
หวั่นพิษเฟดขึ้นดอกเบี้ยดันหนี้เอเชียกระฉูด
ค่อยๆ แง้มท่าทีที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายออกมาอย่างชัดเจนมากขึ้นทีละน้อย สำหรับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
ค่อยๆ แง้มท่าทีที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายออกมาอย่างชัดเจนมากขึ้นทีละน้อย สำหรับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เริ่มส่งสัญญาณอย่างชัดเจนอีกครั้ง กับแนวโน้มความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ล่าสุดจากรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายทางการเงินของเฟด (เอฟโอเอ็มซี) ในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า มีการถกเถียงกันอย่างเข้มข้นมากขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่ของเฟดเกี่ยวกับช่วงเวลาและวิธีในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
รายงานของเอฟโอเอ็มซี ระบุว่า “คณะกรรมการของเฟดบางคน” เล็งเห็นว่า เศรษฐกิจของสหรัฐนั้นกำลังเติบโตในอัตราที่เร็วเพียงพอที่เฟดจำเป็นจะต้องมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้ทำให้นักวิเคราะห์เริ่มตั้งข้อสังเกตแล้วว่า เป็นท่าทีของเฟดที่พร้อมจะใช้นโยบายทางการเงินที่รัดกุมมากขึ้น หลังจากที่ผ่อนคลายมาเป็นระยะเวลานานถึง 5 ปี
พอล เดลส์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของแคปปิตอล อีโคโนมิกส์ ระบุว่า รายงานการประชุมครั้งนี้เป็นการสะท้อนว่าเฟดได้ก้าวขึ้นมาอีกขั้นที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
“สิ่งที่เห็นได้จากรายงานกระชุมนี้ คือ เอฟโอเอ็มซีนั้นพร้อมที่จะปรับนโยบายเพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลทางเศรษฐกิจ และนักลงทุนเองก็จำเป็นที่จะต้องปรับตัวเช่นกัน” จอห์น เบลล์โลวส์ ผู้จัดการกองทุนของเวสเทิร์น แอสเซ็ท แมเนจเมนต์ ระบุไปในทิศทางเดียวกัน
แน่นอนว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ของเฟดจะเป็นสัญญาณดีที่บ่งบอกว่า ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ของโลกกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตทางเศรษฐกิจเมื่อช่วงปี 2008 ทว่า ในทางตรงกันข้าม นี่นับเป็นข่าวร้ายของบรรดาบริษัทในเอเชียอย่างแท้จริง
ข่าวร้ายข้อแรก ต้องย้อนไปว่าในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา บรรดาบริษัทในเอเชียต่างอาศัยประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำในการกู้ยืมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่ส่งผลให้บรรดาบริษัทต่างสั่งสมหนี้ก้อนโตเอาไว้
ทั้งนี้ ต้องทำความเข้าใจว่า นโยบายการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของเฟดทำให้เกิดการทะลักไหลเข้ามาของเงินทุนจำนวนมหาศาลจากการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ซึ่งช่วยไปกดดอกเบี้ยให้ต่ำลงเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบ และในจังหวะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ บรรดาบริษัทก็ต่างระดมทุนผ่านการออกตราสารต่างๆ เพื่อการขยับขยายธุรกิจ
เฟรเดอริก นิวแมนน์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจเอเชียจากธนาคารเอชเอสบีซี เปิดเผยว่า หนี้บริษัทเอกชนในภูมิภาคเอเชียต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) นั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก นับตั้งแต่ปี 2008 โดยหนี้เหล่านี้หมายถึงทั้งสินเชื่อที่บริษัทกู้มาจากสถาบันทางการเงินและการออกตราสารของบริษัทเพื่อระดมทุน
“เมื่อเฟดคาดว่าจะมีการปรับนโยบายให้เข้าสู่สภาพปกติในช่วงต้นปีหน้า ดังนั้นแล้วก็จะเป็นการสิ้นสุดของแนวโน้มขาลงของต้นทุนการกู้ยืมสำหรับบริษัทเอกชน” ธนาคารออสเตรเลีย แอนด์ นิวซีแลนด์ แบงก์กิ้งกรุ๊ป (เอเอ็นแซด) ของออสเตรเลีย ระบุ
จากปัจจัยดังกล่าว เมื่อถึงเวลาที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ก็จะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ฉะนั้นแล้ว จึงหมายความว่า อัตราดอกเบี้ยของตราสารของเอกชนจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะกระทบต่อความสามารถในการชำระคืนอย่างแน่นอน
