
ไม่ปกติ
เป็นตามความคาดหมายสำหรับสุนทรพจน์ของ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่กล่าวสุนทรพจน์ไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แสดงความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ตลาดแรงงานในสหรัฐ ที่ทำให้เฟดยังไม่ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ตามที่หลายฝ่ายกังวล
เป็นตามความคาดหมายสำหรับสุนทรพจน์ของ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่กล่าวสุนทรพจน์ไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แสดงความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ตลาดแรงงานในสหรัฐ ที่ทำให้เฟดยังไม่ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ตามที่หลายฝ่ายกังวล
น่าประหลาดใจครับ ก่อนหน้านี้เฟดเคยประกาศชัดเจนว่าสถานการณ์การว่างงานในประเทศนั้นจะไม่ถูกนำมาใช้เป็นมิเตอร์วัดว่าเฟดจะใช้นโยบายกระตุ้นต่อไปหรือไม่ แต่ทว่าในครั้งนี้เป็นที่ชัดเจนว่าเฟดกลับมากลัว “ผีตลาดแรงงาน” อีกครั้งจนทำให้ต้องชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป
เกิดอะไรขึ้นกับตลาดแรงงานสหรัฐ ตัวเลขอัตราการว่างงานในเดือน ก.ค. อยู่ที่ 6.2% ขยับขึ้นมาจากเดือน มิ.ย. ที่ 6.1% แต่ปัญหาใหญ่ก็คือ แม้ว่าสถานการณ์ของตลาดแรงงานในขณะนี้จะดีขึ้นกว่าเมื่อช่วงปี 2009 มาก ซึ่งอยู่ถึงเกือบ 10% นั้น แต่ทว่างานที่สร้างขึ้นใหม่ก็เป็นงานพาร์ตไทม์ ส่วนใหญ่ไม่ใช่งานประจำ และมีคนว่างงานจำนวนมากที่ออกจากระบบการหางานไป ดังนั้นตัวเลขที่ดีขึ้นจึงไม่ได้สะท้อนภาพความจริงเท่าใดนัก
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ ที่ 00.25% นั้น ก็ถือว่าส่งผลดีต่อตลาดทุน รวมไปถึงยังถือว่าเป็นการลดความเสี่ยงต่อตลาดทุนในภูมิภาคเอเชียและตลาดประเทศกำลังพัฒนาอย่างยิ่ง ภายหลังที่เกิดความวิตกกังวลกันมาเป็นระยะๆ ในช่วงที่ผ่านมาว่าหากเฟดเริ่มทยอยขึ้นดอกเบี้ยจริง ก็จะส่งผลกระทบให้กระแสทุนไหลออกจากตลาดกำลังพัฒนาอย่างบ้าคลั่ง และจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลาดทุนในประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้อย่างรุนแรง
แต่กระนั้นถามว่า การดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำของสหรัฐต่อไปนั้นถือว่าส่งผลบวกต่อโลกมากกว่าผลลบหรือ?
คำตอบนี้ถือว่ายากพอสมควร แน่นอนว่าสำหรับใครที่ชื่นชอบการเก็งกำไร อะไรที่ได้มาง่ายๆ นโยบายที่ไม่ปกติเหล่านี้ก็จะตอบสนองนักลงทุนกลุ่มนี้ได้ดี เหมือนกับเมื่อครั้งที่เฟดใช้นโยบายคิวอีมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็ทำให้ตลาดทุนในสหรัฐและทั่วโลกลอยตัวเป็นฟองสบู่ในช่วงเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น
แต่ทว่า ในระยะยาวการใช้นโยบายที่ไม่ปกติเช่นนี้ของเฟดไม่น่าจะถือว่าเป็นผลดีต่อโลกเท่าไหร่ เพราะจะยิ่งทำให้ความไม่แน่นอนของตลาดจะเพิ่มขึ้นมาก การไหลเข้าออกของทุนจากต่างชาตินั้นเป็นไปอย่างผิดปกติโดยที่ไม่ได้สะท้อนถึงสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศนั้นๆ เท่าไหร่
ถ้าจะให้ดีที่สุด การกลับมาใช้นโยบายแบบปกตินั่นแหละครับจะดีที่สุดต่อโลก อะไรที่มันขึ้นชื่อว่า “ผิดปกติ” ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องดีล่ะครับ







