
อียูจ่อคลอดคิวอีไพ่สุดท้ายพลิกฟื้นเศรษฐกิจ
ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังค่อยๆ ลดระดับการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณคิวอีอย่างต่อเนื่อง
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังค่อยๆ ลดระดับการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณคิวอีอย่างต่อเนื่อง ทว่าสำหรับสหภาพยุโรป (อียู) การใช้คิวอีเพิ่งพูดกันหนาหูมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังที่ผ่านมานี้เอง
ล่าสุด เมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา ณ การประชุมเศรษฐกิจประจำปี ที่เมืองแคนซัส ซิตี้ แจ็กสันโฮล รัฐไวโอมิงของสหรัฐ มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้สร้างความสั่นสะเทือนวงการการเงินทั้งโลก ด้วยการยอมรับว่าถึงเวลาแล้วที่อีซีบีจะต้องงัดมาตรการอื่นออกมาหนุนเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งหลายฝ่ายฟันธงว่าดรากีหมายถึงการใช้คิวอีอย่างแน่นอน
ต้องย้อนกลับไปก่อนว่า ธนาคารกลางยุโรปได้งัดมาตรการหลายอย่างออกมาสู้กับเศรษฐกิจที่กำลังซบเซาอย่างหนักหลายประการแล้ว ทั้งการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยติดลบ และยังเคาะแผนปล่อยเงินกู้ระยะยาวให้แก่ภาคธนาคารที่จะมีขึ้นในเดือน ก.ย.นี้
อย่างไรก็ดี สภาพเศรษฐกิจยุโรปกลับไม่ฟื้นตัว มิหนำซ้ำยังส่อแววแย่ลงกว่าเดิม โดยในไตรมาส 2 เศรษฐกิจชาติเสาหลักยูโรโซนอย่างเยอรมนีและฝรั่งเศสกลับอยู่ในภาวะหดตัวและไม่โต อยู่ที่ลบ 0.2% และ 0%
ขณะที่สัดส่วนตัวเลขว่างงานที่สูงถึง 11.5% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 0.3% ซึ่งนับว่าต่ำกว่าเป้าหมายที่อีซีบีวางไว้ที่ 2% ติดต่อกันยาวนานกว่า 5 ปี ทำให้เศรษฐกิจของยูโรโซนสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการเกิดภาวะเงินฝืดและจะส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในที่สุด
นักวิเคราะห์เฝ้าจับตาประเด็นดังกล่าวอย่างตาไม่กะพริบ ด้วยเกรงว่าเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างยูโรโซนอาจเผชิญภาวะเงินฝืดยาวนานกว่า 20 ปี เช่นเดียวกับญี่ปุ่น และจะสะเทือนเศรษฐกิจโลกอย่างหนัก
ถึงกระนั้นยังเป็นที่น่ากังขาว่าในความเป็นจริงแล้วอีซีบีจะสามารถใช้มาตรการคิวอีได้จริงๆ หรือ เนื่องจากธนาคารกลางยุโรปแห่งนี้มีเงื่อนไขหลายอย่างที่ไม่เหมือนกับธนาคารสหรัฐ หรือธนาคารกลางอังกฤษที่ใช้คิวอีไปแล้วก่อนหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยด้านแรงสนับสนุนทางการเมืองของดรากี
ต้องยอมรับว่าหากเปรียบเทียบแล้ว ดรากีมีอิทธิพลทางการเมืองน้อยมากเมื่อเทียบกับธนาคารกลางอื่น มิหนำซ้ำเยอรมนีซึ่งถือเป็นชาติเศรษฐกิจหลักผู้ค้ำชูเศรษฐกิจยุโรปและเป็นกรรมการของอีซีบีด้วยเช่นกัน ยังค้านการใช้คิวอีอย่างหัวชนฝา และพยายามจำกัดกรอบอำนาจของอีซีบีอีกด้วย
ด้าน ฟิลิปป์ ฮิลเดแบรนด์ อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ เคยแสดงทัศนะไว้ว่า มาตรการคิวอีไม่เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจยุโรป เนื่องจากปริมาณพันธบัตรในตลาดมีน้อยอยู่แล้ว การดูดพันธบัตรออกจะเป็นการซ้ำเติมสภาพเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ปริมาณพันธบัตรส่วนใหญ่ในตลาดยังเป็นของรัฐบาลเยอรมนีและฝรั่งเศส จึงเป็นปัญหาอย่างยิ่งสำหรับอีซีบีในประเด็นด้านการใช้คิวอีให้ครอบคลุม นับเป็นเงื่อนไขที่แตกต่างกับธนาคารกลางของรัฐที่มีรัฐบาลเดียวอย่างสหรัฐและอังกฤษอย่างชัดเจน
ดังนั้น แม้อีซีบีจะใช้มาตรการคิวอี แต่ก็น่าเชื่อว่าด้วยข้อจำกัดและเงื่อนไขตามที่กล่าวมาในข้างต้น จะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผลประโยชน์จากคิวอีไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งดรากีได้กล่าวที่แจ็กสันโฮลไปแล้วว่า ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ยูโรโซนจำเป็นต้องมีการปฏิรูปทางการเงินใน 4 ด้านด้วยกัน ได้แก่ แก้ไขนโยบายทางการเงินให้ยืดหยุ่นมากขึ้น การปรับลดอัตราภาษี การเพิ่มความร่วมมือทางการเงินระหว่างรัฐบาลให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และการเพิ่มโครงการลงทุนภาครัฐ
