เรื่องเศร้าของ “กิ๊บบี้”
โหวววววว ...” เสียงร้องก้องกังวานของ “กิ๊บบี้” ดังขึ้นในวินาทีที่เราเดินเข้าใกล้กรงของเธอ
“โหวววววว ...” เสียงร้องก้องกังวานของ “กิ๊บบี้” ดังขึ้นในวินาทีที่เราเดินเข้าใกล้กรงของเธอ นี่คือเสียงจากสัญชาตญาณในการปกป้องอาณาเขตของตัวเอง และเป็นเสียงที่ทำให้เธอต้องถูกทิ้ง
“กิ๊บบี้” ใช้แขนคู่ยาวห้อยโหนตัวจากเชือก โยกตัวไปซ้ายทีขวาที สักพักใช้ขาถีบกรงเพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงข้ามไปอีกด้าน
เมื่อเจอสิ่งที่น่าสนใจนอกกรง เธอปล่อยมือจากเชือกแล้วกระโดดไปเกาะริมรั้ว อมนิ้วโป้งในปาก (อาการของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ต้องพลัดพรากจากแม่ก่อนวัยอันสมควร) ยกเท้าไขว่ห้าง ขนสีเหลืองทองดูโดดเด่นเพราะฉากหลังเป็นพุ่มไม้สีเขียว
“กิ๊บบี้” เป็นชะนีแก้มทองเพศเมีย พบมากในประเทศลาว เวียดนาม และกัมพูชา ที่ผ่านมาไม่เคยมีรายงานว่าพบเจอในประเทศไทย แต่เธอก็มาอยู่ตรงนี้ให้เราดู
ด้วยความเชื่อของมนุษย์ที่คิดว่าสามารถฝึกสัตว์ป่าให้อยู่ใต้การควบคุมได้ ด้วยความเชื่อที่ว่าชะนีกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงที่น่ารัก “กิ๊บบี้” จึงถูกจับออกมาจากป่าสีเขียว และค่อยๆ เติบโตขึ้นในป่าคอนกรีต
เสียงร้องของ “กิ๊บบี้” ดังกังวานโหยหวน เจ้าของรู้สึกหนักใจที่เธอต้องกลายมาเป็นภาระและสร้างความรำคาญให้เพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียง สิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งจึงถูกผลักให้มาอยู่ภายใต้การดูแลของ The Wild Animal Rescue Foundation of Thailand ผู้จัดทำโครงการคืนชะนีสู่ป่า (Gibbon Rehabilitation Project หรือ GRP) ใน จ.ภูเก็ต
เธอไม่ต่างจากสิ่งแปลกปลอมในธรรมชาติใหม่ ไม่สามารถอยู่ร่วมกับชะนีตัวอื่นได้ จะปล่อยคืนกลับสู่ป่ายิ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะเธอเป็น “ชะนีเมือง” ไปเสียแล้ว
มีแนวโน้มว่ามูลนิธิต้องดูแล “กิ๊บบี้” ไปจนถึงวาระสุดท้ายของเธอ
นอกจาก “กิ๊บบี้” แล้ว ยังมีชะนีกำพร้าอีกหลายตัวที่อยู่ในการดูแลของมูลนิธิ โดยทุกตัวล้วนแต่ผ่านการทารุณมานานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นถูกเลี้ยงในกรงเล็กๆ จนโครงกระดูกบิดเบี้ยว ถูกบังคับให้สูบบุหรี่ดื่มเหล้า เพื่อเอาใจนักท่องเที่ยว บางตัวถูกฉีดยากระตุ้นให้ตื่นตลอดทั้งคืน
ธรรมชาติของชะนีมักอยู่เป็นครอบครัว แม่มีความหวงแหนลูกมาก มนุษย์จึงต้องฆ่าแม่ทิ้งเพื่อแย่งชิงลูกชะนีมาบำเรอความบันเทิงส่วนตัว สถิติชี้ว่าเพื่อให้ได้ลูกชะนีมา 1 ตัว อาจต้องฆ่ายกครอบครัว หรือมีชะนีตายอีกประมาณ 9 ตัว
มีอีกจำนวนมากที่ลูกชะนีจะถูกฆ่าเมื่อเติบโตขึ้น เพราะดุร้ายและร้องเสียงดัง
กระบวนการคืนชะนีสู่ป่านั้นไม่ง่ายเลย เพราะชะนีส่วนมากถูกพรากจากป่าไปตั้งแต่แบเบาะ ขาดทักษะการเอาตัวรอดในป่า GRP จึงถูกก่อตั้งขึ้นในปี 2535 บริเวณน้ำตกบางแป เขตอุทยานแห่งชาติเขาพระแทว จ.ภูเก็ต โดยความร่วมมือของป่าไม้ นักสัตววิทยาชาวอเมริกัน และ Asian Wildlife Fund มุ่งหมายช่วยเหลือชะนีเหล่านี้ให้ปรับตัวเข้ากับป่าได้
ชะนีที่ถูกส่งมาต้องมีการตรวจสุขภาพและโรคติดต่อ ผ่านกระบวนการฝึกความพร้อมโดยเริ่มจากการถูกกักไว้ในกรงที่มีการจัดสภาพแวดล้อมให้คล้ายป่ามากที่สุดเป็นเวลา 3 เดือน ส่วนมากจะเป็นครั้งแรกของชะนีที่ได้เจอเพื่อนสายพันธุ์เดียวกัน และได้สังเกตพฤติกรรมของเพื่อนตัวอื่น หากพบว่าชะนีมีความแข็งแรงและเริ่มคุ้นชินกับธรรมชาติ มันจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู ซึ่งอาจใช้เวลามากกว่า 10 ปี เช่น การให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวพันกับมนุษย์และชะนีตัวอื่นให้น้อยสุด กินอาการป่า ให้โอกาสชะนีเจริญวัยได้สร้างคู่ตามธรรมชาติ
แต่ก็ใช่ว่าชะนีทุกตัวจะผ่านกระบวนการฟื้นฟูและคืนสู่ป่าได้ ในระหว่างปี 2545-2556 ทาง GRP ได้ปล่อยชะนีคืนสู่ป่าเขาพระแทว 31 ตัว พบว่ามีถึงครึ่งหนึ่งหรือ 14 ตัว ที่ไม่สามารถปรับตัวในป่าได้ บางตัวต้องอยู่ในความดูแลของ GRP ไปตลอดชีวิต
การลักลอบนำชะนีออกจากป่าแม้เพียงตัวเดียว นำมาซึ่งความสูญเสียและภาระอีกมากมาย คุณเองก็ช่วยได้ง่ายๆ เพียงอย่าสนับสนุนธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร หรือถ่ายภาพที่ใช้ชะนีเป็นตัวชูโรง
นั่นเพราะอีกไม่นานชะนีเหล่านั้นจะถูกทิ้ง และแม่ชะนีตัวใหม่ก็จะถูกฆ่า ...วนเวียนสืบไปอย่างไม่รู้จบ







