posttoday
ทั ครม.ใหม่ชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย

ทั ครม.ใหม่ชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย

22 สิงหาคม 2557

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ในที่สุดสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)เทคะแนนเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของไทยตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ เนื่องจากมีความเป็นผู้นำ มีการตัดสินใจที่เด็ดขาดดุดัน เหมาะสมที่จะแก้ปัญหาของประเทศในขณะนี้

ในแง่ของการแก้ปัญหาการเมืองและความมั่นคงปลอดภัยของประชาชนในชาติ หลายฝ่ายไม่เป็นห่วง เพราะเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ เอาอยู่ เพราะเห็นผลงานช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาภายใต้กฎอัยการศึก สามารถนำความสงบและความปลอดภัยกลับคืนมาสู่ประเทศอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการบริหารเศรษฐกิจหลายฝ่ายยังมองว่าเป็นงานช้างของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แม้ว่าที่ผ่านมาในฐานะหัวหน้า คสช. จะแก้ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าด้านเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วหลายเรื่อง ทั้งการจ่ายเงินจำนำข้าวชาวนา 9.2 หมื่นล้านบาท การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 และการทำงบประมาณปี 2558 ให้ใช้ได้ทันวันที่ 1 ต.ค. 2557 จนทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ไม่ถึง 1% ต่อปี ขึ้นมาเป็นขยายตัวได้ 2% ต่อปี

แต่ทว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจดังกล่าวก็ยังต่ำกว่าที่ คสช.ต้องการให้ถึง 3% ต่อปี แสดงให้เห็นว่าการบริหารเศรษฐกิจภายใต้สถานการณ์พิเศษ ที่ คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเต็มมือก็ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าจะบริหารเศรษฐกิจของประเทศให้ขยายตัวได้ดังใจ

ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มาจากการรัฐประหารซึ่งต่างชาติหลายประเทศไม่ยอมรับ ทำให้การบริหารเศรษฐกิจต้องออกแรงมากกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหลายเท่า เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนประเทศให้กลับมาเชื่อมั่นลงทุนประเทศไทยอีกครั้ง

ที่สำคัญหน้าตาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ที่จะมีการตั้งขึ้นในไม่ช้านี้ จะต้องเป็นบุคคลที่สามารถเรียกความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกระทรวงหลักทางด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม ซึ่งมีแนวโน้มว่าหากตั้งทหารเข้ามาเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงเศรษฐกิจ ก็จะกระทบความเชื่อมั่นจากนักลงทุนเพิ่มมากขึ้นและยังต้องใช้เวลาในการเรียนรู้งาน ทำให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจล่าช้า

ขณะที่ปัจจุบันเศรษฐกิจมีปัญหาขยายตัวได้ต่ำ เพราะการส่งออกโตต่ำกว่าที่คาด การลงทุนภาคเอกชนติดลบมากกว่าที่คิด การบริโภคและการเบิกจ่ายภาครัฐยังฟื้นตัวไม่ตรงตามเป้าที่วาดหวังไว้ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจที่จะเข้ามาเร่งเครื่องนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจ เพื่อให้การฟื้นตัวขยายตัวได้รวดเร็วมากที่สุด ซึ่งแต่ละกระทรวงก็มีนโยบายและมาตรการเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการเพื่อฟื้นฟูและปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจจำนวนมาก

เริ่มตั้งแต่กระทรวงการคลังที่มีแผนที่ต้องดำเนินการภายใน 1 ปี คือ การปรับโครงสร้างภาษี โดยเฉพาะการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% เพื่อเพิ่มรายได้ให้เพียงพอกับใช้จ่ายและการลงทุนของประเทศ การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การเก็บภาษีมรดก การเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม การคืนเงินภาษีให้คนจน การขยายฐานการเก็บภาษี ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ต้องการรัฐมนตรีที่เชี่ยวชาญด้านการเงินการคลังเข้ามาตัดสินใจ เพื่อดำเนินการให้ทันภายใน1 ปีที่วางเป้าหมายไว้

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังมีภารกิจขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทั้งจากการกู้เงิน การระดมทุนแบบใหม่ ทั้งให้เอกชนร่วมลงทุนแบบพีพีพี และการตั้งกองทุนอินฟาร์สตักเจอร์ฟันด์ เป็นต้น

ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์จะต้องได้รัฐมนตรีที่มีความเชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศอย่างแท้จริง เพื่อมากู้วิกฤตการส่งออกของประเทศที่ขยายตัวได้ต่ำกว่าเป้าหมายเป็นเวลาหลายปีต่อเนื่องฉุดเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ต่ำกว่าเป้า โดยเฉพาะปีนี้ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่าจะขยายตัวเพียง 2% ต่ำกว่าที่กระทรวงพาณิชย์คาดว่าจะโตได้ถึง 45%

รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์จึงต้องเร่งเปิดตลาดการค้าใหม่ๆ เป็นการด่วน ต้องวางยุทธศาสตร์การส่งออกของไทยใหม่จากเดิมที่เน้นปริมาณมาเป็นเน้นคุณภาพและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทย ยังไม่นับภารกิจล้างสต๊อกข้าวสารอีก 18 ล้านตัน เพื่อลดความเสียหายของประเทศ ที่คาดว่าจะขาดทุนไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท ในโครงการรับจำนำข้าวที่ใช้เงินไปกว่า 9 แสนล้านบาท เพราะถ้ายิ่งขายขาดทุนเพิ่มความเสียหายของประเทศก็จะมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

รัฐมนตรีพาณิชย์ยังมีงานหินคือเรื่องการดูแลสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น ว่าจะมีการดูแลสินค้าอย่างไรโดยที่ไม่เป็นการบิดเบือนกลไกตลาด เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชนที่รายได้เพิ่มขึ้นไม่ทันรายจ่ายจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมที่ต้องการคนที่เป็นผู้มองภาพรวมของการพัฒนาระบบขนส่งของประเทศ สามารถจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนและผลักดันให้เกิดการลงทุนจริง เพราะจากแผนการลงทุนด้านคมนาคมขนส่งของประเทศที่ คสช. เห็นชอบวงเงิน 2.4 ล้านล้านบาท ต้องใช้ระยะเวลาในการลงทุนหลายปี แต่โจทย์สำคัญอยู่ที่การผลักดันการลงทุนในปีหน้าให้ออกมากที่สุด เพราะเศรษฐกิจปีหน้าที่ยังอ่อนแอต้องการแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนภาครัฐมาช่วยกระตุ้นมากขึ้น

สำหรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมก็ควรเป็นคนที่รู้ปัญหาการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศอย่างแท้จริงว่าอยู่ตรงจุดไหน เพื่อที่จะได้เข้าไปแก้ปัญหาให้ตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นการขออนุญาตเปิดโรงงานล่าช้าจนกระทบการลงทุนของประเทศ การแก้ไขกฎหมายกฎระเบียบทำให้การลงทุนภาคอุตสาหกรรมมีความคล่องตัว ทำให้ผู้ประกอบการลงทุนมีความมั่นใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศระยะยาวมากขึ้น

สุดท้ายรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานต้องเป็นคนที่มีความรู้และเข้าใจโครงสร้างพลังงานของประเทศอย่างรอบด้าน เพราะเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ และที่ผ่านมาโครงสร้างพลังงานของไทยมีการบิดเบือน ไม่มีความชัดเจนด้านพลังงานว่าจะไปทิศทางไหน และการบริหารพลังงานของประเทศไม่มีความโปร่งใส มีนักการเมืองและนายทุนเข้าไปหาผลประโยชน์จากธุรกิจพลังงานของประเทศ ทำให้ระบบพลังงานของประเทศมีปัญหา

ทั้งหมดเป็นโจทย์ใหญ่ทางเศรษฐกิจที่ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศคนใหม่ ที่ต้องสรรหามืออาชีพเข้าเป็นมือเป็นแขนในการช่วยการบริหารเศรษฐกิจของประเทศในช่วงเวลา 12 ปีที่จะอยู่บริหารประเทศ การที่จะส่งทหารใกล้ชิดไว้ใจได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีบริหารเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องผิด แต่ไม่น่าใช่ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในเวลานี้

ดังนั้น ทัพคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะตั้งขึ้นมาในไม่ช้านี้ จะเป็นการชี้เป็นชี้ตายของเศรษฐกิจว่าจะผลักดันให้เป็นเศรษฐกิจขาขึ้นหรือในทางกลับกันกลายเป็นความเสี่ยงที่จะถดถอยมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์