กระนั้นก็ตาม แม้ว่าเอเอ็นแซดจะมองว่า ไม่ใช่ทุกบริษัทในเอเชียที่จะเจอปัญหาจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด เพราะเห็นว่าบริษัทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และอินเดีย จะไม่กระทบ เพราะเศรษฐกิจเติบโตได้ดี และบริษัทมีแนวโน้มที่จะยังได้กำไรอย่างต่อเนื่อง
ทว่า หากการขึ้นดอกเบี้ยทำให้เกิดภาวะช็อกในอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทก็อาจจะทำให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ปรับเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกับบริษัทที่ให้ออกตราสารที่มีผลตอบแทนสูง
ข่าวร้ายข่าวที่ 2 นั้นก็มีผลมาจากการปรับนโยบายของเฟด นั่นก็คือ “ปัญหาเรื่องค่าเงิน” โดยบรรดากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เคยได้เผชิญกับการอ่อนตัวอย่างรุนแรงของค่าเงินมาแล้ว เมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว ซึ่งหากสหรัฐมีการปรับนโยบายการเงินไปสู่ระดับเดิม ก็จะย่อมส่งผลให้ค่าเงินในกลุ่มประเทศเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศตลาดเกิดใหม่อ่อนตัวลง เมื่อเปรียบเทียบกับสกุลเงินต่างชาติ
จากการอ่อนตัวของค่าเงินนี้ จึงจะยิ่งส่งผลให้บรรดาบริษัทเอเชียที่ออกหุ้นกู้ในรูปของสกุลเงินต่างประเทศ ต้องใช้เงินมากขึ้นในการชำระหนี้ เนื่องจากว่า บริษัทดังกล่าวจะต้องใช้เงินในสกุลเงินในประเทศมากขึ้น เพื่อที่จะแลกเปลี่ยนให้เป็นเงินสกุลต่างชาติ ที่นับว่าจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมความสามารถในการชำระหนี้มากขึ้นไปอีก
ทั้งนี้ ในเอเชียเองการกู้ยืมของบรรดาบริษัทต่างๆ ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) พบว่า การออกตราสารในต่างประเทศของบริษัทจีนในช่วงปี 2010 ถึงช่วงครึ่งปีแรกของปี 2013 นั้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเพิ่มขึ้นถึง 133% ขณะที่อินเดียเพิ่มขึ้น 39% เกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 21% ส่วนประเทศอื่นๆ ที่เหลือในเอเชียนั้นเพิ่มขึ้น 54%
“การกู้ยืมในค่าเงินต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นยังคงเป็นความอ่อนแอสำคัญของบริษัทเอเชีย” ธนาคารเอเอ็นแซด ระบุ
นอกจากนี้แล้ว เอเอ็นแซดยังแสดงความกังวลว่า การออกตราสารที่ให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งหมายถึงคุณภาพของตราสารที่อยู่ในระดับต่ำ ยังมีการขยายตัวอย่างมากนับตั้งแต่ปี 2012 อีกด้วย
สัญญาณการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทเอกชนนั้นเริ่มมาให้เห็นแล้ว โดย มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เปิดเผยว่า สัดส่วนการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนสูงในเอเชียแปซิฟิกปรับตัวสูงขึ้นเป็น 4.1% ในช่วงสิ้นเดือน ก.ค. จากเดิมที่ราว 2.2% เมื่อสิ้นปี 2013
ขณะเดียวกัน แสตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ประเมินว่า หนี้ของบริษัทเอกชนในเอเชียที่มีกำหนดไถ่ถอนนับตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ไปจนถึงสิ้นปี 2019 นั้นมีปริมาณสูงถึง 2.12 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.784 ล้านล้านบาท) เลยทีเดียว
ปัญหาที่ 3 คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านด้วย โดยมูดี้ส์ ระบุว่า กลุ่มผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ในอาเซียน จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะว่าความต้องการในจีนที่อ่อนแอลง
“เรายังมีมุมมองต่อหนี้ของบริษัทเอเชียเป็นลบ ด้วยเหตุจากว่าความเติบโตของภูมิภาคที่ชะลอตัวลง และสภาพคล่องที่มีความตึงตัวมากขึ้น” มูดี้ส์ ระบุ
ฉะนั้นแล้ว สรุปให้เข้าใจง่ายก็คือ บรรดาบริษัทในเอเชียต้องจ่ายหนี้มากขึ้น ในขณะที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจกลับสวนทางปรับตัวลดลง จึงนับเป็นความเสี่ยงอีกหนึ่งตัวที่เอเชียไม่สามารถมองข้ามได้เลย







