
เผด็จการ 2557
เผด็จการปลูกเพาะประชาธิปไตยได้หรือไม่? ในประวัติศาสตร์ของหลายๆ ชาติตอบว่า “ทำได้”
เผด็จการปลูกเพาะประชาธิปไตยได้หรือไม่?
ในประวัติศาสตร์ของหลายๆ ชาติตอบว่า “ทำได้” เช่น อังกฤษที่เป็นแม่แบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ก็เป็นเพราะชาวบ้านและขุนนางทนกับการรีดนาทาเร้นของระบอบกษัตริย์ในสมัยพระเจ้าจอห์นไม่ได้ หรือสหรัฐอเมริกาในยุคก่อตั้งประเทศก็ต่อสู้กับเผด็จการจักรวรรดิยุโรป จนต้องหนีมาอีกทวีปหนึ่ง ต่อสู้ขับไล่ แล้วสถาปนาระบอบการเมืองแบบอเมริกันขึ้นมา รวมทั้งฝรั่งเศสที่แม้จะล้มระบอบกษัตริย์ได้ใน ค.ศ. 1789 แต่กว่าที่จะสร้างประชาธิปไตยได้ก็ต้องอาศัยมือของนายทหารที่ชื่อ ชาร์ลส์ เดอ โกล ซึ่งก็ใช้เผด็จการสร้างประชาธิปไตย
ประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นมากมายในหลายๆ ประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เกิดขึ้นในลักษณะที่บีบบังคับด้วยมหาอำนาจภายใต้ยุคสงครามเย็น อย่างเช่นที่สหรัฐอเมริกาทำกับบริวารทั้งหลายในยุคนั้น (ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังหลงยุคมาบีบบังคับบางประเทศให้เป็นประชาธิปไตยไวๆ อย่างที่ทำกับไทยหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 นั้น) รวมถึงกระบวนการปลดแอกของหลายๆชาติที่ต่อสู้กับมหาอำนาจดังกล่าว แล้วสร้างประชาธิปไตยที่เป็นแบบอย่างของตนเอง
ประเทศไทยก็ใช้เผด็จการสร้างประชาธิปไตย
การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24มิ.ย. 2475 หากอ่านแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ที่ประกาศหลัก 6 ประการ อันหมายถึงอุดมการณ์ของคณะราษฎรนั้นก็ไม่ได้พูดถึงประชาธิปไตยแม้แต่คำเดียว แต่ใช้คำว่า “การปกครองของราษฎร” ซึ่งทำให้คนที่มองตื้นๆ หรือชาวบ้านที่ถูก “พวกคลั่งคณะราษฎร” ปลุกปั่นทางความคิดให้เชื่ออยู่เสมอว่านั่นคือประชาธิปไตย
เพราะถ้ามองไปลึกๆ ดูพฤติกรรมการครอบงำทุกระบบของประเทศ โดยคณะบุคคลที่ชื่อว่าคณะราษฎรนี้เพียงกลุ่มเดียว ด้วยความเด็ดขาดเข้มงวด และนโยบายที่พยายามจะผลักดันให้มีการรวมหมู่รวมกลุ่มกันในการทำตามนโยบายนั้น ที่มีผู้ติติงว่ามีลักษณะคล้าย “สังคมนิยม” ทั้งหมดนั้นก็จะเห็นว่าคณะราษฎร “เป็นเผด็จการ” ชัดๆ
ประชาธิปไตยของไทยมาเกิดขึ้นจริงๆ ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2489 ด้วยการให้มีพรรคการเมือง มีการเลือกตั้งแบบสากล ให้อำนาจเต็มแก่รัฐสภา และแยกข้าราชการออกไปจากงานการเมือง แต่ก็มีช่วงอายุที่สั้นๆ คือต้องล้มไปด้วยการรัฐประหารในปีต่อมา แล้วปกครองด้วยเผด็จการมาอีก 10 ปี แม้จะมีความพยายามฟื้นฟูประชาธิปไตยด้วยการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2500 แต่ทหารก็ทำ “เน่า” ด้วยการเลือกตั้ง “สกปรก” ครั้งประวัติศาสตร์
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ “วีรบุรุษพ่อขุนเผด็จการ” ได้พยายามพัฒนาประเทศอย่างเข้มข้นเพื่อกลบเกลื่อนประชาธิปไตยและสืบทอดกันไว้ กระทั่งนักศึกษาประชาชนต้องออกมาโค่นล้มในวันที่ 14 ต.ค. 2516 จากนั้นก็มีความพยายามในการสร้างประชาธิปไตยแบบสมัยใหม่ แต่ด้วยความฟุ้งเฟ้อในเสรีภาพจนไร้ระเบียบ ทหารก็ใช้สถานการณ์นี้กอบกูศักดิ์ศรีเข้ามายึดอำนาจในวันที่ 6 ต.ค. 2519 แล้วสร้างรัฐธรรมนูญ 2521 ให้เป็น “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” มอบให้ “ป๋า” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดูแลมาอย่างระทึกใจได้กว่า 8 ปี กระทั่งนักการเมืองหลังการเลือกตั้งในปี 2530 ได้ปู้ยี่ปู้ยำ “ถลุง” กินโต๊ะประเทศไทยกันอย่างน่าเกลียด เป็นโอกาสให้ทหารเข้ามายึดอำนาจอีกในวันที่ 23 ก.พ. 2534 แต่ก็ถูกขับไล่ด้วยทหารอีกกลุ่มหนึ่งที่อิงแอบพลังประชาชนออกไปในเดือน พ.ค.ปีต่อมา
ขอตัดภาพมาที่เผด็จการในยุค คสช. 2557
คงไม่ปฏิเสธว่าการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 นี้เป็นเหมือนภาพซ้อน “อันเดียวกัน” กับการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 โดยเฉพาะเหตุผลหลักที่อ้างว่าเข้ามา “ห้ามมวย” ไม่ให้ประชาชนฆ่ากัน และเหตุผลองค์ประกอบอื่นๆ กับที่มีจุดมุ่งหมายจะ “ปฏิรูปประชาธิปไตย” บังหน้า แต่มีหลายคนเชื่อว่าจุดมุ่งหมายหลักน่าจะเป็นการกำจัด “ระบอบชั่วคนชั่ว” นั้นมากกว่า
แม้ว่ากระบวนการ “บริหารจัดการ” ของคณะรัฐประหารที่ชื่อว่า คสช.คณะนี้ จะยังเป็นที่เข้าใจไม่หมดหรือยังไม่ชัดเจน เพราะยังต้องมีการคาดเดาและตีความกระบวนการในการทำงานของคณะ คสช.ไปต่างๆ นานา แต่หลายคนรวมทั้งผู้เขียนก็เชื่อด้วยข้อมูลทางประวัติศาสตร์อย่างที่ไล่เรียงมาข้างต้นว่า ทหารคณะนี้คงจะต้องใช้กระบวนการที่เรียกว่า “เผด็จการอย่างเป็นธรรม” เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ต้องซ้ำรอย
เพื่อไม่ให้ “เสียของ” และ “เสียคน”
แต่สิ่งที่ทหารคณะนี้ควรต้องคำนึงให้มากๆ ก็คือ ประชาชนในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมานี้ ไม่เหมือนกับประชาชนที่ทหารเคยปกครองมาหลายสิบปีก่อนหน้านั้น
ประการแรก จากความล้มเหลวของทหารและนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งตลอด 82 ปีหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทำให้คนไทยไม่เชื่อ “น้ำหน้า” ผู้ปกครองไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใดๆ ดังนั้นเมื่อ คสช.วางท่าทาง “ขึงขัง” ยิ่งนักในครั้งนี้ คนไทยจึงตั้งความหวังไว้สูงมาก และยากที่จะให้อภัยหากปฏิรูปประเทศไม่สำเร็จ
ประการที่สอง สังคมไทยยังเป็นสังคมแบบ “คุณธรรมบังหน้า” พร้อมเสมอที่จะถล่มผู้ปกครองที่บกพร่องทางคุณธรรม แม้กระทั่งนักการเมืองที่ไร้คุณธรรมก็พร้อมจะใช้สิ่งนี้โต้กลับ หากผู้ปกครองฝ่ายตรงข้าม “บกพร่องทางคุณธรรม” แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ (ซึ่งนักการเมืองก็ใช้วิธีนี้แก้แค้นกันและกันตลอดมา) ดังนั้นคณะ คสช.จะต้องไม่มีภาพลักษณ์ทางด้านนี้เสียหาย
ประการที่สาม การสื่อสารกับประชาชนในสังคมสมัยใหม่ ไม่ใช่แค่ “สั่งๆๆ” แล้วจะได้รับการปฏิบัติตาม หรือพยายามสร้างบรรยากาศหยอกเย้าอย่างเป็นกันเอง นั่นก็ไม่ใช่วิธีการที่เป็นธรรมชาติ แต่วิธีการที่เหมาะสมที่สุดก็คือการเปิดกว้าง ทำทุกอย่างอย่างโปร่งใส จะทำอะไรต้องชี้แจงให้เข้าใจ “ท่าเข้ม การกระทำต้องแข็ง” คนไทยไม่ชอบล้อเล่นยามหน้าสิ่วหน้าขวาน
ขณะนี้ท่านหัวหน้า คสช.ก็เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างเต็มตัวแล้ว และทราบว่าจะต้องมีการแถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติหลังตั้งคณะรัฐมนตรีนั้นด้วย เดี๋ยวก็คงจะมีคนเสนอแนะนโยบายอะไรมากมาย เป็นหน้าที่ของท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่จะต้องแถลงนโยบายให้ชัดเจน รับฟังประชาชนให้ดี และต้องอธิบายด้วยว่าทำไมไม่เอานโยบายนั้นนโยบายนี้
พูดช้าๆ ว่าเน้นๆ ให้เป็นคำ นะท่านผู้นำของเรา







