posttoday
ประชาธิปไตยและปรองดอง

ประชาธิปไตยและปรองดอง

22 สิงหาคม 2557

การรัฐประหารครั้งนี้มาพร้อมกับความคาดหวังว่าจะไม่เป็นการเสียของ วาทกรรมเรื่องการเสียของดูเหมือนจะมาพร้อมกับคำอธิบายว่าทำไมธรรมนูญการปกครองชั่วคราวจึงให้อำนาจตกอยู่กับ คสช.มากมายปานนี้ โดยเชื่อว่าถ้าไม่มีอำนาจก็จะบังคับการให้เป็นไปดังตั้งใจมิได้ ถ้าไม่เป็นดังตั้งใจก็เสียแรงที่จะทำรัฐประหาร หรือเสียของนั่นเอง

การรัฐประหารครั้งนี้มาพร้อมกับความคาดหวังว่าจะไม่เป็นการเสียของ วาทกรรมเรื่องการเสียของดูเหมือนจะมาพร้อมกับคำอธิบายว่าทำไมธรรมนูญการปกครองชั่วคราวจึงให้อำนาจตกอยู่กับ คสช.มากมายปานนี้ โดยเชื่อว่าถ้าไม่มีอำนาจก็จะบังคับการให้เป็นไปดังตั้งใจมิได้ ถ้าไม่เป็นดังตั้งใจก็เสียแรงที่จะทำรัฐประหาร หรือเสียของนั่นเอง

ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า อะไรคือเกณฑ์การประเมินว่าสำเร็จภารกิจ ไม่เสียของ คสช.จะตั้งเกณฑ์อะไรไม่ทราบ แต่ผมขอเสนอเพียง 2 เกณฑ์ที่มีการพูดไว้เป็นนัยๆ แต่ผมอยากเห็นเป็นเกณฑ์วัดที่จริงจังคือ ถึงเดือน ต.ค. 2558 ตามที่ท่านขอเวลาไว้ สังคมการเมืองไทยจะกลับคืนสู่ประชาธิปไตยหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงครึ่งใบแล้วขอต่ออายุอำนาจอีก และสังคมการเมืองไทยจะก้าวพ้นความขัดแย้งรุนแรง สู่ความปรองดองที่แม้จะมีความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย แต่ก็มีกติการ่วมเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งกันตามปกติและเป็นที่ยอมรับได้

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะให้การรัฐประหารครั้งสุดท้ายนี้ไม่เสียของ ในความหมายที่จะตัดตอนวงจรการรัฐประหารซ้ำซาก โดยรัฐบาลประชาธิปไตยที่จะมีต่อไปจะมีอายุยาวขึ้น หรือยาวไปตลอด คำตอบต่อคำถามนี้อยู่ที่ คสช.และรัฐบาล ผู้กุมอำนาจอยู่ในปัจจุบัน

คำถามต่อไปคือ ทำอย่างไรจึงจะลดความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงลงได้ ในที่นี้ขอระบุฝ่ายที่น่าจะเป็นตัวละครในความขัดแย้งหรือเป็นผู้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง ดังนี้ 1) ข้าราชการทั้งทหารและพลเรือน 2) นักการเมือง โดยเฉพาะที่เคยเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน 3) ชนชั้นกลางทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด 4) นายทุนผู้มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง ทั้งที่หนุนหรือแอบหนุนฝ่ายนักการเมืองหรือฝ่ายข้าราชการ 5) ภาคประชาสังคมและนักวิชาการ ทั้งที่มีขับเคลื่อนทางการเมืองและที่มุ่งสนใจปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรธรรมชาติโดยปลอดพ้นจากการอิงฝ่ายที่มีหรือแสวงหาอำนาจ ฯลฯ

ข้อเสนอเรื่องสร้างความปรองดองมีง่ายๆ คือ ขอให้พูดคุยกัน ขอให้พูดคุยกันบ่อยๆ ขอให้พูดคุยกันในหลายระดับ ขอให้พูดคุยกับผู้เห็นต่าง ขอให้มีการจัดพื้นที่/เวทีการพูดคุยกัน ขอให้มีเวทีที่ยั่งยืน/ต่อเนื่อง ขอให้การพูดคุยนำไปสู่การสะท้อนมองตนเอง ขอให้การพูดคุยนำไปสู่การแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง โดยเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวและทำได้ด้วยตัวเราก่อน ฯลฯ

ขณะเดียวกันกับการวิเคราะห์ตัวละครความขัดแย้ง ต้องวิเคราะห์ความขัดแย้งในระดับโครงสร้างและวัฒนธรรมด้วย ปัญหาหรือความรุนแรงเชิงโครงสร้างได้มีการพุดคุยพอสมควร แต่เรายังคุยกันหรือทำความเข้าใจกันน้อยในเรื่องความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมและคุณค่า

การวิเคราะห์ความข้ดแย้งในระดับที่สำคัญแต่คลุมเครือมากที่สุด คือระดับคุณค่า/อุดมการณ์ หากเข้าใจในส่วนนี้ก็จะช่วยให้เข้าใจว่าทำไมความขัดแย้งครั้งนี้จึงหยั่งรากลึก คำถามที่พึงช่วยกันหาคำตอบคือ แล้วเราขัดแย้งในเรื่องคุณค่าอะไรกัน

หากวิเคราะห์จากในสู่นอก (insideout) หรือในกรอบสารัตถนิยม (essentialist) พบว่ามีความคิดขัดแย้งกันระหว่างฝ่ายที่ยึดจารีต กับฝ่ายประชาธิปไตย และระหว่างฝ่ายที่มุ่งแก้ปัญหาที่คน กับที่มุ่งแก้ไขที่ระบบ

