
อาร์เอสบี้ทวงเงินกสทช.ยื่นฉบับ2ขู่ครั้งหน้าฟ้อง
อาร์เอสยื่นทวงค่าฟุตบอลโลกจาก กสทช. ฉบับที่ 2 ขู่ 1 เดือนไม่คืบส่อฟ้องศาลเล็งชิงบอลโลก 2018
อาร์เอสยื่นทวงค่าฟุตบอลโลกจาก กสทช. ฉบับที่ 2 ขู่ 1 เดือนไม่คืบส่อฟ้องศาลเล็งชิงบอลโลก 2018
นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา บริษัทได้ยื่นหนังสือฉบับที่ 2 ถึงสำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อขออนุเคราะห์ให้พิจารณาเร่งรัดการชำระเงินสนับสนุนการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ในส่วนที่เหลืออีกประมาณกว่า 308.8 ล้านบาท จากเงินสนับสนุนรวม 427 ล้านบาท
ทั้งนี้ บริษัทอยากขอความอนุเคราะห์จากคณะกรรมการ กสทช. ได้พิจารณาให้ความช่วยเหลือจำนวนเงินสนับสนุนที่เหลือภายในเดือน ก.ย.นี้ เนื่องจากขณะนี้บริษัทจ่ายเงินค่าเยียวยาให้ลูกค้าไปแล้วทั้งหมดกว่า 300 ล้านบาท เพื่อลดภาระต้นทุนที่บริษัทแบกรับไว้ดังกล่าว จึงอยากให้ กสทช.เร่งพิจารณาการจ่ายเงินที่เหลือ
สำหรับยอดรวมการคืนกล่องบอลโลกในช่วงที่ผ่านมามีประมาณ 2 แสนกล่อง ขณะที่ยอดคืนแพ็กเกจมีอยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นราย ซึ่งหากคิดเป็นเม็ดเงินที่บริษัทต้องจ่ายให้กับลูกค้าที่ซื้อกล่องบอลโลกไปคิดเป็นมูลค่าประมาณ 318 ล้านบาท (ราคากล่องละ 1,590 บาท) ส่วนเงินจ่ายคืนค่าแพ็กเกจชมบอลโลก 8.9 แสนบาท (แพ็กเกจละ 299 บาท)
“ตอนนี้เราขอดูท่าทีของ กสทช.ก่อนว่าจะเป็นอย่างไร มีความกระตือรือร้นที่จะให้ความช่วยเหลืออนุมัติงบให้บริษัทหรือเปล่า ซึ่งหากภายใน 1 เดือนนับจากนี้ยังไม่มีความคืบหน้า ขั้นต่อไปจะพิจารณาว่า จะยื่นหนังสือฉบับที่ 3 หรือจะฟ้องร้องกับศาล แต่ขณะนี้ยังไม่มีการคิดในเรื่องดังกล่าว เพราะบริษัทเข้าใจว่า กสทช.มีเรื่องด่วนในหลายเรื่องให้ต้องเร่งพิจารณา แต่ก็มั่นใจว่าเรื่องน่าจะจบภายในสิ้นปีนี้” นายสุรชัย กล่าว
อย่างไรก็ดี แม้ว่าการบริหารสิทธิ์การแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ที่ผ่านมาจะมีปัญหา แต่บริษัทก็ยังมีความสนใจที่จะเข้าร่วมประมูลฟุตบอลโลก 2018 ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ เนื่องจากกีฬาดังกล่าวคนไทยให้ความสนใจนอกเหนือจากฟุตบอลยูโร ,ลีกลาลีกา สเปน และพรีเมียร์ลีกอังกฤษ
นายสุรชัย กล่าวอีกว่า กีฬาฟุตบอลยังคงเป็นกีฬาที่บริษัทให้ความสนใจ เพราะบอลโลกคือสุดยอดของคอนเทนต์ แต่ราคาประมูลต้องมีความเหมาะสม ซึ่งบริษัทก็มีการตั้งราคาไว้ในใจอยู่แล้ว แต่เนื่องจาก กสทช.มีการออกมาประกาศกฎมัสต์แฮฟ(หลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์ที่เผยแพร่ได้เฉพาะรายการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป) ส่งผลให้การบริหารสิทธิ์ทำได้ยากขึ้น เนื่องจากมีข้อจำกัดการบริการสิทธิ์เพื่อนำต่อมาต่อยอดธุรกิจ ซึ่งผู้ที่ชนะการประมูลต้องคิดมากขึ้น
ในด้านของภาพรวมผลประกอบการในสิ้นปีนี้บริษัทยอมรับว่าต่อกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 5,000 ล้านบาทเล็กน้อย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบทางการเมืองในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ แต่หากมองในด้านของผลกำไรบริษัทยังคงมั่นใจว่าสิ้นปียังคงใกล้เคียงกับเป้าหมายที่วางไว้ และถ้าหากบริษัทได้เงินสนับสนุนการถ่ายสอดสดบอลโลกก้อนที่เหลือได้ก็จะทำให้บริษัทมีรายได้ในสิ้นนี้เพิ่มขึ้น







