรือเตรียมความพร้อมในการรับมือกับการเปิดเออีซีอย่างไร

สำหรับภารกิจที่หก คือ การปรับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและการฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหา ในส่วนของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน นอกจาก รมว.คลังจะต้องหารายได้ตุนไว้สำหรับลงทุนแล้ว ยังต้องบริหารการกู้เงินมาลงทุนโดยที่หนี้ของประเทศไม่สูงเกินไป ซึ่งต้องใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น การดึงเอกชนมาร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP และกองทุนอินฟราสตรักเจอร์ฟันด์

ถ้าดูจากรายชื่อทุกคนที่ติดโผ รมว.คลัง ถือมีความสามารถ ฝีมือไม่ธรรมดาทุกคน หาก คสช.จะใช้งานทุกคน โดยให้ที่เหลือเป็น รมช.คลัง ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพื่อช่วยเสริมจุดอ่อนจุดแข็งทีมเศรษฐกิจให้ครบถ้วน เพราะธีระชัยเก่งเรื่องเศรษฐกิจมหภาคกับนโยบายการเงิน มีความรู้ทางด้านบัญชี ขณะที่สมหมายก็เชี่ยวชาญด้านภาษีและเงินกู้ สามารถสานต่อการปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ และการหาเงินกู้มาลงทุนขนาดใหญ่ ส่วนอภิศักดิ์ก็เป็นนักบริหาร นักวางระบบ และเชี่ยวชาญด้านการเงิน สามารถเข้ามาแก้ปัญหาหนี้เสียของแบงก์รัฐได้อย่างมาก

แต่ถ้าจะให้ครบเครื่องทั้งหมดก็คงหนีไม่พ้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร

อย่างไรก็ตาม การตั้ง รมว.คลัง พร้อมกับ รมช.คลัง หลายคน อาจทำให้รัฐบาล คสช.เสียเก้าอี้ให้กับด้านเศรษฐกิจมากเกินไป และหากเกิดทำงานไม่เข้าขากัน ผลเสียก็จะตกกับเศรษฐกิจของประเทศ

สุดท้ายจึงอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะตัดสินใจว่าใครที่เหมาะสมที่สุดที่จะมาเป็น รมว.คลัง รับผิดชอบบริหารเศรษฐกิจของประเทศ และผลงานของ รมว.คลัง ถือเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายของรัฐบาลใหม่ ว่าจะสอบผ่านและสอบตกในการเข้ามาควบคุมการบริหารประเทศ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท