
เปิดใจ"พรเพชร"อย่าหวังเห็น"กม.ลักหลับ"ในสนช.
ผมไม่อยากจะไปพูดถึงนิรโทษกรรมที่ไม่ชัดเจนว่าเป็นเรื่องยังไง แต่ยืนยันว่าจะไม่ทำให้กฎหมายที่มีปัญหานำไปสู่ชนวนความขัดแย้งนั้นเกิดขึ้นแน่นอน
โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว,เลอลักษณ์ จันทร์เทพ
ก้าวขึ้นบัลลังก์ฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่ส่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อย ทว่า พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไม่ได้มีหน้าที่เพียงเท่านั้น แต่เขาเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญในการต่อเติมโครงสร้าง บริหาร-นิติบัญญัติ-สภาปฏิรูป ผ่านรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว
วันนี้กลไกอำนาจทั้งหมดกำลังขับเคลื่อน เช่นเดียวกับผู้ออกแบบรัฐธรรมนูญได้ลงมาเป็นผู้เล่นในตำแหน่ง “ประธาน สนช.”
“ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวให้ สนช.เป็นองค์กรทำหน้าที่รัฐสภา คือหน้าที่ในทางนิติบัญญัติ โดยมีหลักใหญ่คือการออกกฎหมาย แต่ขณะเดียวกัน สนช.สามารถทำการตรวจสอบรัฐบาล ให้|คำแนะนำ ตั้งกระทู้ถามเรื่องต่างๆ ได้ ซึ่งหลักการของ สนช.แสดงให้เห็นว่าแม้ประเทศไทยจะไม่เป็นระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ เนื่องจากขาดบางองค์ประกอบ เช่น ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ซึ่ง อับราฮัม ลินคอล์น เคยพูดไว้ว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชนเพื่อประชาชน ซึ่งสนช.ขาดไปบางองค์ประกอบ แต่องค์ประกอบที่ถือว่าสำคัญนั่นคือ “เพื่อประชาชน” พรเพชร เปิดฉากสนทนากับโพสต์ทูเดย์ ถึงบทบาทหน้าที่ของเขา
“การทำงานของผมเมื่อองค์ประกอบหนึ่งใดที่ขาดไป เราก็ต้องไปเพิ่มน้ำหนักที่องค์ประกอบ ‘เพื่อประชาชน’ ให้มากขึ้น ไม่ว่าจะแก้กฎหมายหรือจะทำอะไรที่จะมีผลกระทบต่อบ้านเมือง ต้องคิดถึงประชาชน และผมจะตั้งคำถามเสมอว่ากฎหมายที่เสนอมานี้เป็นประโยชน์อะไรต่อประชาชนก่อน โดยประโยชน์ของรัฐที่หมายถึงรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะเป็นเรื่องรองลงมา
“ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาทำงาน สนช.ต้องยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม โดยหลักนี้ไม่ว่าจะสีเขียวหรือสีอะไรก็ตาม เมื่อยึดตามแล้วจะไปกลัวอะไร เพราะว่าอำนาจไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องกฎหมาย ถ้าเรายึดหลักนิติธรรม ก็ไม่มีทางที่จะไปออกกฎหมายฝืนหลักนิติธรรม”
สนทนากันมาถึงตรงนี้ทำให้อดคิดไปถึงประธานสภาในอดีตไม่ได้ ที่รับอำนาจฝ่ายบริหารออกกฎหมายนำไปสู่วิกฤตความขัดแย้งบ้านเมือง เช่น ร่างกฎหมายนิรโทษกรรม หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนถูกวิจารณ์เป็นร่างกฎหมายลักหลับ พฤติกรรมเหล่านี้จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่
พรเพชร บอกว่า ไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์สภาหรือการกระทำของสมาชิกสภาหรือประธานสภาในครั้งก่อนๆ เพราะเป็นเรื่องที่สังคมตรวจสอบและทราบดี แต่ยืนยันได้ว่าการดำเนินงาน สนช.จะต้องโปร่งใส ตรงไปตรงมา จะต้องไม่เป็นปัญหาเหมือนในอดีต
