โปลิตบูโร ประยุทธ์และผองเพื่อน
โฉมหน้ารัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะบริหารงานในลักษณะ “โปลิตบูโร”
โฉมหน้ารัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะบริหารงานในลักษณะ “โปลิตบูโร” กล่าวคือ จะมีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีอำนาจกำกับดูแลนโยบายและใช้อำนาจพิเศษมาบริหารประเทศ ควบคู่กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่บริหารงานตามปกติเหมือนรัฐบาลที่ผ่านๆ มา
การบริหารแบบโปลิตบูโร (Politburo) มาจากรัสเซีย แปลว่า “สำนักงานการเมืองของคณะกรรมการกลาง” พรรคบอลเชวิกเริ่มใช้ครั้งแรกหลังเข้ายึดอำนาจการปกครองเมื่อปี 2460 และบริหารประเทศคู่กับรัฐบาล ไทยเคยบริหารแบบนี้ในช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ขณะนั้นเรียกว่า คณะกรรมการราษฎร ทำงานคู่กับรัฐบาล
อย่างไรก็ดี การกำหนดรูปแบบการบริหารของรัฐบาลประยุทธ์ในครั้งนี้เป็นไปภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ซึ่งมาตรา 42 ให้อำนาจคสช. ตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 6/2557 ลงวันที่ 22 พ.ค. 2557 ที่นอกจากจะให้อำนาจ คสช.ทำหน้าที่ต่อไป และค่อนข้างชัดเจนว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะยังเป็นหัวหน้า คสช.ต่อไปด้วย
ภายใต้อำนาจพิเศษสองตำแหน่งนี้ เปิดทางให้หัวหน้า คสช.เปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมผู้ดํารงตําแหน่งใน คสช.ได้รวมกันไม่เกิน 15 คน ขณะเดียวกันสามารถสั่งการหรือแนะนำ ครม.ให้ดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ได้ ในกรณีที่เห็นสมควร หัวหน้า คสช.หรือนายกรัฐมนตรีอาจขอให้มีการประชุมร่วมกันของ คสช.และ ครม.เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาใดๆ ก็ได้
จะเห็นภาพชัดมากขึ้นเมื่อรายชื่อโผ ครม.เผยออกมา โดยมีคณะที่ปรึกษา คสช. และนายทหารจากกองทัพมาทำหน้าที่กำกับดูแลในแต่ละกระทรวง อาทิ พล.อ.ประยุทธ์ จะควบ รมว.กลาโหม รองหัวหน้า คสช.ทั้ง 3 คน เช่น พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร เป็นรองนายกฯ ความมั่นคง และ รมว.การต่างประเทศ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย เป็นรองนายกฯ ฝ่ายสังคม และ รมว.ศึกษาธิการ
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง เป็นรองนายกฯ และ รมว.คมนาคม พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็นรองนายกฯ และ รมต.ประจำสำนักนายกฯ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. เป็น รมว.พาณิชย์ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. เป็น รมว.ยุติธรรม
นอกจากนี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ. จะเป็น รมว.มหาดไทย พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม จะมานั่ง รมว.แรงงาน พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ที่ปรึกษา คสช. จะนั่งเก้าอี้เลขาธิการนายกฯ หรือไม่ก็ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ด้านที่ปรึกษา คสช. อาทิ นายวิษณุ เครืองาม เป็นรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ และ รมว.คลัง ขณะที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ หลุดเก้าอี้
รูปแบบการบริหารประเทศเด่นชัดขึ้นเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เมื่อค่ำวันที่ 22 ส.ค.ว่า การปฏิบัติงานของ คสช.ในช่วงมีรัฐบาลจะบริหารราชการในระบบกฎหมาย และระเบียบปกติ แต่บางอย่างที่มีปัญหาทับซ้อนและเร่งด่วนจะใช้อำนาจพิเศษ โดยให้ คสช.ขับเคลื่อนตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว หรือจัดตั้งคณะกรรมการเข้าดำเนินการ เช่น การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น การแก้ปัญหาความยากจนระยะสั้น การแก้ไขปัญหายาเสพติด ที่ดินทำกิน
ว่าที่นายกฯ ระบุอีกว่า สำหรับนโยบายด้านอื่นๆ ที่ยังมีการตำหนิกันอยู่ก็ใช้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จึงขอให้มาสมัครเป็น สปช.กันให้มาก
“ถ้าท่านไม่มาที่ สปช. แล้วท่านเรียกร้อง ถึงเวลาท่านบอกไม่รู้ ไม่ได้เข้า ไม่ได้ร่วม มันจะไปปฏิรูปได้หรือไม่”
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังสั่งการให้แก้ปัญหาที่ดินทำกิน โดยให้ไปจัดตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินแบบบูรณาการ โดยพิจารณานำที่ดินของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ป่าเสื่อมโทรม พื้นที่รกร้างว่างเปล่า มาให้ประชาชนทำประโยชน์แต่กรรมสิทธิ์ยังเป็นของรัฐ โดยไม่ออกเป็นโฉนดให้ใคร แต่ให้สิทธิทำกิน
ขณะที่เรื่องสาธารณสุขอาจให้ประชาชนหรือคนรวยช่วยเสียสละสิทธิรักษาพยาบาลในโครงการ 30 บาท เพื่อช่วยคนมีรายได้น้อย
“ต้องช่วยกันเสียสละและขึ้นบัญชีเสียสละกระทรวงสาธารณสุขลองประกาศไป ถ้าทำก็ได้บุญนะครับ คนรวยก็ได้บุญ ชาติหน้าก็รวยอีก”
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการปฏิรูปพลังงานว่า บางคนบอก คสช.มีอำนาจล้นฟ้าทำไมไม่ทำ ทำไมไม่ใช้อำนาจพิเศษไปยึดท่อ ยึดบริษัทมาเป็นของรัฐ
“ไปดูใหม่ว่าเป็นของใคร อะไรอย่างไร ผมไม่ได้เข้าข้างใคร ไปเถียงให้จบก่อน ถ้าท่านเถียงกันไม่จบ ผมก็ทำไม่ได้เหมือนกัน” พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจง







