ภารกิจยกกำลังสอง นายกฯ ในร่าง หน.คสช.
ทันทีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี มีการมองถึงบทบาทหน้าที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องปรับเปลี่ยนไปด้วยหรือไม่อย่างไร
โดย...เลอลักษณ์ จันทร์เทพ
ทันทีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี มีการมองถึงบทบาทหน้าที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องปรับเปลี่ยนไปด้วยหรือไม่อย่างไร
ทั้งนี้ คสช.ได้เข้าควบคุมอำนาจบริหารประเทศแต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้า คสช. มีอำนาจพิเศษในการออกประกาศ คำสั่งต่างๆ ชนิดควบรวมกิจการตั้งแต่งานความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม การเมือง อยู่ในความรับผิดชอบของหัวหน้า คสช. เรียกได้ว่าสากกะเบือยันเรือรบ
อย่าลืมว่า นายกรัฐมนตรี คือ ผู้นำฝ่ายบริหาร ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา เป็นผู้นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งจะมีวาระดำรงตำแหน่งตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
แต่การเข้ามารับหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติ ด้วยการยึดอำนาจรัฐประหาร โดย คสช.มีหัวหน้าคณะ คสช.คนคนเดียวกับนายกฯ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก็ไม่ได้กำหนดไว้ว่านายกฯ จะมีวาระในการดำรงตำแหน่งกี่ปี
แต่ตามโรดแมปที่หัวหน้า คสช.ได้วางไว้ คือ นับจากนี้ไปการบริหารราชการแผ่นดินของ “รัฐบาลชั่วคราว” จะมีวาระเพียง 1 ปีเท่านั้น และจะเข้าสู่สถานการณ์ปกติให้มีการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยต่อไป
การทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จะเริ่มจากการนั่งเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ซึ่งจะต้องดูทุกเรื่อง ทุกนโยบาย หากดูแล้วอาจจะไม่ต่างจากการทำหน้าที่หัวหน้า คสช.ก่อนหน้านี้ ที่จะมีการประชุม คสช.คณะใหญ่สัปดาห์ละ 1 ครั้งเช่นกัน รวมถึงยังมีหน่วยงานขึ้นตรงกับหัวหน้า คสช. ถึง 6 หน่วยงานหลัก
ประกอบด้วย 1.กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร 2.สำนักงานตำรวจแห่งชาติสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ 3.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ 4.สำนักงบประมาณ 5.สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ 6.องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน)
อีกทั้งยังต้องนั่งเป็นประธานหัวโต๊ะต่างๆ อาทิ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) คณะกรรมการที่ปรึกษาของ คสช. ด้านโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม ซึ่งอำนาจหน้าที่ทั้งหมดนี้จะถูกถ่ายโอนมาอยู่ในอำนาจ “นายกรัฐมนตรี”
ส่วนภารกิจภาคปฏิบัติที่ “นายกฯ ประยุทธ์” ต้องทำมากกว่าหัวหน้า คสช. เช่น เดินสายแนะนำตัวกับกลุ่มประเทศอาเซียนตามด้วยเอเชียยุโรป หรือไม่ก็แต่งตัวรอในตึกไทยคู่ฟ้าให้เหล่าบรรดาทูตานุทูต แขกบ้านแขกเมือง เข้าร่วมแสดงความยินดีเจรจาสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศรวมถึงหารือนโยบายการค้าการลงทุน
ผู้บริหารประเทศต้องใส่ใจปัญหาร้องทุกข์ของชาวบ้านตาดำๆ ที่ร้องผ่านคอลเซ็นเตอร์ 1111 หรือผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ที่มีอยู่ในทำเนียบรัฐบาล หรือแม้แต่ที่ศูนย์ดำรงธรรม ภายใต้สังกัดกระทรวงมหาดไทย ที่ตั้งรับเรื่องไว้ทุกจังหวัดทั่วประเทศมาพิจารณาและรับปัญหาไปแก้ไข
นอกจากนี้ อาจต้องรับบทเป็นประธานตัดริบบิ้นงานภาครัฐบ้าง เอกชนบ้าง แต่คงไม่เน้นมากเท่าไหร่ ถ้ามากไปจะเสียเวลาเปล่า เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ยังอยู่ระหว่างบทพิสูจน์ผู้นำพาชาติพ้นภัย จึงยังไม่จำเป็นที่จะต้องเปลืองตัว ขณะเดียวกันอาจจะแบ่งเวลาบางส่วนขึ้นเวทีบนโพเดียมแสดงวิสัยทัศน์ความเป็นผู้นำเพื่อชี้ทิศทางประเทศบ้าง ประชาชนจะได้พอรู้ว่าประเทศเรากำลังแก้ไขและถูกผลักดันให้เดินหน้าแบบมีเข็มทิศและมีเป้าหมาย
สิ่งที่ขาดไม่ได้ไม่ว่านายกฯ ประยุทธ์จะคิดการไกล หวังรับไม้ต่อจัดตั้งรัฐบาลถาวรในอนาคตหรือไม่ คงต้องทำบ้างแต่ไม่ต้องเยอะมากทุกสัปดาห์ หรือเดือนละครั้งสองครั้งเหมือนกับรัฐบาลปกติที่ทำงานเพื่อหวังฐานเสียงไปด้วย ก็คือการลงพื้นที่ต่างจังหวัดเพื่อตรวจราชการพบปะชาวบ้านบ้าง จะได้รู้สึกว่าไม่เคว้งคว้าง
แถมยังช่วยแก้ปัญหาเรื่องระยะห่างระหว่างรัฐบาลกับประชาชน สร้างบรรยากาศความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ
เหมือนเช่นนายกฯ พลเรือนเคยกล่าวไว้ “นายกฯ สามารถเหยียบได้ทุกที่บนผืนแผ่นดินไทย”