อย่างไรก็ดี แม้จะมีข้อจำกัดหลายด้าน แต่ธนาคารกลางยุโรปยังมีช่องว่างสำหรับการทำคิวอีเหลืออีกมาก โดยมีความได้เปรียบด้านสภาพคล่องที่เหลืออย่างเต็มที่
นอกจากนี้ หากเทียบกับสัดส่วนปริมาณเม็ดเงินที่ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐแล้ว นับว่าอีซีบียังจ่ายเงินออกไปน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณสินทรัพย์ที่มีอยู่ โดยสัดส่วนงบประมาณในการเข้าซื้อพันธบัตรของอีซีบีไม่เคยเกิน 9% ของงบดุลเลย ขณะที่ทางเฟดจ่ายเงินสำหรับโครงการคิวอีไปแล้วถึง 3.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่งบดุลอยู่ที่ 4.15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ด้านซิตี้กรุ๊ป วาณิชธนกิจรายใหญ่จากสหรัฐ ถึงกับออกโรงฟันธงว่าอีซีบีจะเริ่มเปิดตัวโครงการคิวอีในเดือน ธ.ค.ปีนี้ โดยจะเข้าซื้อทั้งพันธบัตรและตราสารหนี้ภาคเอกชนในวงเงินราว 1 ล้านล้านยูโร (ราว 42 ล้านล้านบาท) เพื่อกระตุ้นสภาพคล่อง
อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายก็ยังกังวลว่าการงัดมาตรการคิวอีออกมาจะทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์จากการเก็งกำไร เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในสหรัฐขณะนี้ ซึ่งผิดกับเจตนาที่ต้องการให้เงินจำนวนนี้ถูกหมุนเวียนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่า
มาร์ก บลีธ อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยบราวน์ในสหรัฐ และอีริค โลเนอร์แกน ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ในลอนดอน แสดงความเห็นตรงกันว่า แทนที่จะใช้นโยบายเข้าซื้อสินทรัพย์ ทำไมอีซีบีไม่ออก “เช็ค” ให้ทุกครัวเรือน เพราะนอกจากเงินจะถึงมือผู้ใช้จริงๆ แล้ว ยังไม่ต้องเกรงปัญหาว่าคนกลางอย่างสถาบันการเงินจะหอบเอาเม็ดเงินจากคิวอีไปเก็งกำไรอีกด้วย
ถ้าหากเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างยูโรโซน มีการประกาศใช้คิวอีจริงๆ ย่อมเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจของภูมิภาคอื่นๆ เนื่องจากกลไกการใช้คิวอีจะเป็นการกระตุ้นให้สกุลเงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างแน่นอน
กรณีการอ่อนค่าลงของเงินสกุลยูโรย่อมทำให้ราคาสินค้าที่ “เมด อิน ยุโรป” ในตลาดโลกลดลงตามไปด้วย ซึ่งจะเป็นการเสริมแกร่งแก่ศักยภาพในการแข่งขันแก่สินค้าจากยุโรป
ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศที่ส่งออกสินค้าไปยังยูโรโซนจะส่งออกได้น้อยลง เพราะสกุลเงินอื่นจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเปรียบกับยูโร นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สินค้าส่งออกราคาแพงขึ้นเช่นกัน อันเป็นการลดศักยภาพในการแข่งขันของสินค้าจากนอกยูโรโซน
โดยสรุป การงัดมาตรการคิวอีออกมาใช้จะส่งผลให้สินค้าที่ผลิตในยุโรปมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้นในตลาดโลก ขณะเดียวกันสินค้าจากทั่วโลกจะส่งออกไปยังยุโรปได้น้อยลง นับเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตลาดส่งออกยุโรป และส่งเสริมดุลการค้าขายต่างประเทศให้เกินดุลอีกด้วย
กรณีดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศตลาดใหม่ที่ยังคงต้องพึ่งการส่งออกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะมีคู่แข่งขันที่น่ากลัวจากยุโรปเพิ่มเติมแล้ว ปริมาณสินค้าที่ส่งออกไปขายในตลาดยุโรปที่นับว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่อันดับ 4 ของโลกยังน้อยลงอีกด้วย ฉะนั้นอีซีบีจะงัดคิวอีออกมาใช้หรือไม่? เป็นประเด็นที่วางใจไม่ได้แน่นอน