“ยืนยันว่า สนช.จะไม่มีการพิจารณาแบบลักหลับ ลงมติหามรุ่งหามค่ำคงไม่มี ผมรับประกันได้ว่าจะไม่ทำเช่นนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องผ่านการพิจารณาโดยชอบ ด้วยวิธีการที่ถูกต้องแน่นอน กฎหมายที่ติดชนวนวิกฤตความขัดแย้งสังคม นั่นไม่ใช่กฎหมายเพื่อประโยชน์ประชาชน ดังนั้นจะไม่ได้รับการสนับสนุนให้เกิดขึ้น เรามีวิธีการตามกระบวนการนิติบัญญัติที่เปิดช่องทางให้” พรเพชร แสดงจุดยืน
“ผมไม่อยากจะไปพูดถึงนิรโทษกรรมที่ไม่ชัดเจนว่าเป็นเรื่องยังไง แต่ยืนยันว่าจะไม่ทำให้กฎหมายที่มีปัญหานำไปสู่ชนวนความขัดแย้งนั้นเกิดขึ้นแน่นอน ส่วนเรื่องของวิธีการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นนั้น เป็นเรื่องที่อยู่ในลำดับท้ายของภารกิจของ สนช. เพราะการสร้างความปรองดองเป็นหน้าที่รัฐบาล ส่วนมาตรการจะเป็นหน้าที่ของ สปช. ซึ่ง สนช.น่าจะมีบทบาทน้อยสุดของกระบวนการปรองดอง คือไม่ทำกฎหมายที่ก่อให้เกิดความแตกแยก”
ส่วนเรื่องการออกกฎหมายของ สนช. ประธาน สนช. จำแนกหลักการการทำงานไว้ว่าคงจะไม่มีการออกกฎหมายที่มากมายอย่างนั้นโดยเฉพาะผมเป็นนักกฎหมายจะต้องมีโอกาสที่จะได้ตรวจสอบว่ากฎหมายที่ผ่าน สนช.เป็นไปเพื่อประโยชน์ประชาชน ยึดหลักนิติธรรมซึ่งหลักนี้เราแปลจากภาษาอังกฤษที่ว่า “The Rules of Law” คือกฎหมายของกฎหมาย กฎหมายต้องมีกฎ ไม่ใช่ว่าจะออกยังไงก็ได้ สนช.ต้องทำสิ่งนี้เพื่อลดข้อด้อยตรงที่เราไม่ได้มาจากประชาชนลงไป ที่ผ่านมาสภาอาจจะอ้างจุดแข็งที่เขามาจากประชาชน ดังนั้นเมื่อเราไม่ได้มาจากประชาชน เราก็ต้องทำให้เห็นว่าจริงๆ แล้วว่าเราทำเพื่อประชาชน ซึ่งมันก็ลำบาก
สำหรับการจัดลำดับออกกฎหมาย สนช.จะจัดความสำคัญกฎหมาย เช่น กฎหมายที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ซึ่งตรงนี้อาจจะมีเนื้อหาที่นักกฎหมายไม่เข้าใจก็ได้ แต่นักกฎหมายหรืออาชีพผมที่เป็นผู้พิพากษามาก่อน สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะในแต่ละครั้งจะมีคนชี้แจงว่าสิ่งไหนเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นเมื่อธงของเราที่เน้นว่าต้องเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคม เราต้องดูว่าสิ่งที่เขาชี้แจงมามีความน่าเชื่อถืออย่างไร เพราะใครๆ ก็อ้างได้ว่าสิ่งที่เสนอนั้นเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ซึ่งเรามีหลักการ มีวิธีการตรวจสอบ
นอกเหนือจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติพรเพชร ยังมองไปที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)|ที่มีบทบาทในการเสนอร่างกฎหมายเข้ามายังสนช.ด้วย
“เราหวังกับ สปช.ว่าจะทำเพื่อประชาชนจะดูว่าเขาจะเสนอกฎหมายอะไรที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ซึ่งเขามีหน้าที่ มีทรัพยากรบุคคลที่จะระดมความคิดที่จะทำเพื่อประชาชน กระบวนการนี้อย่างน้อยที่สุดขอให้ได้เสนอมา แม้จะไม่จบกระบวนการก็ยังดีกว่าที่ไม่ทำอะไรเลย เรื่องการปฏิรูปรัฐบาลและ สปช.ต้องผลักดัน ส่วน สนช.เองจะวิเคราะห์ไปอีกขั้น ถ้าเราจะไปทำทั้งกระบวนการคงไม่ไหว ส่วนตัวพร้อมสนับสนุนนโยบายในส่วนนี้ ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าให้เขาส่งกฎหมายดีๆ มา และหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”
อีกบทบาทหน้าที่ของ สนช.คือเรื่องการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งกำลังเป็นที่ถกเถียงว่าทำได้หรือไม่ได้ และ สนช.จะสามารถมีมติถอดถอนนักการเมืองเป็นผลสำเร็จหรือไม่
ในฐานะเป็นประมุขนิติบัญญัติและเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวด้วย เขายืนยันว่า สนช.ปฏิบัติหน้าที่ทั้ง สส. สว. ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดหน้าที่ไว้ชัดเจน ดังนั้นเรื่องที่จะมาสู่ สนช.ได้คือเรื่องที่กฎหมายกำหนดให้มา ยัง สส สว. มารัฐสภา คือกฎหมายที่ว่าอาจจะเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใดๆ ก็ได้
“ประตูของเราเปิด แต่ท่อน้ำที่จะมามีช่องทางมาหรือไม่ ต้องไปดูต้นทางจากทุกองค์กร ซึ่งเรื่องการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องดูว่ามีกระบวนการที่จะมาถึงเราหรือไม่ อย่างไร ถ้ามีเราต้องรับแน่ เพราะมีอำนาจพร้อมอยู่แล้ว เรามองเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ทางต้นเรื่องต้องตรวจดูช่องทางว่าเป็นอย่างไร”
ความหมายต้นทางที่จะส่งเรื่องมาให้ สนช.ถอดถอน นั่นก็คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใช่ไหม
พรเพชร ยิ้มพร้อมพยักหน้าเป็นสัญญาณให้รู้ว่า ตอนนี้ สนช.เปิดประตูรอรับ แต่อยู่ที่ ป.ป.ช.ต่างหากจะส่งเรื่องเข้ามาเมื่อไหร่
เล่าเบื้องหลังรธน.ชั่วคราว
“การร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ทำด้วยคนคนเดียว แต่เกิดจากกระบวนการทั้งหมดคือ กระบวนการวางโครงสร้างรัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งตรงนี้ผมมีบทบาทสำคัญในการกำหนดโครงสร้างเช่น จะต้องมีสภาปฏิรูปและสภาปฏิรูปจะมาอย่างไร จากนั้นทีมงานกฎหมายที่ช่วยดูการยกร่างก่อนที่ผมตรวจดูอีกครั้ง เพื่อให้ถูกต้องเป็นไปตามหลักการ หลังจากนั้นส่งเรื่องเข้าไปสู่คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจแก้พิจารณาร่วมกัน ซึ่งเป็นคณะพิเศษที่มีนักกฎหมายใหญ่ เช่น อ.วิษณุ เครืองาม ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฝ่ายกฎหมาย จนกระทั่งออกมาตามร่างที่ปรากฏ ซึ่งระยะเวลาทำกันเสร็จภายใน 2 เดือน”
คำบอกเล่าจาก "ศาสตราจารย์พิเศษ พรเพชร ผู้ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นหัวจักรสำคัญในการจรดปากกาวางโครงร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ตามที่มีรายงานข่าวว่า พรเพชร เป็นมือกฎหมายคนแรก ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เชิญให้เข้ามาร่วมร่างกฎหมาย พร้อมด้วยได้รับความไว้วางใจเข้ามานั่งในตำแหน่ง “ที่ปรึกษาหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ” ก่อนที่จะได้รับการเสนอชื่อให้ สวมหัวโขนเป็น “ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ”(สนช.) ซึ่ง ช่วงของการยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2549 พรเพชร ก็ได้รับเลือกให้เป็นสนช.ในสายของข้าราชการ ตุลาการ อัยการ เช่นกัน
“ผมได้รับเชิญให้เข้าไปพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งขณะนั้นได้ตระหนักดีว่าดำรง
ตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน จริงอยู่ว่าอยู่ในสภาวะที่เป็นรัฏฐาธิปัตย์จะสั่งการยังไงก็ได้ ซึ่งผมต้องทำตามเพราะคสช.ที่ได้ออกคำสั่งมาโดยถือว่ามีกฎหมายที่ออกโดยคสช.คุ้มครองจึงได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว”
พรเพชร บอกว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับนี้ ค่อนข้างยากเพราะมีเรื่องของสภาปฏิรูปเข้ามาจะต้องหาคำตอบและวิธีการให้ได้มา เมื่อเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่บอกว่าต้องมีการปฏิรูป ลองย้อนว่าจะทำอย่างไรให้มีสภาปฏิรูปที่ให้คนมาร่วมกันทำงานนี้ บางคนบอกให้เลือกตั้งมา บางคนก็บอกให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ซึ่งวงจรก็จะเหมือนเดิม
ส่วนโจทย์อีกอันบอกว่าให้แต่งตั้งมา ซึ่งก็ต้องคิดอีกว่าถ้าแต่งตั้งแล้วเขาจะสมัครใจมาหรือไม่ จะร่วมมือด้วยหรือไม่ ดังนั้นจึงไม่มีวิธีการใดดีไปกว่าวิธีสรรหา แต่การสรรหาเองก็มีจุดอ่อนหลายเรื่อง คือเรื่องล็อคสเป็กที่ต้องพยายามหาทางแก้ปัญหาตรงนี้ เช่น กระบวนการสรรหาในส่วนของจังหวัดที่เราต้องให้ ส่งชื่อมาถึง 5คน เพื่อจะได้ดูว่ามีอะไรทะแม่งๆหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนการสรรหาเราได้กำหนดตัวผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามามีส่วนร่วมทั้งนั้น ท่านเหล่านั้นจะเอาชื่อเสียงมาทำให้เสียอย่างนั้นหรือ ท่านต้องเป็นกลางอยู่แล้ว ท่านเหล่านี้อยู่กับผลประโยชน์มามากแล้ว ท่านสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนไม่ใช่ไปทำอะไรในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
แม้ว่าการสรรหาตามรัฐธรรมนูญนี้จะมีข้อตำหนิ ว่าไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง มีการล็อคสเป็กบ้าง ไม่ทั่วถึงบ้าง ทำปีหนึ่งไม่เสร็จใช้เวลาไม่เพียงพอบ้าง โดยตรงนี้เราได้เขียนรัฐธรรมนูญให้มีจุดประสงค์สำคัญว่า
“อย่างน้อยที่สุดจะต้องให้ได้มีรัฐธรรมนูญที่จะนำไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย และนำไปสู่การปฏิรูปที่สมบูรณ์ที่จะอยู่ในระยะทางต่อไป ซึ่งไม่รู้ว่าสปช.จะได้รับสัญญาณนี้หรือไม่ เพราะถ้าสปช.ไม่ได้รับสัญญาณและพูดอย่างเดียวก็ลำบาก”
“เรื่องการปฏิรูปเราต้องช่วยกระตุ้นว่าพูดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีการเสนอแนะวางโครงการ ต้องมีอะไรที่สามารถทำต่อไปได้ จับต้องได้เป็นรูปธรรม เขาไม่ได้ห้ามให้คุณหยุด ถึงแม้คนทำจะหยุดแต่ต้องมีวิธีการคัดสรรปฏิรูปต่อให้ดีขึ้น เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้หากพบว่าไม่ดีอย่างไรก็เปลี่ยนใหม่ แล้วนำไปสานต่อในอนาคต ทั้งหมดนี้อยู่ที่วิสัยทัศน์ของคนที่จะทำ แต่ถ้าคนที่เข้ามาแล้วบอกว่าปีเดียวจบ ได้รับเกียรติ ได้รับเงินเดือนไปแล้วแบบนี้ก็ไม่สมตามปรารถนา”
“วันนี้แม้จะมีจุดอ่อนในการสรรหาตัวบุคคลเข้ามาแต่ก็จะพยายามทำให้ดีทีสุดถ้าหากงานปฏิรูปไม่ได้เริ่มสักทีคนก็จะมาด่าคสช.ด่ารัฐบาล และด่าคนร่างรัฐธรรมนูญเราต้องพยายามทำให้มีกระบวนการที่เริ่มทำงานให้ได้การปฏิรูปสามารถทำต่อไปได้เรื่อยๆถ้าคุณอยากทำแต่รัฐธรรมนูญต้องจบ”
เมื่อพูดถึงเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญที่ ประธานสนช.ย้ำว่าต้องทำให้จบนั้นเขาขยายความต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่ารัฐธรรมนูญใหม่ไม่ต้องทำประชามติว่าไม่อยากทำให้รัฐธรรมนูญแข็งแบบปี 50 ที่แก้อะไรไม่ได้เพราะอ้างว่าประชามติผูกไว้ ครั้งนี้ถ้ารัฐธรรมนูญอ่อนสามารถแก้ได้เมื่อประชาชนว่าเป็นเห็นสิ่งที่ไม่ดี เวลานี้ประชาชนเริ่มเรียนรู้แล้วว่าสิ่งที่ไหนเขาไม่ชอบ เขาก็ไม่เอา ดังนั้นหากจะมาแก้ทวนกระแสไม่สามารถทำได้แล้ว ไม่เช่นนั้นการออกมาของประชาชนก็จะมีอีก
“ใจผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะมีขึ้นในอนาคต ควรจะปล่อยให้พัฒนาตามไปของความต้องการ และความเห็นของสังคมส่วนใหญ่จะดีกว่า คนหลายคนอาจไม่เห็นด้วยกับผม ก็ไม่เป็นไร แต่ผมไม่มีวัตถุประสงค์เป็นอย่างอื่น นอกเสียจากว่าถ้ารัฐธรรมนูญมันยืดหยุ่นหน่อยและปรับแก้ได้ตามที่ประชาชนหรือสังคมส่วนใหญ่เห็นสมควร ผมว่าคนที่ร่างรัฐธรรมนูญ เขาเองก็เห็นแก่ประโยชน์ของประชาชน สังคม เขาต้องปิดจุดอ่อน ปิดสิ่งที่ไม่ดี”มือร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวทิ้งท้าย
สัมพันธ์ลึก "มือกม.ข้างประยุทธ์"
ชื่อของ “พรเพชร วิชิตชลชัย” เป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงนักกฎหมายสายตุลาการ เพราะเขารับราชการครั้งแรกในตำแหน่งนิติกร สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ต่อมาเข้ารับราชการเป็นผู้พิพากษา เคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฎีกา ทางการเมือง โดยเฉพาะคนในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คงจดจำชื่อเขาได้ เพราะเคยเป็นองค์คณะในศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (คดีกล้ายาง) เป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดี เป็นคดีเจ้าพนักงานทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่แปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อประโยชน์ธุรกิจให้กับบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ทำให้รัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาท และออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ และจำหน่ายคดีออกจากสารบบไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะได้ตัวมาศาล
ไม่เพียงเท่านั้น มือกฎหมายแถวหน้ารายนี้มีบทบาทอีกครั้งเมื่อมาดำรงตำแหน่งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ด้วยการรับสำนวนการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 2557 ให้เป็นโมฆะจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยเขารับหน้าที่ชี้แจงเหตุผลต่อศาลรัฐธรรมนูญก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 ให้เลือกตั้งเป็นโมฆะ
แต่จากนั้นไม่มีใครคาดคิดว่า พรเพชร จะปรากฏตัวอีกครั้งในฐานะมือร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และมาเป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ความลึกลักซับซ้อนนี้แม้แต่ศรีภรรยา หรือ อารยา วิชิตชลชัย ยังไม่ทราบเลยว่าในช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าควบคุมอำนาจการบริหารบ้านเมือง พรเพชรได้ไปปฏิบัติภารกิจอะไรที่ไหนอย่างไร
จนมาทราบอีกครั้งเมื่อมีการถ่ายทอดสดการแถลงรายละเอียดรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวร่วมกับ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. และวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษา คสช. ฝ่ายกฎหมาย
เพราะเป็นคนที่ค่อนข้างพูดน้อย มีความระมัดระวังตัวสูง จึงไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะบ่อยครั้ง
