
อำนาจถอดถอน
บทบาทหน้าที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนอกจากเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พิจารณาร่างพระราชบัญญัติอีกหน้าที่คือการดำเนินการเกี่ยวกับการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมือง
บทบาทหน้าที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนอกจากเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พิจารณาร่างพระราชบัญญัติอีกหน้าที่คือการดำเนินการเกี่ยวกับการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมือง
ที่ผ่านมามีการถกเถียงกันว่า สนช.มีอำนาจในเรื่องนี้หรือไม่อย่างไร จนเป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างข้อบังคับการประชุม สนช. พ.ศ. 2557 ถึงกับมีอาการครุ่นคิดอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม ในหลักการเบื้องต้นคณะ กมธ. เห็นตรงกันว่า สนช.มีอำนาจถอดถอนสมาชิก สนช.ด้วยกันเองได้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 12 ที่บัญญัติไว้สังเขปว่า หากสมาชิก สนช.คนใดมีพฤติกรรมเสื่อมเสียสมาชิก สนช.มีสิทธิเข้าชื่อ เพื่อขอให้ที่ประชุม สนช.มีมติให้สมาชิก สนช.ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งได้เช่นเดียวกับการถอดถอนนายกรัฐมนตรีอันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 19
ส่วนกรณีถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2554 คณะ กมธ.ยังไม่ตกผลึกกันว่า สนช.จะมีอำนาจถอดถอนเหมือนกับวุฒิสภาตามปกติหรือไม่ แต่ถึงกระนั้นทางคณะ กมธ.จะบัญญัติเรื่องดังกล่าวลงไปในร่างข้อบังคับการประชุม สนช. ก่อนให้ที่ประชุม สนช.ตัดสินใจอีกครั้ง
สำหรับคดีการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งตามร่างพระราชบัญญัติฯ นั้น ขณะนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้รายงานการพิจารณาคดีมายังสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาในฐานะสำนักเลขาธิการ สนช. มาแล้ว 3 คดี ได้แก่ 1.กรณีของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา 2.นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และ 3.อดีต สว.จำนวน 36 คน ซึ่งทั้งหมดถูกตั้งข้อหาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา สว.โดยมิชอบ
ขณะที่คดีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูก ป.ป.ช.ตั้งข้อหาทาง ป.ป.ช.ได้ชะลอการส่งสำนวนมายัง สนช. เพื่อรอให้ สนช.มีความชัดเจนในเรื่องอำนาจการถอดถอนอย่างเป็นทางการ







