
89ปีสมเด็จช่วงฯของชาติสงบ/ยันศาสนาไม่มีปัญหา
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
26 ส.ค.นี้ ครบรอบวันคล้ายวันเกิด 89 ปีของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺญมหาเถร ป.ธ.9) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ โดยมีการจัดงานบำเพ็ญกุศลที่วัดปากน้ำ ขณะที่มหาเถระกรรมการมหาเถรสมาคม 16 รูป พระเถระ 129 รูป เดินทางร่วมเจริญพระพุทธมนต์
ในยุค คสช.ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงประเทศ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์มีบทบาทสนับสนุนการปรองดองให้กับคนในชาติ โดยมีดำริโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ให้มหาเถรสมาคมไปดำเนินการ ก่อนมอบหมายยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ให้ผลักดันโครงการนี้ จนมีการมอบป้าย “หมู่บ้านรักษาศีล 5” หลายร้อยหมู่บ้านทางภาคเหนือ โดยเริ่มที่ จ.สระบุรี แห่งแรก
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ถึงการสร้างความสมานฉันท์ว่า ความปรารถนาของมนุษย์ทั่วไปย่อมต้องการความสุข ความเจริญ ความรุ่งเรือง แต่ก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะว่าคนในสังคมมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงต่างกัน มีทั้งคนที่ประพฤติดีและไม่ดี จึงคิดว่าไม่ต้องมากมายอะไรขอเพียงมีศีล 5 เท่านั้น ถ้าทุกคนมีศีล 5 บ้านเมืองก็ร่มเย็นเป็นสุข จึงเกิดโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ขึ้น มีระยะเวลาโครงการตั้งแต่ปี 2557-2560 ซึ่งไม่ต้องถึงขั้นทุกหมู่บ้านรักษาศีลกัน 100% ของเพียง 50% ก็พอใจแล้ว ในหมู่บ้านๆ หนึ่งจะมีกี่ครัวเรือนก็ตาม เอาเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ก็ให้ป้ายว่าหมู่บ้านรักษาศีล 5
“ไปเท่าที่ไปได้ก็แล้วกัน เหมือนอย่างภาคใต้ทุกวันนี้ก็คงไปไม่ได้”
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์กล่าวว่า การรักษาศีลนี้ไม่ยาก ไม่ลำบาก เพียงรักษากายให้ดี รักษาวาจาให้ดีก็เป็นศีล ถ้ากายดีกับวาจาดี ถ้ากายไม่ทำผิด ไม่ทำสิ่งทุจริต ไม่ทำสิ่งที่เป็นโทษ ทางวาจาก็พูดแต่คำที่ไพเราะอ่อนหวาน คำสมัครสมานสามัคคี ไม่พูดคำพูดโป้ปดมดเท็จ คำหยาบ คำหลอกลวง ศีลจะมีเท่าไหร่ก็เชื่อว่ารักษาได้หมด
สำหรับผู้ที่ไม่เคยถือศีลมาก่อนแนะนำว่า เรื่องศีล 5 นี้เป็นนิจศีลที่มีอยู่แก่คนทั่วๆ ไปโดยที่ไม่ต้องไปสมาทานกับใครที่ไหน ถึงแม้ว่าจะไม่รู้จักศีล 5 แต่ถ้าไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดลูกเขาเมียเขา ฯลฯ ก็ได้ชื่อว่ามีศีล 5 แล้ว ทั้งนี้การถือศีล 5 นี่ก็เป็นการปรองสมานฉันท์คนในชาติ ถ้าทุกคนมีศีล 5 ก็รักกัน สามัคคีกัน กลมเกลียวกัน
“ที่ท่านประธาน คสช. ต้องการให้มีการปรองดองสมานฉันท์ก็ต้องอาศัยนี่ล่ะ ศีลนี่ล่ะเป็นเครื่องช่วย เรื่องเหล่านี้ก็ต้องอาศัยการสนทนาปราศรัย การพูดคุยกัน ชี้แจงกันให้ได้รู้ได้เข้าใจ อย่างเรื่องต่างๆ ที่มีอยู่ ถ้าได้ปรับความเข้าใจกัน ได้พูดคุยกัน รู้เรื่อง และยอมกันบ้าง มันก็พอสงบลงได้ แต่ถ้าไม่ยอมกันมันก็ไม่ยอมกัน”
ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ยังกล่าวด้วยว่า สิ่งที่ประธาน คสช.พูดในทีวีนั้น ก็คือการพูดเกี่ยวกับเรื่องศีล 5 นั่นเอง เพียงแต่ไม่ยกบาลีเท่านั้น การไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนกัน ไม่ทำร้ายกัน ก็อยู่ในศีล 5 นั่นเอง
“บางคนจะนึกว่าหญ้าปากคอก ของง่ายๆ บางทีไปสอนสูงไปก็ไม่รู้ไม่เห็นกัน ช่วยกันพูด ช่วยกันชักจูง มันต้องได้แน่ เพราะเดี๋ยวนี้เข้าใจว่าทั่วประเทศเอาโครงการนี้ แต่จะได้มากน้อยเราก็ไม่ว่ากันนะ ถ้าทุกคนไม่ช่วยกันก็ไปไม่ได้ ก็เลิกกัน เราไม่ได้ลงทุนอะไรนี่ ไม่ต้องเสียอะไร แล้วเราไม่ต้องบังคับ เรื่องนี้ไม่มีการบังคับ ไม่เอาก็ไม่เอา ไม่ว่ากัน”
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงการปฏิรูปศาสนาที่ คสช.ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการเมื่อเร็วๆ นี้ เจ้าพระคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ตอบว่า ไม่ได้เป็นห่วงอะไรในวงการพุทธศาสนา เพราะว่าไม่มีเรื่องอะไร ทุกอย่างเป็นปกติธรรมดา
“เรามี พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มีกฎหมาย มีระเบียบมหาเถรสมาคม มีอะไรต่ออะไรดูแลพระสงฆ์ พระสงฆ์ก็ไม่ผิดปกติอะไร ไม่ต้องน่าเป็นห่วง ที่เขาจะมีการปฏิรูปกันอาตมาไม่ทราบ” สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ กล่าว







