
ห่วงว่างงานไตรมาส2-3พุ่ง
สภาพัฒน์เตือนระวังภาวะว่างงานไตรมาส2-3เพิ่ม หลังเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากม็อบ-เกิดภัยพิบัติการเกษตร ชี้คนไทย 1 ใน 4เครียดการเมือง วอนสังคมร่วมกันเยียวยา
สภาพัฒน์เตือนระวังภาวะว่างงานไตรมาส2-3เพิ่ม หลังเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากม็อบ-เกิดภัยพิบัติการเกษตร ชี้คนไทย 1 ใน 4เครียดการเมือง วอนสังคมร่วมกันเยียวยา
นางสุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ภาวะสังคมไทยในไตรมาสที่ 1/2553 การจ้างงานเพิ่มขึ้น 2.6% จากไตรมาสก่อน ทำให้อัตราการว่างงานลดลงเหลือ 1.1% หรือมีผู้ว่างงาน 4.3 แสนคน ทั้งนี้ ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังในระยะต่อไป คือการว่างงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 และ 3 และมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตแรงงานจากการขาดรายได้ ซึ่งมีสาเหตุมาจาก 1.ความเสียหายต่อภาคธุรกิจที่เกิดจากการชุมนุมและการก่อการจลาจลทำให้มีการลดชั่วโมงทำงานและลดการจ้างงาน 2.ปัญหาภัยพิบัติการเกษตร ทั้งภาวะภัยแล้งและการระบาดของศัตรูพืช และการทยอยเข้าสู่ตลาดแรงงานของผู้จบการศึกษาใหม่ตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค.
"แนวโน้มไตรมาสที่ 2 นั้น ขึ้นกับปัจจัยต่างๆ ทั้งปัจจัยหลักและปัจจัยเสริม ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจ การใช้จ่ายภาครัฐ การเร่งรัดโครงการลงทุนภาครัฐที่จะส่งผลต่อการลงทุนของภาคเอกชน และการลดผลกระทบจากปัญหาการเมือง ทั้งหมดนี้หากดำเนินการได้ตามเป้าจะช่วยให้ไตรมาสที่ 2 อัตราการว่างงานไม่เพิ่มมากขึ้นนัก แม้ว่าจะมีนักศึกษาจบใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานด้วยก็ตาม" นางสุวรรณี กล่าว
นอกจากนี้ พบว่าแนวโน้มปัญหาสุขภาพจิตของคนไทยรุนแรงขึ้น มีความเครียดมากขึ้น ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากปัญหาควาขัดแย้งทางการเมือง รวมถึงวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ด้วย โดยมีข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต ระบุว่าจำนวนผู้ป่วยจิตเวชที่มารับบริการในช่วงปี 2549-2552 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคนให้ความสนใจปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตผ่านสายด่วนมากขึ้นถึง 3 เท่า
นางสุวรรณี กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตที่พบมากที่สุดคือปัญหาความเครียด ซึมเศร้าและวิตกกังวล พบมากที่สุดในกลุ่มคนวัย 15-30 ปี รวมทั้งปัญหาด้านเพศ ความรัก ครอบครัวและปัญหาสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น โดยจากการสำรวจของกรมสุขภาพจิตพบว่า ในปี 2552 คนไทยมีความเครียดมาก 8% และมีความเครียดในระดับปานกลางถึงมากมีถึง 41% และหากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไม่จบ ก็มีโอกาสจะเพิ่มขึ้นอีกได้
ขณะที่ข้อมูลจากสถาบันรามจิตติ สำรวจเรื่องสภาวะการ เด็กและเยาวชนในรอบปี 2551-2552 ที่ทำการสำรวจพฤติกรรมเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ 1.5 แสนคน ตั้งแต่ประถมศึกษาถึงอุดมศึกษา พบว่า เด็ก 33% มีปัญหาด้านสุขภาพจิต และความเครียด โดยในปี 2552 มีเยาวชนอายุต่ำกว่า 25 ปี พยายามฆ่าตัวตาย 7,300 คน หรือเฉลี่ยวันละ 20 คน แม้จะลดลงจากปี 2551 ที่มีจำนวนเฉลี่ยวันละ 22 คน แต่ก็นับว่ายังอยู่ในเกณฑ์สูง
ทั้งนี้ความเครียดจากสถานการณ์ทางการเมืองหรือเรียกว่า Political Stress Syndrome หรือ PSS ก็เป็นกลุ่มอาการใหม่ของปัญหาสุขภาพจิตที่กำลังเพิ่มขึ้น โดยเป็นปฏิกิริยาของอารมณ์และจิตใจของผู้ที่ความสนใจปัญหาการเมือง มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หรือเอนเอียงไปทางกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จนทำให้มีอาการทางกาย จิตใจ มีปัญหาพฤติกรรมและกระทบต่อสัมพันธภาพกับผู้อื่น
นางสุวรรณี กล่าวว่า จากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่ยืดเยื้อส่งผลให้เกิดกลุ่มอาการดังกล่าวเพิ่มขึ้น มีประชากร 1 ใน 4 ที่เป็นโรคเครียดจากการเมือง และผลสำรวจของกรมสุขภาพจิตในระหว่างวันที่ 20-22 เม.ย.2553 พบว่า ดัชนีวัดความสุขของคนไทยลดลงอย่างมาก โดยคนไทยทั่วประเทศ 32% หรือกว่า 20 ล้านคน มีภาวะความเครียดและวิตกกังวลจากปัญหาการเมืองและการชุมนุม
นอกจากนี้ ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจเป็นอีกปัญหาที่สำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตของคนไทย โดยจากการสำรวจของกรมสุขภาพจิต พบว่า คนกรุงเทพฯ มีความเสี่ยงที่จะมีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มสูงขึ้นจาก 15.5% ในปี 2551 เป็น 17.5% ในปี 2552 ซึ่งสิ่งที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพจิตของคนกรุงเทพ คือเรื่องเศรษฐกิจและการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลเป็นจำนวนมากมายและการระบบการกลั่นกรองที่เหมาะสม โดยเฉพาะการรับรู้ข่าวสารผ่านทางสื่อทางสังคม (Social medias) และเครือข่ายทางสังคม (Social networks)
นางสุวรรณี กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตในสังคมไทยเป็นประเด็นเฝ้าระวังที่มีลำดับความสำคัญเพิ่มขึ้น ภายใต้สภาพแวดล้อมการดำเนินชีวิตที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ได้แก่ 1.ปัญหาสุขภาพจิตขั้นร้ายแรงที่อาจนำไปสู่การฆ่าตัวตาย อันเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ข้อมูลอัตราการฆ่าตัวตายในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ชี้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง จะตามมาด้วยอัตราการฆ่าตัวตายที่เพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 ปีหลังจากนั้น ดังนั้นจึงต้องเฝ้าระวังผลพวงจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2551 และตลอดปี 2552
2.ความขัดแย้งในสังคมบั่นทอนสุขภาพจิต 3.การรับรู้ข่าวสารมากเกินไป โดยเฉพาะข่าวสารในลักษณะชี้นำ ใช้ภาษาข่าวที่รุนแรงหรือยั่วยุให้เกิดความเข้าใจผิด เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดความเครียด และ 4.สังคมที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นมีปัญหาถูกทอดทิ้งและความยากจน
"สังคมต้องช่วยกันว่า จะเยียวยาอย่างไร โดยเฉพาะด้านจิตใจที่ไม่สามารถเยียวยาได้จากแค่การสร้างตึกรามบ้านช่อง ซึ่งในช่วงไตรมาสต่อๆไป ถ้าการเมืองไม่เป็นอย่างช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. ระดับความเครียดก็น่าจะอยู่ในระดับปกติ ดังนั้นไตรมาส 2 และ 3 จะเป็นอย่างไรก็ขึ้นกับสถานการณ์ว่าจะมีวิกฤตการเมืองหรือไม่ ถ้ายังมีคนที่เครียดปานกลางก็อาจจะมากกว่า 41% รวมถึงอาจไปเพิ่มในผู้ที่เครียดมากทำให้เพิ่มสูงกว่า 8%" นางสุวรรณีกล่าว
นางสุวรรณี กล่าวอีกว่า ปัญหาที่ต้องเฝ้าระวังอีกเรื่อง ก็คือ เด็กหาย ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเกือบทุกปี โดยจากสถิติข้อมูลคนหายทั่วประเทศของศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อการต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา พบว่า ในปี 2552 มีการรับแจ้งบุคคลสูญหายเพิ่มขึ้น 2.9% จากปี 2551 และในไตรมาสแรกปี 2553 มีการรับแจ้งผู้สูญหายทั้งสิ้น 100 ราย เพิ่มจากไตรมาสแรกปีก่อน 1% โดยกลุ่มเสี่ยงที่หายตัวออกจากบ้านมากที่สุดคือ เด็กและเยาวชน อายุ 11-15 ปี ซึ่งหายจากบ้านด้วยความสมัครใจ ทั้งนี้ มีสาเหตุเกิดจากปัจจัยแรงกดดันภายในครอบครัว และแรงกดดันภายนอกที่มีเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท การติดเกมออนไลน์ การแช็ตผ่านไฮไฟท์ เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ รวมถึงกิจกรรมในช่วงปิดเทอม เช่น เรียนพิเศษ การไปเที่ยวกับเพื่อน การทำงานพิเศษ เป็นต้น
ทั้งนี้ จากรายงานสถิติคนหลายจากการแช็ต ของศูนย์เฝ้าระวังภัยเทคโนโลยี มูลนิธิกระจกเงา พบว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉพาะในปี 2552 มีจำนวน 23 ราย พบแล้ว 7 ราย และในปี 2553 ถึงเดือน มี.ค. มี 4 ราย พบแล้ว 1 ราย และทุกรายเป็นหญิงวัยรุ่นที่มีเรื่องความรักมาเกี่ยวข้อง
ส่วนด้านอื่นๆ พบว่า ในด้านสุขภาพคนไทยยังเสี่ยงจากโรคที่ต้องเฝ้าระวัง คือการระบาดของไข้หวัดใหญ่อย่างต่อเนื่อง และการระบาดของอหิวาห์ตกโรค ขณะที่พฤติกรรมการสูบบุหรี่มีพิษภัยแฝงมากขึ้นกับผู้สูบ และผู้อื่น โดยมีแนวโน้มสตรีสูบบุหรี่มากขึ้น จากการใช้ผลิตภัณฑ์บุหรี่ใหม่ๆ เช่น บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ ยังมีการค้นพบเกี่ยวกับพิษภัยจากควันบุหรี่ที่ติดอยู่ตามสถานที่และเครื่องใช้ต่างๆ
รองเลขาธิการ สศช. กล่าวด้วยว่า สศช. ได้จัดทำเรื่องเด่นประจำฉบับ "พลังเด็กและเยาวชนสร้างสังคม" โดยเห็นว่าวาระเร่งด่วนในการขับเคลื่อนประเทศให้ยั่งยืน คือการพัฒนาคนไทยให้เป็นคนดีมีคุณภาพ มีจิตอาสา