หากจะทำให้เกิดการปรองดอง จะต้องสร้างเวทีการพูดคุยที่เปิดกว้าง โดยแขวนการตัดสินผู้อื่นไว้ก่อน โดยเฉพาะแขวนการตัดสินว่านักการเมืองคือผู้ฉ้อฉลและใช้อำนาจในทางที่ผิด ในระบอบประชาธิปไตยย่อมต้องมีนักการเมืองและพลเมือง เราต้องช่วยกันสร้างพลเมืองที่เข้มแข็งและนักการเมืองที่พร้อมรับผิด (accountable) เราต้องช่วยกันสร้างเวทีทางสังคมอันกว้างใหญ่ (grand social platform) ที่รวมทั้งฝ่ายจารีตและฝ่ายประชาธิปไตย ตลอดจนฝ่ายอิงคนและอิงระบบ โดยมีจุดร่วมคือ ประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาลและความเป็นธรรม

การวิเคราะห์อีกแบบหนึ่งเป็นแบบจากนอกสู่ใน (outsidein) หรือในกรอบบริบทนิยม แนววิเคราะห์นี้ไม่คิดว่าคนจะอยู่แต่ในกล่องคุณค่ากล่องหนึ่งกล่องใดได้ หากมีความคิด/ความรู้สึก/พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปตามบริบทและกาลเวลา อิทธิพลภายนอกมีผลต่อการระบุว่าเราเป็นใครในขณะใดขณะหนึ่ง ชีวิตของเราประกอบสร้างด้วยเรื่องเล่าต่างๆ มากมาย ในบริบททางวัฒนธรรมบริบทหนึ่ง จะมีชุดเรื่องเล่าหลายชุดที่เกือบทุกคนในวัฒนธรรมนั้นจะคุ้นเคยจนยอมรับเข้ามาเป็นคุณค่าภายในโดย (แทบ) ไม่รู้ตัว คนคนหนึ่งจะเลือกคุณค่าหนึ่งขึ้นมาอ้างในขณะจิตหนึ่งๆ แต่คุณค่าย่อมไม่เที่ยงคือเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อัตลักษณ์ก็ไม่เที่ยงและขึ้นกับบริบทเช่นกัน ความไม่เที่ยงนอกจากจะเป็นลักษณะเฉพาะของจิตแล้ว ยังอาจอธิบายในเชิงสังคมได้ด้วยแนวคิดเกี่ยวกับวาทกรรม เรื่องเล่าชุดใดหากภาคีความขัดแย้งต้องการใช้เพื่อตอกย้ำคุณค่าของตน ก็จะเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นเรื่องเล่าเดิมหรือเติมแต่งรายละเอียดหรือข้อมูลทั้งที่จริงและไม่จริง แต่หากสอดคล้องกับคุณค่าที่ต้องการตอกย้ำก็ถือว่าใช้ได้ จนเมื่อปั้นถ้อยคำให้เป็นตัวเป็นตน ดูน่าเชื่อถือหรือดูเป็นจริง ก็เรียกได้ว่าเป็นวาทกรรม ความขัดแย้งกลายมาเป็นการทำให้วาทกรรมของฝ่ายตนเป็นวาทกรรมครอบงำ (hegemonic discourse) ถ้าทำสำเร็จก็ถือว่าฝ่ายตนชนะ เมื่อหลังสงครามเย็น วาทกรรมเสรีประชาธิปไตยเป็นกระแสครอบงำระดับโลก และคิดว่าตนชนะแล้ว

แต่วาทกรรมครอบงำเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมลงเป็นธรรมดา วาทกรรมของฝ่ายจารีตคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ วาทกรรมชาติเน้นประวัติศาสตร์ชาติที่แต่งเติมจนงดงามและครอบงำประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์อื่นๆ อีกทั้งยังเน้นหน้าที่พลเมืองและเอกภาพตามหลังผู้นำ วาทกรรมศาสนาเน้นความซื่อสัตย์สุจริตและระเบียบวินัย ส่วนวาทกรรมพระมหากษัตริย์เน้นการเป็นบุคลาธิษฐานแห่งคุณธรรมและ

การเฉลิมพระเกียรติอย่างหาที่สุดมิได้ เป็นต้น วาทกรรมของฝ่ายประชาธิปไตยคือการปกครองที่ผู้ปกครองได้รับความเห็นชอบจากประชาชน การมีเสรีภาพทางการแสดงออกเพื่อให้ประชาชนเรียนรู้และตัดสินใจทางการเมืองได้อย่างรู้เท่าทัน และความสามารถของสังคมที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี เป็นต้น

การไม่เข้าใจเรื่องวาทกรรมและการขยับเลื่อนทางวาทกรรม จะทำให้ไม่เข้าใจว่าทำไมคู่ขัดแย้งจึงมักมองว่าอีกฝ่ายคือผู้ร้ายและไม่อยากคุยกัน ทั้งๆ ที่การคุยกันกับการตั้งสติอยู่เสมอ จะขาดเสียไม่ได้สำหรับการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งสู่ความปรองดอง

กล่าวโดยสรุปคือ การจะนำสังคมการเมืองออกจากวิกฤตไม่ใช่เรื่องง่าย หากผู้มีอำนาจมีวิสัยทัศน์ประชาธิปไตยอยู่ และสามารถปล่อยวางจากอำนาจซึ่งมีความหอมหวนยิ่งได้สำเร็จ ก็จะสามารถอำนวยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนและการปรองดองได้ ในกรณีเช่นนี้ก็เป็นบทบาทของฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายสันติวิธีที่จะให้ความร่วมมือ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท