
กฏหมายพันปีภาษีมรดก
ในบรรดากฎหมายดีๆ หลายฉบับที่ไม่สามารถตราเป็นกฎหมายโดยผ่านท่านผู้ทรงเกียรติในสภาที่มาจากการเลือกตั้งได้นั้น กฎหมายการเรียกเก็บภาษีมรดกเป็นอีกฉบับหนึ่งที่มีการพูดถึงกันมานานหลายยุคหลายสมัย และมักจะมีการหยิบยกเป็นประเด็นทุกครั้งเมื่อมีอำนาจพิเศษเข้ามาปกครองบ้านเมือง
ในบรรดากฎหมายดีๆ หลายฉบับที่ไม่สามารถตราเป็นกฎหมายโดยผ่านท่านผู้ทรงเกียรติในสภาที่มาจากการเลือกตั้งได้นั้น กฎหมายการเรียกเก็บภาษีมรดกเป็นอีกฉบับหนึ่งที่มีการพูดถึงกันมานานหลายยุคหลายสมัย และมักจะมีการหยิบยกเป็นประเด็นทุกครั้งเมื่อมีอำนาจพิเศษเข้ามาปกครองบ้านเมือง
ในยุค คมช.เมื่อปี 2549 ก็มีการยกประเด็นนี้ขึ้นพิจารณา แต่ก็ไม่อาจฝ่าฟันรังสีแห่งความร่ำรวยออกมาเป็นกฎหมายได้ ครั้งนี้ก็เช่นกันนอกจากกฎหมายภาษีที่ดินที่จะออกมาแทนภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่แล้ว กฎหมายภาษีมรดกก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกัน ในครั้งนี้มีความชัดเจนว่า คสช.เห็นด้วยที่จะให้มีกฎหมายมรดก ได้ให้กรมสรรพากรเป็นเจ้าภาพไปศึกษาในรายละเอียด ชื่อ “ร่างพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดกและภาษีการรับให้” จากการติดตามข่าวทราบว่าขณะนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของสำนักงานกฤษฎีกา
ถ้าครั้งนี้ยังเข็นกฎหมายฉบับนี้ออกมาบังคับใช้ไม่ได้ เห็นทีจะต้องทำใจลืมไปได้เลย
ภาษีมรดกในประเทศไทยจากข้อมูลของกรมสรรพากร ระบุว่า ประเทศไทยเคยมีการจัดเก็บภาษีมรดกมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลแต่ก็ไม่เป็นที่แพร่หลายนัก จนกระทั่งภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติอากรมฤดกและการรับมฤดก พ.ศ. 2476 ขึ้น ซึ่งเป็นกฎหมายที่ถูกคัดค้านจากกลุ่มคนที่มีฐานะร่ำรวยเป็นอย่างมาก เนื้อหาโดยสรุปในพระราชบัญญัติอากรมฤดกและการรับมฤดก เป็นการจัดเก็บภาษีกองมรดกเป็นหลัก โดยจะนำทรัพย์สินที่กำหนดไว้ เช่น อสังหาริมทรัพย์หรือสิทธิหรือผลประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ สังหาริมทรัพย์ที่มีรูปร่างที่อยู่ในประเทศไทย สิทธิเรียกร้องต่างๆ หลักทรัพย์ เป็นต้น มาคำนวณหายอดสุทธิแห่งค่าซึ่งเป็นการตีราคาทรัพย์มรดกออกมาเป็นเงินแล้วนำหนี้สินต่างๆ มาหักออก เหลือเป็นฐานในการคำนวณภาษีตามอัตราที่กำหนด ซึ่งหากคำนวณแล้วมีจำนวนไม่เกิน 1 หมื่นบาท ก็ไม่ต้องเสียภาษีกองมรดก แต่หากมีจำนวนเกินกว่า 1 หมื่นบาท ก็ต้องเสียภาษีกองมรดก นอกจากจัดเก็บภาษีกองมรดกแล้ว