posttoday
รัฐบาลประยุทธ์ 1 ต้องดันจีดีพี

รัฐบาลประยุทธ์ 1 ต้องดันจีดีพี

26 สิงหาคม 2557

ปรากฏการณ์สินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ในขณะนี้ สินเชื่อเริ่มขยับปรับตัวสูงขึ้นสะท้อนภาพของการค้าการลงทุนที่เริ่มผงกหัวขึ้นมา หลังจากคอตกไปเมื่อช่วงต้นปี

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

ปรากฏการณ์สินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ในขณะนี้ สินเชื่อเริ่มขยับปรับตัวสูงขึ้นสะท้อนภาพของการค้าการลงทุนที่เริ่มผงกหัวขึ้นมา หลังจากคอตกไปเมื่อช่วงต้นปี

สินเชื่อที่ขยายตัวดีขึ้นเป็นสินเชื่ออื่น แต่สินเชื่อเพื่อการบริโภคในรูปของสินเชื่อบุคคลนั้นหดตัวลง ไม่ได้หดเพราะความต้องการสินเชื่อลด แต่สินเชื่อลดลงเพราะธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (นันแบงก์) หยุดและชะลอการปล่อยกู้ เนื่องจากหนี้เสียของกลุ่มนี้เริ่มมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

จากตัวเลขสินเชื่อบุคคลภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 จำนวนบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น 1.88% เทียบจากสิ้นเดือน ธ.ค. 2556 ที่ระดับ 11.47 ล้านใบ เพิ่มเป็น 11.69 ล้านใบ สินเชื่อคงค้างเพิ่มขึ้น 1.67% จาก 2.99 แสนล้านบาท มาอยู่ที่ 3.04 แสนล้านบาท

ตัวเลขสำคัญคือ ปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มสูงถึง 17.31% จากสิ้นเดือน ธ.ค. 2556 ที่อยู่ 10,920 ล้านบาท เพิ่มเป็น 12,810 ล้านบาท ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2557

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโร ระบุว่า หนี้ครัวเรือนในปัจจุบันปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 9 แสนล้านบาท ภายใน 12 เดือน จากระดับ 8.99 ล้านล้านบาท เป็น 9.8 ล้านล้านบาท คิดเป็น 82% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งขยับเข้าใกล้เขตอันตรายเต็มที เพราะหนี้ครัวเรือนของโลกที่ถือว่าเป็นเรดโซนอยู่ในระดับ 85% ของจีดีพี

“จำนวนประชากรในปัจจุบันอยู่ที่ 67 ล้านคน เป็นคนทำงาน 40 ล้านคน มีจำนวนคนที่เป็นหนี้และเครดิตบูโรมีข้อมูล 26 ล้านคน มีบัญชีทั้งหมด 72 ล้านบัญชี และมี 1.1 ล้านบัญชี ที่เริ่มมียอดค้างชำระ 13 เดือน โดยเพิ่มขึ้นจาก 8.5 แสนบัญชีในอดีต นั่นหมายความว่าคนที่มีการค้างชำระในช่วง 1-2 เดือนย้อนหลังมีจำนวนมากขึ้น และหากคนกลุ่มนี้เริ่มไปก่อหนี้ใหม่ อาจจะเกิดประเด็นที่น่ากังวลได้” สุรพล ระบุ

ดังนั้น กลุ่มคนที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ ผู้ที่มีเงินเดือนน้อยกว่าเดือนละ 1 หมื่นบาท ที่จะต่อสู้กับค่าครองชีพไม่ไหว ชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ของลูกค้าสินเชื่อบุคคลควรอยู่ที่ระดับ 40-50% แต่ในขณะนี้สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 50-60% บางรายอาจปรับขึ้นไปสูงถึง 65% ของรายได้ ซึ่งถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น แต่รายได้เท่าเดิม

ธนาคารมองว่าภาระหนี้ต่อรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นเรื่องที่น่ากลัว บริษัทจึงเพิ่มความเข้มงวดในเงื่อนไขการให้สินเชื่ออีกครั้ง และดูข้อมูลลูกค้าในเครดิตบูโรนานขึ้น บางรายที่ไม่แน่ใจก็จะไม่ปล่อยสินเชื่อให้

จากการสำรวจตลาดสินเชื่อบุคคล พบว่าหนี้ค้างชำระของสินเชื่อบุคคลเพิ่มขึ้นทุกสถาบันการเงิน เป็นผลมาจากเงินเฟ้อ ราคาสินค้าที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้านี้ และการนำเงินสินเชื่อบุคคลมาใช้หมุนเวียนเป็นสภาพคล่องสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไซส์เล็ก ซึ่งบางรายเป็นหนี้เสียซ้ำแล้วซ้ำอีก

หากการใช้สินเชื่อบุคคลสูง และนำเงินไปใช้อย่างไร้ประสิทธิภาพไม่ก่อประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ เช่น นำไปเล่นหุ้น เก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ ซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย สะท้อนภาพว่าเริ่มจะเกิดเศรษฐกิจฟองสบู่

แต่หากสินเชื่อบุคคลมีการขยายตัวสูง เพราะลูกค้านำเงินไปใช้จ่ายซื้อสินค้าเพื่อยังชีพ จ่ายค่าเล่าเรียน เอาไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนธุรกิจ หมุนเงินไปมาๆ สะท้อนภาพเงินฝืดของครัวเรือนว่า ยังมีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย แม้จะมีเหตุผลมาจากหลายประการ แต่สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังไม่ดีจริงๆ

แม้ ธปท. หรือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะมองตรงกันว่าหนี้ครัวเรือนในปีนี้จะเริ่มลดลง แต่หนี้ที่ลดลงนี้เป็นการลดลงเพราะธนาคารระงับการให้สินเชื่อ ไม่ได้เกิดเพราะลูกหนี้มีรายได้มากขึ้น ข้อมูลยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการบริโภคอุปโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์เท่ากับ 3,334,029 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.8% ต่ำกว่าที่ผ่านมา โดยหนี้สินครัวเรือนชะลอตัวลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 หลังจากสิ้นสุดมาตรการรถคันแรก ประกอบกับเกิดความไม่มั่นคงทางรายได้และการมีงานทำในอนาคต

หนี้ครัวเรือนที่เป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจมาตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งเป็นหนี้ของกลุ่มคนชั้นกลาง มาจากการตัดสินใจซื้อรถคันแรก เพราะเห็นว่าจะได้เงินภาษีสรรพสามิตคืนสูงสุดถึง 1 แสนบาท โดยไม่ได้ประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของตัวเอง และไม่ได้คิดถึงเงื่อนไขว่า จะต้องครอบครองรถยนต์ให้ครบ 5 ปี หากปล่อยให้ไฟแนนซ์ยึดรถไปหรือขายรถไปก่อนครบ 5 ปี ก็จะต้องคืนภาษีให้กรมสรรพสามิต

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ สมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต จะระบุว่า ผู้ใช้สิทธิในโครงการรถคันแรกที่ได้รับเงินคืนไปแล้ว แต่ไม่สามารถผ่อนชำระค่างวดกับบริษัทสินเชื่อเช่าซื้อหรือลีสซิ่งได้ และไม่ได้ถือครองรถยนต์ครบตามเงื่อนไข มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2556 จากเดิมที่มีเพียง 10-20 ราย กลับเพิ่มเป็น 511 ราย หรือเพิ่มขึ้นกว่า 50 เท่า ในปี 2557 เป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไข 485 ราย มีขอผ่อนชำระคืน 5 ราย และส่งเอกสารให้กรมบัญชีกลางฟ้องร้อง 21 ราย

แม้ตัวเลขอาจจะไม่มากหากเทียบกับตัวเลขยอดการขอเข้าโครงการทั้งหมด การทิ้งรถโดยไม่ผ่อนต่อนั้น อาจจะทำให้เครดิตเสีย แต่ลูกหนี้ก็ไม่ต้องแบกหนี้หลังแอ่นอีกต่อไป ซึ่งเป็นการตัดสินใจปลดหนี้โดยยอมขาดทุนจากการก่อหนี้เกินตัว

ชูชาติ บุญยงยศ ประธานชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล กล่าวว่า ปัจจุบันประชาชนผู้ถือบัตรเครดิตในระบบที่มีอยู่กว่า 18 ล้านบัญชี พบว่าในปี 2556 มีบัญชีที่เป็นหนี้เอ็นพีแอลกว่า 1.5 แสนบัญชี โดยมีหนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 4 แสนบาท/บัญชี ซึ่งคาดว่าในปีนี้ตัวเลขหนี้จะปรับเพิ่มขึ้นอีก ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง

โจทย์ใหญ่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คือ การกระตุกการบริโภคให้ฟื้น ไม่เช่นนั้นปัญหาที่จะตามมาคือการตกงาน ซึ่ง สศช.กล่าวแล้วว่าในไตรมาส 2 ของปีนี้ มีคนว่างงานเพิ่มขึ้น 1% มีผู้ว่างงาน 4 แสนคน จากจำนวนคนทำงานทั้งหมด 38.4 ล้านคน และยิ่งธุรกิจเอสเอ็มอีที่ส่อแววร่อแร่ เจียนอยู่เจียนไปเพราะทนพิษเศรษฐกิจไม่ไหว อาจทำให้คนว่างงานมีเพิ่มขึ้นอีก

ฉะนั้น รัฐบาลประยุทธ์ 1 จะสนใจแต่เสถียรภาพ ไม่สนใจการขยายตัวของจีดีพี คงจะไม่ได้อย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท