
โอกาสสุดท้ายของการปฏิรูปประเทศ (1)
....สีลาภรณ์ บัวสาย
ภาพคนไทยฆ่ากันเอง เผาบ้านเผาเมืองตัวเอง ทำให้ผู้เขียนรู้สึกเศร้าอยู่ในอกลึกๆ และสลดใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แล้วก็ตั้งคำถามว่าทำไมคนไทยด้วยกันถึงทำกันได้ขนาดนี้ และเราจะเรียนรู้บทเรียนราคาแพงนี้อย่างไรจึงจะป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก
การมองว่าเรื่องทั้งหมดเกิดจาก พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร กัปตันเรือที่ปล้นสมบัติในเรือตัวเองและกระโดดเรือหนีไปเสวยสุขเดินช็อปปิ้งกับลูกๆ นั้นคงเป็นการมองที่ง่ายเกินไป มันไม่ตอบคำถามว่าแล้วทำไมเมื่อแกนนำที่ราชประสงค์ประกาศยุติการชุมนุมแล้ว ยังมีคนอีกจำนวนมากวิ่งไปเผาศาลากลางที่มุกดาหาร อุบลราชธานี ขอนแก่น อุดรธานี และในอีกหลายจังหวัด ภาพคนที่วิ่งไปเผาศาลากลางด้วยอารมณ์ต้องการทำลายให้สะใจว่ากูไม่ยอมแพ้โดยไม่ได้เอาคืนอะไรบ้าง มันบอกว่ามันไม่ใช่อารมณ์ของคนที่รับเงินจ้างมาชุมนุม มันเหมือนม็อบชาวนาที่มาประท้วงที่ศาลากลางแล้วไม่ได้รับการตอบสนองที่พอใจมากกว่า
ความรู้สึกที่สะสมของเขาคือ ความไม่พอใจกลไกของรัฐและนายทุนที่ร่วมกันย่ำยีเขามานาน การช่วยเหลือไม่เคยจริงจังหรือแก้ปัญหาให้เด็ดขาด ได้แต่ผัดผ่อนไปเฉพาะหน้า ศาลากลางเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐส่วนกลางที่ส่งมาปกครองคนในพื้นที่ และเขาปฏิเสธสิ่งนี้
ย้อนไปดูในประวัติศาสตร์การเมืองในยุโรปเมื่อเกือบ 200 ปีก่อน ในช่วงหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เริ่มต้นที่อังกฤษก่อนจะลามเข้าไปสู่เยอรมนีและประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรป ได้ทำให้เกิดชนชั้นแรงงานขยายตัวมากขึ้น
ในช่วงปี 18301848 ได้เกิดขบวนการปฏิวัติประชาชนขึ้นและลามไปจากอังกฤษซึ่งก่อขบวนจากกลุ่มแรงงานในเหมืองถ่านหินที่มีสภาพการทำงานเลวมาก ไปสู่ฝรั่งเศสซึ่งเป็นในรูปของกบฏชาวนา ไปสู่เยอรมนีในปี 1848 ซึ่งกลุ่มที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงคือ กลุ่มแรงงานในภาคอุตสาหกรรม (ทั้งที่ขณะนั้น 3 ใน 4 ของประชากรเยอรมันยังเป็นเกษตรกรอยู่ด้วยซ้ำ) และต่อมาก็ลามไปสู่อิตาลีและออสเตรียในปีเดียวกัน
มูลเหตุของการปฏิวัติเป็นทำนองเดียวกับข้อเรียกร้องให้ทำการปฏิรูปในอังกฤษเมื่อ 20 ปีก่อนหน้า นั่นคือ เจ้าของโรงงานแสวงหากำไรมากเกินไป สภาพการทำงานที่เลว สภาพความอดอยากยากจนที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากพร้อมจะเดินตามหลังใครก็ได้ที่สัญญาว่าจะแก้ความเดือดร้อนนี้ให้แก่พวกเขาได้ ประชาชนต้องการรัฐบาลที่ก้าวหน้ากว่าที่เป็นอยู่
นอกจากนี้ กลุ่มแรงงานยังได้กำลังสมทบจากนักธุรกิจอันเป็นชนชั้นใหม่ที่โจมตีความล้าหลังและความไม่เป็นธรรมของรัฐบาลร่วมกับระบบขุนนางและกษัตริย์ (จากหนังสือ 50 เหตุการณ์สำคัญที่พลิกประวัติศาสตร์โลก)
ฟังดูคุ้นๆ ไหม ตอน นปช. เริ่มเวทีแรกๆ ก็พยายามจะพูดถึงการล้มระบอบอำมาตย์และที่ซ่อนอยู่ไม่ลึกนักคือระบบกษัตริย์ด้วย แต่นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบ 200 ปีมาแล้วในยุโรป
วันนี้ประเทศไทยมีอะไรที่ทั้งเหมือนและแตกต่าง
ส่วนที่เหมือนคือ วันนี้ภาคการเกษตรของไทยแม้จะหดตัวลงเหลือราว 65% แต่เกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ในสภาพลูกหนี้ตกเขียวของนายทุน มีบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการเกษตรไม่กี่แห่งครอบครองธุรกิจการผลิตเมล็ดพันธุ์ พืช พันธุ์สัตว์ อาหารสัตว์ ยา ปุ๋ย แบบครบวงจรไปจนถึงการรับซื้อมาแปรรูปและขายในร้านสะดวกซื้อ รายได้ที่เกษตรกรได้รับต่ำมากจนแทบจะอยู่ไม่ได้ มีงานวิจัยของ TDRI ที่วิเคราะห์ผลตอบแทนของเกษตรกรที่ปลูกข้าว มัน อ้อย ยาง ข้าวโพด และพบว่าเกษตรกรได้ส่วนแบ่งมูลค่าจากสายโซ่การผลิตนี้ต่ำมาก เช่น กรณีมันสำปะหลัง เกษตรกรได้เพียง 10% ในขณะที่พ่อค้าคนกลางและผู้ส่งออกเพียง 24 ราย ได้ส่วนแบ่งที่เหลือ 90% ทั้งหมด
ถ้าเรายังปล่อยให้สภาพนี้ดำเนินไปเรื่อยๆ ขอเตือนบริษัทใหญ่ๆ และกลุ่มเศรษฐีที่ตระกูลดังๆ ติดอันดับของประเทศไว้ได้เลยว่า ธุรกิจของท่านอาจจะเป็นรายต่อไปที่จะถูกเผาแทนศาลากลาง (เราได้เห็นการเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นเตอร์วัน บิ๊กซี และธนาคารอีก 5 แห่งมาแล้วเมื่อวันที่ 19 พ.ค.)
อีกส่วนหนึ่งที่เหมือนคือ ชนชั้นผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นชนชั้นใหม่ในไทยที่เป็นแนวร่วมของผู้ชุมนุม ในไทยนั้นดูเหมือนว่าปัญหาของแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ เรื่องของค่าแรงและสภาพการทำงานไม่ได้เลวร้ายมาก ยกเว้นเรื่องการถูกแทนที่ด้วยแรงงานพม่า เขมร แต่ที่เลวร้ายมากกว่าคือ สภาพปลาใหญ่กินปลาเล็ก โครงสร้างระบบเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แต่กลไกรัฐที่ทำหน้าที่ส่งเสริม อนุญาตและตรวจสอบกลับเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจขนาดใหญ่มากกว่า ทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจถ่างกว้างออกไปมากขึ้น
นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมในการชุมนุมของ นปช. ที่เรานึกว่ามีแต่คนรักทักษิณจึงดึงคนไว้ได้จำนวนมากและยาวนานขนาดนี้ มีทั้งชาวไร่ชาวนา มีทั้งพ่อค้าหาบเร่แผงลอย มีทั้งนักธุรกิจขนาดเล็กขนาดกลาง นั่นเพราะปัญหาของเขาเป็นปัญหาจริงที่ดำรงอยู่ และต้องการรัฐบาลที่มีทั้งความตั้งใจจริงและมีกลไกบริหารจัดการใหม่ที่ก้าวหน้าที่จะส่งมอบความเป็นธรรมและโอกาสให้เขาได้จริง เขาไม่เชื่อว่านายกฯ อภิสิทธิ์จะทำสิ่งนี้ได้ แต่เขาเชื่อว่าพลพรรคทักษิณน่าจะทำได้ เพราะเคยเห็นมาแล้วตอนที่ทักษิณเขย่าระบบราชการจนหัวปั่น เพื่อให้หันมารับใช้โจทย์ของรัฐบาลและประชาชนมากขึ้น
ขออภัยที่ต้องพูดตรงๆ การลงมีดเพื่อผ่าฝีก็คงต้องเจ็บกันบ้าง
อย่างไรก็ดี ส่วนที่แตกต่างคือ สถาบันกษัตริย์ของไทยแตกต่างจากสถาบันกษัตริย์ของยุโรปที่มีความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยเมื่อ 200 ปีก่อนอย่างมาก สถาบันกษัตริย์ของไทยในราชวงศ์จักรีเป็นสถาบันที่ถือลัทธิ
“ธรรมราชา” ไม่ใช่ “เทวราชา” พระมหากษัตริย์บำเพ็ญตนเหมือนพระโพธิสัตว์ มุ่งสร้างประโยชน์ เสียสละ และเอาใจใส่ทุกข์สุขของราษฎร จนทำให้ทรงมีอำนาจที่เกิดจากบารมีโดยไม่ต้องมีกฎหมายรองรับ การจะโค่นล้มสถาบันกษัตริย์จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก (ยกเว้นพระมหากษัตริย์มีพฤติการณ์เหมือนกษัตริย์ในยุโรปเมื่อ 200 ปีก่อน) แต่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยของไทยที่ไม่ได้ให้กษัตริย์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบริหารประเทศ พระองค์ก็จะไม่สามารถทำอะไรได้มากในการแก้ปัญหาโครงสร้างของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่กล่าวมาข้างต้นสิ่งที่แตกต่างจากเมื่อ 200 ปีก่อนอีกประการหนึ่งคือ สังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่โลกยุคข้อมูลข่าวสารพร้อมๆ กับประเทศอื่นในโลก แม้ว่าโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจจะล้าหลังพัฒนาการของประเทศในยุโรปถึงเกือบ 200 ปี การสื่อสารในปัจจุปันสามารถไปได้กว้างขวาง และเข้าถึงกลุ่มเฉพาะได้มากและเร็วกว่าสมัยก่อนมาก ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและเงื่อนไขที่พร้อมจะทำให้ฝีแตกได้เร็วยิ่งขึ้น
บทเรียนการชุมนุมของทั้งเสื้อเหลืองเมื่อ 4 ปีก่อน และของเสื้อแดงในปีนี้เป็นหลักฐานยืนยันอานุภาพใหม่ของอาวุธใหม่คือการสื่อสาร
แล้วเราจะประคับประคองการอยู่ร่วมกันของคนในชาติไปพร้อมๆ กับการผ่าตัดแก้ปัญหาภายใต้เงื่อนไขใหม่นี้ได้อย่างไร m
(อ่านต่อฉบับหน้า)