กฎหมายดังกล่าวยังคงกำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีการรับมรดกด้วย โดยหากจำนวนมรดกที่รับไม่เกิน 1 หมื่นบาท ก็ไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดก แต่หากมีจำนวนเกินกว่า 1 หมื่นบาท ก็ต้องเสียภาษีการรับมรดกด้วย พระราชบัญญัติอากรมฤดกและการรับมฤดกใช้ได้ 11 ปี ก็ถูกยกเลิกในปี 2487 ด้วยเหตุผลว่าเป็นภาษีที่จัดเก็บได้เป็นจำนวนไม่แน่นอน และจัดเก็บได้น้อย แต่มีภาระต้องปฏิบัติมาก เรียบร้อยโรงเรียนคนรวย และนับแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่ปรากฏว่ามีการตรากฎหมายภาษีมรดกใช้บังคับอีกเลย แม้จะมีการหยิบยกขึ้นเป็นระยะๆ ก็ตาม ในปัจจุบันเราจึงไม่มีภาษีจากการรับมรดก มีเพียงภาษีของกองมรดก คือ หากทรัพย์สินในกองมรดกใดยังไม่ได้แบ่งให้กับทายาทและทรัพย์สินในกองมรดกนั้นมีรายได้ เช่น ค่าเช่า เงินปันผล กองมรดกนั้นก็จะต้องเสียภาษี ถือเป็นฐานภาษีที่ต้องเสียเหมือนบุคคลธรรมดา
การออกกฎหมายเรียกเก็บภาษีจากการรับมรดกอาจเกิดช่องว่างจากศรีธนญชัย คือยกให้ก่อนที่จะเสียชีวิต เช่น รู้ว่าป่วยไม่รอดแน่แล้ว ก็จัดการยกทรัพย์โอนที่ดินให้ลูกหลานในขณะมีชีวิตอยู่ เป็นการให้โดยเสน่หา ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี
ปัญหานี้กรมสรรพากรคิดเอาไว้แล้ว จึงได้เสนอให้มีภาษีจากการให้รวมเข้าไปในภาษีการรับมรดก โดยเห็นว่าภาษีมรดกจากผู้รับมรดกยังมีช่องโหว่กรณีที่เจ้าของทรัพย์ยังไม่ได้เสียชีวิต แต่ได้มอบทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงให้แก่ลูกหลานและกรณีเศรษฐีได้นำทรัพย์สินมีค่าไปจัดตั้งเป็นกองมรดกทั้งที่ก่อนเสียชีวิตหรือเสียชีวิตแล้วก็ตาม ซึ่งปัจจุบันทั้งสองกรณีไม่ต้องเสียภาษีการรับให้
การให้ที่ต้องเสียภาษีนี้น่าจะเป็นการให้ที่มีมูลค่าสูง ไม่ได้เป็นไปตามหน้าที่ตามศีลธรรมจรรยาเหมือนกับกรณีของตระกูลชินวัตรที่พยายามใช้ช่องว่างนี้มุดหนีไม่ต้องเสียภาษี โดยการขายตัวของเจ้าหน้าที่สรรพากรที่เห็นแก่เงินบางคน
หลักการเท่าที่ติดตามจากข่าวทั้งวงนอกวงในทราบว่า กรมสรรพากรได้เสนอให้เก็บภาษีมรดกในอัตรา 10% ของมูลค่ากองมรดกที่มีการตีราคาตามราคาตลาด สำหรับกองมรดกที่มีมูลค่าตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป
ประเด็นที่ยังต้องถกเถียงกันใน สนช.คือ การจัดเก็บภาษีจะเก็บจากกองมรดก หรือเก็บจากผู้รับมรดก การเก็บภาษีจากกองมรดกคือ เก็บภาษีก่อนที่จะแบ่งมรดกให้ผู้รับ กองมรดกที่เหลือจากจ่ายภาษีแล้วจึงนำไปแบ่งให้ทายาท โดยทายาทไม่ต้องเสียภาษีที่ได้รับ ส่วนการเก็บจากผู้รับมรดกนั้น เป็นการเก็บจากทายาทเมื่อได้รับมรดกแล้ว
