posttoday
คุณภาพราชการถดถอย

คุณภาพราชการถดถอย

22 สิงหาคม 2557

สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ระบุว่า การบริหารประเทศของไทยไม่มีความต่อเนื่องและไม่มีเสถียรภาพ นโยบายเปลี่ยนแปลงตลอด รวมทั้งเปลี่ยนตัวบุคคลบ่อย ทำให้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คุณภาพของข้าราชการไทยลดลงไปมาก มีปัญหาความต่อเนื่องและการคัดสรรคนเข้าไปอยู่ในตำแหน่งต่างๆ

สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ระบุว่า การบริหารประเทศของไทยไม่มีความต่อเนื่องและไม่มีเสถียรภาพ นโยบายเปลี่ยนแปลงตลอด รวมทั้งเปลี่ยนตัวบุคคลบ่อย ทำให้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คุณภาพของข้าราชการไทยลดลงไปมาก มีปัญหาความต่อเนื่องและการคัดสรรคนเข้าไปอยู่ในตำแหน่งต่างๆ

“เมื่อไหร่ที่มีการแต่งตั้งเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่งโดยใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นมาตรฐานในการเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง จะทำให้สถาบันและองค์กรนั้นไม่มีความสามารถหรือพลังในการต่อรองปกป้องผลประโยชน์ของชาติในเวทีต่างๆ สู้ประเทศอื่นๆ ที่เขามีความต่อเนื่องที่เน้นความรู้ความสามารถและความเป็นเลิศ ว่าใครควรจะนั่งอยู่ตรงไหน เมื่อไหร่ รับผิดชอบเรื่องอะไร ส่วนของเราเรื่องการโยกย้าย เลื่อนตำแหน่งโดยใช้นามบัตร โทรศัพท์ไปฝาก และด้วยการเหมาเครื่องบินไปเยี่ยม พอกลับมาบอกว่าตำแหน่งนี้พี่ได้มาเพราะพี่ให้” สุรินทร์ กล่าว


บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ ระบุว่า สิ่งที่ต้องให้นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 เร่งดำเนินการมี 3 เรื่อง คือ 1.ผลักดันการส่งออก โดยควบคุมค่าเงินบาทให้อ่อน 2.แก้ปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น และ 3.เร่งแก้หนี้ครัวเรือน หากดำเนินการทั้ง 3 เรื่องได้เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้เร็ว

อธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า รัฐบาลชุดใหม่ควรดูภาพรวมของประเทศ โดยต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต ควบคุมเงินเฟ้อ ฟื้นความเชื่อมั่นประชาชนและนักลงทุน และหันมาเน้นการบริโภคภายในเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจทดแทนส่งออกที่ชะลอตัว

วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ วีเอ็น กล่าวว่า การที่ประเทศไทยจะลุกขึ้นเพื่อก้าวไปสู่อนาคต จะต้องพัฒนาให้มีเสถียรภาพที่ดีก่อน และส่วนตัวเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เหมาะสมจะเป็นนายกฯ เพราะตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ได้แสดงให้เห็นว่าสามารถสร้างเสถียรภาพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างมีรูปธรรม และมีนโยบายปราบคอร์รัปชั่น

ด้าน เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยผลสำรวจเศรษฐกิจไทยการเมืองไทยในสายตานักธุรกิจเอเชีย 5 ชาติ คือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และมาเลเซีย จากกลุ่มตัวอย่าง 600 คน ระหว่างวันที่ 818 ส.ค. โดยนักธุรกิจ 88.2% เชื่อมั่นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของ คสช.ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เพราะมีโครงการเร่งด่วนมาแก้ปัญหาต่างๆ แต่ต้องรอดูผลงานของ คสช.ในเทอม 2 ว่าจะวางพื้นฐานให้เศรษฐกิจและการเมืองเดินหน้าได้แข็งแกร่งหรือไม่

อย่างไรก็ตาม นักธุรกิจเอเชียทั้ง 5 ชาตินี้ มองว่า คสช.ไม่ควรอยู่นานเกิน 3 ปี เพราะจะสร้างความไม่เชื่อมั่นในสายตานักลงทุนต่างชาติ แต่หากออกเร็วเกินไปก็อาจทำให้ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ กลับมาอีก ส่วนสิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขไปพร้อมๆ กันมี 2 ด้าน ได้แก่ แก้ปัญหาชายแดนภาคใต้และความขัดแย้งในประเทศ ขณะเดียวกันต้องสร้างบ้านให้แข็งแรงทั้งความสามัคคี ความอยู่ดีกินดี พร้อมรับแขก

“นักธุรกิจส่วนใหญ่ขอแค่ให้เป็นคนที่เข้ามาตั้งใจทำงานจริง โดยจะให้เวลาทำงาน 60 วัน ว่ามีผลงานเข้าตาหรือไม่ โดยเฉพาะการเร่งแก้ปัญหาเรื่องค่าครองชีพ ปฏิรูปพลังงาน พัฒนาด้านการศึกษา เพิ่มความสามารถการแข่งขัน และลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน”

เกียรติอนันต์ ระบุว่า นักธุรกิจเอเชียยังเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของไทย โดยมองว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัว 2.52.7% ส่วนปีหน้ามองว่าจะขยายตัว 33.5% แต่เห็นว่ารัฐบาลต้องแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้นักธุรกิจตัดสินใจเข้ามาอยู่ในประเทศ และต้องปฏิรูปการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท