เปิดใจ 'พรเพชร' อย่าหวังเห็น 'กม.ลักหลับ' ในสนช.
ก้าวขึ้นบัลลังก์ฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่ส่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อย
โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว, เลอลักษณ์ จันทร์เทพ
ก้าวขึ้นบัลลังก์ฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่ส่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อย ทว่า พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไม่ได้มีหน้าที่เพียงเท่านั้น แต่เขาเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญในการต่อเติมโครงสร้าง บริหารนิติบัญญัติสภาปฏิรูป ผ่านรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว
วันนี้กลไกอำนาจทั้งหมดกำลังขับเคลื่อน เช่นเดียวกับผู้ออกแบบรัฐธรรมนูญได้ลงมาเป็นผู้เล่นในตำแหน่ง “ประธาน สนช.”
“ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวให้ สนช.เป็นองค์กรทำหน้าที่รัฐสภา คือหน้าที่ในทางนิติบัญญัติ โดยมีหลักใหญ่คือการออกกฎหมาย แต่ขณะเดียวกัน สนช.สามารถทำการตรวจสอบรัฐบาล ให้คำแนะนำ ตั้งกระทู้ถามเรื่องต่างๆ ได้ ซึ่งหลักการของ สนช.แสดงให้เห็นว่าแม้ประเทศไทยจะไม่เป็นระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ เนื่องจากขาดบางองค์ประกอบ เช่น ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ซึ่ง อับราฮัม ลินคอล์น เคยพูดไว้ว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชนเพื่อประชาชน ซึ่งสนช.ขาดไปบางองค์ประกอบ แต่องค์ประกอบที่ถือว่าสำคัญนั่นคือ “เพื่อประชาชน” พรเพชร เปิดฉากสนทนากับโพสต์ทูเดย์ ถึงบทบาทหน้าที่ของเขา
“การทำงานของผมเมื่อองค์ประกอบหนึ่งใดที่ขาดไป เราก็ต้องไปเพิ่มน้ำหนักที่องค์ประกอบ ‘เพื่อประชาชน’ ให้มากขึ้น ไม่ว่าจะแก้กฎหมายหรือจะทำอะไรที่จะมีผลกระทบต่อบ้านเมือง ต้องคิดถึงประชาชน และผมจะตั้งคำถามเสมอว่ากฎหมายที่เสนอมานี้เป็นประโยชน์อะไรต่อประชาชนก่อน โดยประโยชน์ของรัฐที่หมายถึงรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะเป็นเรื่องรองลงมา
“ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาทำงาน สนช.ต้องยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม โดยหลักนี้ไม่ว่าจะสีเขียวหรือสีอะไรก็ตาม เมื่อยึดตามแล้วจะไปกลัวอะไร เพราะว่าอำนาจไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องกฎหมาย ถ้าเรายึดหลักนิติธรรม ก็ไม่มีทางที่จะไปออกกฎหมายฝืนหลักนิติธรรม”
สนทนากันมาถึงตรงนี้ทำให้อดคิดไปถึงประธานสภาในอดีตไม่ได้ ที่รับอำนาจฝ่ายบริหารออกกฎหมายนำไปสู่วิกฤตความขัดแย้งบ้านเมือง เช่น ร่างกฎหมายนิรโทษกรรม หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนถูกวิจารณ์เป็นร่างกฎหมายลักหลับ พฤติกรรมเหล่านี้จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่
พรเพชร บอกว่า ไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์สภาหรือการกระทำของสมาชิกสภาหรือประธานสภาในครั้งก่อนๆ เพราะเป็นเรื่องที่สังคมตรวจสอบและทราบดี แต่ยืนยันได้ว่าการดำเนินงาน สนช.จะต้องโปร่งใส ตรงไปตรงมา จะต้องไม่เป็นปัญหาเหมือนในอดีต
“ยืนยันว่า สนช.จะไม่มีการพิจารณาแบบลักหลับ ลงมติหามรุ่งหามค่ำคงไม่มี ผมรับประกันได้ว่าจะไม่ทำเช่นนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องผ่านการพิจารณาโดยชอบ ด้วยวิธีการที่ถูกต้องแน่นอน กฎหมายที่ติดชนวนวิกฤตความขัดแย้งสังคม นั่นไม่ใช่กฎหมายเพื่อประโยชน์ประชาชน ดังนั้นจะไม่ได้รับการสนับสนุนให้เกิดขึ้น เรามีวิธีการตามกระบวนการนิติบัญญัติที่เปิดช่องทางให้” พรเพชร แสดงจุดยืน
“ผมไม่อยากจะไปพูดถึงนิรโทษกรรมที่ไม่ชัดเจนว่าเป็นเรื่องยังไง แต่ยืนยันว่าจะไม่ทำให้กฎหมายที่มีปัญหานำไปสู่ชนวนความขัดแย้งนั้นเกิดขึ้นแน่นอน ส่วนเรื่องของวิธีการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นนั้น เป็นเรื่องที่อยู่ในลำดับท้ายของภารกิจของ สนช. เพราะการสร้างความปรองดองเป็นหน้าที่รัฐบาล ส่วนมาตรการจะเป็นหน้าที่ของ สปช. ซึ่ง สนช.น่าจะมีบทบาทน้อยสุดของกระบวนการปรองดอง คือไม่ทำกฎหมายที่ก่อให้เกิดความแตกแยก”
ส่วนเรื่องการออกกฎหมายของ สนช. ประธาน สนช. จำแนกหลักการการทำงานไว้ว่าคงจะไม่มีการออกกฎหมายที่มากมายอย่างนั้นโดยเฉพาะผมเป็นนักกฎหมายจะต้องมีโอกาสที่จะได้ตรวจสอบว่ากฎหมายที่ผ่าน สนช.เป็นไปเพื่อประโยชน์ประชาชน ยึดหลักนิติธรรมซึ่งหลักนี้เราแปลจากภาษาอังกฤษที่ว่า “The Rules of Law” คือกฎหมายของกฎหมาย กฎหมายต้องมีกฎ ไม่ใช่ว่าจะออกยังไงก็ได้ สนช.ต้องทำสิ่งนี้เพื่อลดข้อด้อยตรงที่เราไม่ได้มาจากประชาชนลงไป ที่ผ่านมาสภาอาจจะอ้างจุดแข็งที่เขามาจากประชาชน ดังนั้นเมื่อเราไม่ได้มาจากประชาชน เราก็ต้องทำให้เห็นว่าจริงๆ แล้วว่าเราทำเพื่อประชาชน ซึ่งมันก็ลำบาก
สำหรับการจัดลำดับออกกฎหมาย สนช.จะจัดความสำคัญกฎหมาย เช่น กฎหมายที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ซึ่งตรงนี้อาจจะมีเนื้อหาที่นักกฎหมายไม่เข้าใจก็ได้ แต่นักกฎหมายหรืออาชีพผมที่เป็นผู้พิพากษามาก่อน สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะในแต่ละครั้งจะมีคนชี้แจงว่าสิ่งไหนเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นเมื่อธงของเราที่เน้นว่าต้องเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคม เราต้องดูว่าสิ่งที่เขาชี้แจงมามีความน่าเชื่อถืออย่างไร เพราะใครๆ ก็อ้างได้ว่าสิ่งที่เสนอนั้นเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ซึ่งเรามีหลักการ มีวิธีการตรวจสอบ
นอกเหนือจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติพรเพชร ยังมองไปที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)ที่มีบทบาทในการเสนอร่างกฎหมายเข้ามายังสนช.ด้วย
“เราหวังกับ สปช.ว่าจะทำเพื่อประชาชนจะดูว่าเขาจะเสนอกฎหมายอะไรที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ซึ่งเขามีหน้าที่ มีทรัพยากรบุคคลที่จะระดมความคิดที่จะทำเพื่อประชาชน กระบวนการนี้อย่างน้อยที่สุดขอให้ได้เสนอมา แม้จะไม่จบกระบวนการก็ยังดีกว่าที่ไม่ทำอะไรเลย เรื่องการปฏิรูปรัฐบาลและ สปช.ต้องผลักดัน ส่วน สนช.เองจะวิเคราะห์ไปอีกขั้น ถ้าเราจะไปทำทั้งกระบวนการคงไม่ไหว ส่วนตัวพร้อมสนับสนุนนโยบายในส่วนนี้ ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าให้เขาส่งกฎหมายดีๆ มา และหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”
อีกบทบาทหน้าที่ของ สนช.คือเรื่องการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งกำลังเป็นที่ถกเถียงว่าทำได้หรือไม่ได้ และ สนช.จะสามารถมีมติถอดถอนนักการเมืองเป็นผลสำเร็จหรือไม่
ในฐานะเป็นประมุขนิติบัญญัติและเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวด้วย เขายืนยันว่า สนช.ปฏิบัติหน้าที่ทั้ง สส. สว. ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดหน้าที่ไว้ชัดเจน ดังนั้นเรื่องที่จะมาสู่ สนช.ได้คือเรื่องที่กฎหมายกำหนดให้มา ยัง สส สว. มารัฐสภา คือกฎหมายที่ว่าอาจจะเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใดๆ ก็ได้ “ประตูของเราเปิด แต่ท่อน้ำที่จะมามีช่องทางมาหรือไม่ ต้องไปดูต้นทางจากทุกองค์กร ซึ่งเรื่องการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องดูว่ามีกระบวนการที่จะมาถึงเราหรือไม่ อย่างไร ถ้ามีเราต้องรับแน่ เพราะมีอำนาจพร้อมอยู่แล้ว เรามองเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ทางต้นเรื่องต้องตรวจดูช่องทางว่าเป็นอย่างไร”
ความหมายต้นทางที่จะส่งเรื่องมาให้ สนช.ถอดถอน นั่นก็คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใช่ไหม
พรเพชร ยิ้มพร้อมพยักหน้าเป็นสัญญาณให้รู้ว่า ตอนนี้ สนช.เปิดประตูรอรับ แต่อยู่ที่ ป.ป.ช.ต่างหากจะส่งเรื่องเข้ามาเมื่อไหร่