การเก็บภาษีจากผู้รับดูจะง่ายกว่าการเก็บจากกองมรดก เพราะการเก็บภาษีจากกองมรดกยังมีปัญหาปลีกย่อยมีอีกมาก เช่น ถ้าทรัพย์บางชิ้นทำพินัยกรรมให้ทายาทบางคน ทรัพย์ที่เหลือให้ทายาททุกคนหรือบางคนได้ที่ดิน บางคนได้เงินสด จะเอาเงินสดไปเสียภาษีแทนก็คงเป็นเรื่อง การหาข้อยุติและทางแก้คงต้องไปถกเถียงกันใน สนช. ซึ่งประชาชนน่าจะได้เห็นใน สนช.ชุดนี้ เพราะประธานท่านให้สัมภาษณ์ไว้แล้วว่าจะผลักดันกฎหมายภาษีมรดก
แม้คนไทยจำนวนมากจะมีสายเลือดของศรีธนญชัยปนอยู่ จะหาทางหลบหลีก หลีกเลี่ยง ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน ไม่ยอมเสียภาษีให้กับรัฐในฐานะพลเมืองดี ก็เป็นธรรมดา เพราะคนพวกนี้หลีกเลี่ยงภาษีเป็นอาจินต์อยู่แล้ว ดูคุณแม้วเราเป็นตัวอย่าง ไม่ว่าจะร่ำรวยแค่ไหนก็จะหาช่องหลบเลี่ยงภาษีทุกครั้ง แม้ปัจจุบันนี้ยังมีเรื่องค้างคาอยู่กรมสรรพากร ที่พวกขี้ข้ากำลังหาทางช่วยเหลือ
การมีกฎหมายแล้วมีคนหลบเลี่ยงเป็นเรื่องปกติ ถ้ามีกฎหมายแล้วทุกคนปฏิบัติตามแต่โดยดี วันนี้เราคงไม่ต้องมีผู้พิพากษาที่จะต้องมาคอยตัดสินคดีฆ่าคนตาย คดีลักทรัพย์ เพราะเรามีกฎหมายห้ามฆ่าคนห้ามลักทรัพย์มานานเนกาเลแล้ว
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนจะหลบหนีหรือหลีกเลี่ยงกฎหมาย แต่ปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด ด้วยความเป็นธรรม ด้วยหลักนิติธรรม หากการบังคับใช้กฎหมายได้ผล ไม่ว่าจะซุกซ่อนทรัพย์สินไว้ที่ไหนในโลก ด้วยความสามารถของคน ย่อมจะติดตามได้อย่างแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว
การมีกฎหมายทำให้คนที่คิดจะเลี่ยงมีความเสี่ยง จะเอาไปใส่ชื่อคนอื่นก็ต้องไว้ใจได้ จะเปิดเผยมากก็ไม่ได้ เป็นความเสี่ยงของคนที่ชอบหลบเลี่ยงกฎหมาย
ประเด็นที่อยากจะฝาก สนช.ช่วยกันคิดคือ หากเจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกชิ้นเดียว เป็นที่ดินมีมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท ที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษี แล้วทายาทไม่มีเงินพอจะเสียภาษีจะทำอย่างไร จะต้องยึดทรัพย์ขายทอดตลาดเอามาชำระภาษีหรือไม่
กฎหมายมรดกคนส่วนใหญ่น่าจะเห็นด้วย (เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ใช่เศรษฐี) ประเทศเราจึงควรมีกฎหมายอย่างนี้บังคับใช้ เพื่อจะได้ลดช่องว่างลงบ้าง แม้จะไม่มาก ส่วนปัญหานั้นมีไว้แก้ไข เมื่อ สนช.เข้ามาทำหน้าที่ร่างกฎหมายก็ต้องแก้ไขช่องโหว่ช่องว่างเหล่านี้
ขอให้กำลังใจ สนช.ทุกท่านในการปฏิรูปกฎหมายให้เป็นกฎหมายที่เป็นธรรมครับ