“การเข้ามามีส่วนทำงานใน คสช.นั้น พูดไปก็ไม่น่าเชื่อ มีแต่ภรรยาผมเท่านั้นรู้ ลูก พี่น้องผมยังไม่รู้เลย แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ลับสุดๆ นะ แต่เพราะผมเป็นคนไม่พูด อยู่ดีๆ ไปออกทีวีก็งงกัน ไม่ได้ล้งไม่ได้ลับอะไรหรอก แต่เพราะเป็นคนไม่ชอบไปพูดอะไรกับใคร ไม่เล่า ไม่ไปบอกว่าเราเข้าไปโน้นไปนี่ แต่เข้ามาทำงานตรงนี้ ภรรยาก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาก็รู้เท่าที่รู้ว่ามาทำงานอย่างนี้ แต่จะไม่ได้ซักถามรายละเอียดอะไร เขาก็ให้กำลังใจบ้าง ไม่มีปัญหา”พรเพชร กล่าว
เมื่อถามว่าเหตุใด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงมอบความไว้วางใจแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาหัวหน้า คสช. พรเพชรยิ้มเล็กๆ นิ่งสักครู่ แล้วกล่าวเพียงสั้นๆ ตามสไตล์คนพูดน้อยว่า “เรื่องนี้ขอเก็บไว้เป็นประวัติศาสตร์ ถึงวันหนึ่งก็มาบอกเล่ากันเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น เพิ่งผ่านไป ถ้าไปพูดอะไรอาจจะกระทบการเมือง ไม่อยากให้ใครนำไปใช้ไปวิพากษ์วิจารณ์”
ถึงกระนั้น หากย้อนเกล็ดดูช่วงที่มีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เข้ายึดอำนาจรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ปี 2549 ช่วงนั้นพรเพชรได้รับการแต่งตั้งให้เป็น สนช.ในสายข้าราชการ ตุลาการ อัยการ จึงไม่แปลกที่จะมีสายสัมพันธ์อันดีกับทหารหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เข้าไปเป็น สนช.ในสายของข้าราชการทหาร ซึ่งจุดนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งสองได้รู้จักคุ้นเคยกันตั้งแต่นั้นมา
“ตั้งแต่เข้ามาทำงานเป็นที่ปรึกษา คสช. ไม่ใช่ว่าไม่มีเวลาพักนะ เพราะผมสามารถทำงานที่บ้านได้ แต่ต้องคิดมากเมื่อคิดอยู่ตลอดเวลาก็อาจจะเหนื่อยเพิ่มขึ้นหน่อย การใช้ชีวิตประจำวันมีเวลาน้อยลง เช่นก่อนหน้านี้จะใช้เวลาออกกำลังกายด้วยการเดินทนบ้าง วันละชั่วโมง ครึ่งชั่วโมงก็ว่าไป ซึ่งจะไปเดินตามสวนสาธารณะ เช่น ที่สวนลุม เวลาที่จะไปทำอย่างนั้นก็น้อยลง หลังจากนี้คงต้องเริ่มใหม่ ช่วงนี้เลยได้แต่อาศัยฟังเพลงบ้าง ซึ่งเพลงที่ฟังก็ทั่วไปไม่ใช่แนวคลาสสิก แต่เป็นพวกแนวป๊อปมากกว่า ส่วนศิลปินที่ชอบ คนโปรดก็ชอบศรัณย่า ส่งเสริมสวัสดิ์ เสียงเขาดี ร้องเพลงเพราะ แต่เขาร้องเพลงเก่าไปหน่อย หลายคนอาจจะไม่ชอบ
พรเพชร เล่าย้อนอดีตไปว่า เมื่อก่อนกีฬาจะเล่นกอล์ฟ แต่พอเล่นไม่ดีเลยเลิกเล่น เพราะกอล์ฟเป็นกีฬาที่กดดัน เพื่อนฝูงกดดันเยาะเย้ย รับแรงกดดันไม่ได้ (พูดแบบขำเล็กๆ) เพราะผมไม่ซีเรียส เล่นสบายๆ พอเล่นไม่ดีเพื่อนก็เรียกว่าหมูบ้างอะไรบ้าง เวลาเล่นก็ต้องมีเดิมพันด้วย รู้สึกว่าเสียเวลามากเลย เลยหันมาเดินทนแทน
ประธาน สนช. เล่าอีกว่า หลังจากนี้จะต้องมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตลงบ้าง ทั้งเรื่องการสอนหนังสือ ตอนนี้ยังต้องสอนอยู่ กำลังหาคนช่วย เพราะตั้งหลักไม่ทัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็สอนที่จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ เดี๋ยวต้องลดบทบาทตรงนี้ลง
ถามว่าหากสถานการณ์ทุกอย่างจบลง จะเลือกเข้าสู่เส้นทางการเมืองหรือจะกลับไปสอนหนังสือต่อ พรเพชร บอกว่า คงจะไม่ทำอะไรเพราะอายุมากแล้ว จะทำเท่าที่ทำได้ คือสอนหนังสือตามพละกำลัง
“อย่างว่าผมได้ทำงานที่มีเกียรติมาตลอดชีวิต เช่น งานสอนหนังสือ ผมก็ภูมิใจที่ได้ให้ความรู้ทางกฎหมายที่ถูกต้องแก่ลูกศิษย์ ส่วนอนาคตทางการเมืองนั้นไม่เคยได้วางไว้เลย” มือกฎหมายคนสำคัญผู้กำหนดโครงสร้างรัฐธรรมนูญชั่วคราว และวางพิมพ์เขียวรัฐธรรมนูญถาวร กล่าว







