
"'ชิเกตะ"ตั้งทนายขอเด็กอุ้มบุญกลับญี่ปุ่น
ตร.เผย ชิเกตะ ตั้งทนายความทำหนังสือขอเด็กอุ้มบุญกลับ ขู่"หมอพิสิฐ"เบี้ยวหมายเรียกเตรียมออกหมายจับแน่ ด้านแม่ทารกโผล่มัดอีก
ตร.เผย ชิเกตะ ตั้งทนายความทำหนังสือขอเด็กอุ้มบุญกลับ ขู่"หมอพิสิฐ"เบี้ยวหมายเรียกเตรียมออกหมายจับแน่ ด้านแม่ทารกโผล่มัดอีก
เมื่อวันที่26ส.ค.57 พ.ต.อ.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบก.น.4 รับผิดชอบงานสอบสวนคดีอุ้มบุญ กล่าวว่า กรณีที่นพ.พิสิฐ ตันติวัฒนกุลที่คลินิก ออลไอวีเอฟ แพทย์คลินิกเวชกรรมเฉพาะทางสูตินารีเวช มีส่วนพัวพันกับการทำอุ้มบุญนั้น ตำรวจได้ออกหมายเรียกนพ.พิสิฐไปแล้ว1 ครั้งเพื่อสอบปากคำ แต่นพ.พิสิฐยังไม่สะดวกเข้ามาให้ปากคำ ตำรวจจึงจะออกหมายเรียกอีกครั้ง หากยังปฏิเสธไม่เข้ามาให้ปากคำ ทางพนักงานสอบสวนก็จะออกหมายจับได้เลยย อย่างไรก็ตาม ต้องดูที่เจตนาถึงสาเหตุที่นพ.พิสิฐไม่สามารถมาให้ปากคำได้ด้วย
สำหรับความคืบหน้าในคดีอุ้มบุญ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำงานกันอย่างเต็มที่ โดยมีการประสานงานกับทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ถือว่าคดีนี้มีความคืบหน้าไปมาก ส่วนกรณีที่มีแม่อุ้มบุญออกมาระบุว่า มีตัวแทนที่ติดต่อให้ทำอุ้มบุญ ให้ช่วยโกหกในการเลี้ยงดูเด็ก ว่าไม่สามารถเลี้ยงได้ เพื่อที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการยกเด็กให้กับบุคคลอื่นนั้น เรื่องนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ กำลังดำเนินการสอบสวนอยู่ หากผลการสอบสวนพบว่าเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือเป็นช่องทางในการช่วยเหลือผู้กระทำผิด ทางเจ้าหน้าที่ก็สามารถดำเนินการตามกฏหมายได้ ทั้งนี้ ในเรื่องดังกล่าวทางเจ้าหน้าที่ก็กำลังดำเนินการตรวจสอบอยู่
ขณะที่พ.ต.อ.เดชา พรมสุวรรณ์ พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ สน.ลุมพินี กล่าวว่า ได้สอบปากคำนางวิภาดา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี 1 ในแม่อุ้มบุญให้กับนายชิเกตะ มึตสิโตะกิ ทายาทมหาเศรษฐีชาวญี่ปุ่น โดยใช้เวลานานกว่า 1 ชม. ซึ่งนางวิภาดาระบุว่านายชิเกตะ มึตสิโตะกิ ชายชาวญี่ปุ่นได้ว่างจ้างให้นายหน้าติดต่อมา โดยมีค่าจ้างอุ้มบุญราคา3 แสนบาท โดยการอุ้มบุญครั้งนี้ได้ลูกชาย พร้อมยอมรับว่าได้ทำการตรวจรักษาและฉีดตัวอ่อนกับนายแพทย์พิสิฐ ตันติวัฒนากุล ที่คลินิก ออลไอวีเอฟ คลินิกเวชกรรมเฉพาะทางสูตินารีเวช ชั้น 12A ห้องเลขที่ 12A04 และชั้น 15 อาคารศิวาเทล ถ.วิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม. ตั้งแต่เดือนต.ค.ปีที่ผ่านมา และได้คลอดเมื่อเดือนก.ค.2557 ที่โรงพยาบาลพญาไท2 ซึ่งตั้งแต่คลอดบุตรมายังไม่เคยได้พบกับนายชิเกตะ
พ.ต.อ.เดชา กล่าวว่า ข้อมูลของนางวิภาดา สอดคล้องกับคำให้การของน.ส.ดวงฤดี (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 31 ปี ที่ให้การว่าได้ทำการตรวจรักษาและฉีดตัวอ่อนกับนายแพทย์พิสิฐ ตันติวัฒนากุล ที่คลินิกเวชกรรมเฉพาะทางสูตินารีเวช ออไอวีเอฟ ย่านเพลินจิต ในช่วงเวลาเดียวกับน.ส.วิภาดา แต่น.พ.พิสิฐเป็นผู้ทำคลอดให้ที่รพ.พระราม 9 โดยได้ค่าจ้าง 4 แสนบาท เนื่องจากได้คลอดลูกแฝดชาย
"หลังจากนี้ พนักงานสอบสวน จะรอให้หญิงที่รับจ้างอุ้มบุญเข้าให้การจนครบทั้ง11ปากเป็นที่เรียบร้อยก่อนที่จะสรุปสำนวนส่งฟ้อง ขณะเดียวกันจากการสอบปากคำแม่อุ้มบุญทั้งหกรายต่างให้การตรงกันว่าน.พ.พิสิฐเป็นผู้ฝังตัวอ่อนและทำคลอดให้ โดยวิธีการผ่า ซึ่งหลังจากนี้ต้องรอให้น.พ.พิสิฐ เข้ามาให้ปากคำ รวมทั้งจะมีการเรียกนายรัฐประทาน ตุลาธร อดีตทนายความของนายชิเกตะมาสอบปากคำเพิ่มเติมด้วยเช่นเดียวกัน อีกทั้งพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างหาความเชื่อมโยง แม่อุ้มบุญทั้ง11คนว่าได้รับการติดต่อกับนายหน้าคนเดียวกันหรือไม่" พ.ต.อ.เดชา กล่าว
ที่ สน.ลาดพร้าว พ.ต.อ.ภาคภูม พูลศิริโภคา พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว เปิดเผยความคืบหน้าทางคดีอุ้มบุญว่า ขณะนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าไปเท่าที่ควร จะมีก็แต่ในส่วนของ นายมิทสึโตกิ ชิเกตะ ที่แต่งตั้ง นายก้อง สุริยะมณฑล เป็นทนายความ มาทำเรื่องประสานขอนำตัวเด็กอุ้มบุญทั้งหมดกลับไป ซึ่งก็ให้นายก้องนำหนังสือแต่งตั้งทนายความ พร้อมหนังสือคำร้อง มาชี้แจงเหตุผลว่า ทำไมถึงต้องการจะเลี้ยงเด็กอุ้มบุญไว้หลายๆ คน คาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ เพราะต้องแปลคำร้องจากภาษาญี่ปุ่น มาเป็นภาษาไทย







